01 เรื่องเล่าตามรายทาง | อิสระหรือกับดัก (ส่วนต้น)

รถไถลไปตามแรงดันด้านหน้า แต่ละคนโหมแรงไม่ยั้ง หวังให้พ้นจากขอบโคลนเบื้องล่าง โดยหารู้ไม่ว่าหลังจากนั้นไม่ถึงเสี่ยวนาที เครื่องยนต์ไร้สำนึกจะเปลี่ยนจุดหมายของตัวราวกับเลือกทางของตนอย่างอิสระ คล้ายอยากได้ชีวิต ทว่า รถที่แม้จะขับเคลื่อนได้ แต่ถึงอย่างไรก็ไร้ชีวิตและไม่รู้ว่าทางที่ตนกำลังมุ่งไปเป็นขอบเหว

ถึงไม่ลึกมาก ก็ยังลาดชันพอให้เหล่าคนที่มีชีวิตทั้งสี่หวาดเสียวไปกับภาพที่เป็นอยู่ตรงหน้าไม่น้อย ด้วยมันไม่มีชีวิต มันก็คงไม่รู้ชะตากรรมของตน แต่ยังอยากได้ชีวิต อิสระ และเสรี ส่วนคนทั้งสี่ที่มีชีวิต กลับพยายามอย่างสุดชีวิตเพื่อรั้งมันไว้ไม่ให้ตกลงไป

ล้อหลังฝั่งซ้ายตกไปแล้ว หากไม่ได้กิ่งไม้บริเวณนั้นช่วย คงไม่ต้องคิดภาพ เพราะลำพังสภาพที่เห็นขณะนี้ก็มากพอจะระลึกถึงเจ้าของรถตัวจริงที่ไม่ได้มาด้วยในวันนี้

ไม่ใช่รถของพวกเขา

“ดันฝั่งนี้ด้วย เดี๋ยวรถตก” ทุกคนตระหนกไปกับแวดล้อมตรงหน้า ต้องขอบคุณพี่รักษ์ คนขับและแฟนเจ้าของรถที่กระชากความตื่นตูมพร้อมฉุดความตื่นตัวจากทั้งคนและรถขึ้นมาจนสำเร็จ

“เฮ้อ...” กี่เสียงไม่ทราบ แต่ไม่น่าจะน้อยไปกว่าสามได้ที่ประสานลมหายไปออกมา ประหนึ่งยกภูสูงออกจากอก

“ออกไปวางแผนข้างออกก่อน ดูแล้วไม่น่าจะรอดถ้ายังฝ่าไปแบบนี้ ฝนก็ตกไม้หยุดด้วย” ไม่มีใครค้าน ต่างเห็นพ้อง ก่อนพากันเคลื่อนตัวบนรถที่เคลื่อนที่ตามคำสั่ง กลับไปตั้งหลักใหม่อีกครั้ง

ทางหลวงหมายเลข 118 สายเชียงใหม่ – เชียงราย โปรยปรายด้วยฝนชุดใหญ่ ประกอบฉากด้วยทุ่งข้าวโพดจากทุนยักษ์ ขณะนี้พวกเขาอยู่ในร้านชำ โดยได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าของร้าน ทั้งให้ที่หลบฝนและติดต่อกับคนในหมู่บ้าน ซึ่งไม่อาจไปถึงด้วยรถคันเล็ก ที่กำลังร่ำร้องหาเจ้าของตัวจริง หากมันพูดหรือตัดสินใจได้เอง คงหนีห่างจากพวกเขากลับไปโดยไม่บอกลา

“ครูเก้อยู่เชียงใหม่กลับมาตอนค่ำ คงต้องจ้างรถชาวบ้านเข้าไป ไม่งั้นก็ให้คนในออกมารับ”เขาเสนอความคิด

“แถวนี้พอมีรถรับจ้างไหมคะ”จอมขวัญหันไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าของร้านอีกหน
ข่าวดียามบ่ายคล้อย หลังคุณป้าเพียรพยายามโทรติดต่อใครสักคนหนึ่ง ท่ามกลางเมฆฝนที่ขัดขวางการเดินทางของสัญญาณโทรศัทพ์ ได้ความว่ามีรถกระบะของชาวบ้านคันหนึ่งที่พร้อมให้ความช่วยเหลือ แต่ตอนนี้เจ้าของรถติดธุระอยู่บนถนนสาย 118

พวกเขาทั้งหมดจึงต้องรออยู่เบื้องหน้าแสงแรกหลังฝนซา




ช่วงเวลาว่างเว้นพาเขาหวนกลับไปในวันที่ตัดสินใจกลับมาที่นี่อีกครั้ง เกือบขวบปีที่ร้างลา เขายอมทิ้งกิจกรรมเปิดสายรหัสร่วมกับเพื่อนคณะมาทำหน้าที่นักหนังสือพิมพ์ฝึกหัด เพราะตั้งใจใช้หุบเขาต่างถิ่นต่างวัฒนธรรมแห่งนี้ ถ่ายทอดงานเขียนสารคดีสำหรับหนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติเล่มแรก

หัวข้อที่เลือกเป็นเรื่องการศึกษา โดยก่อนหน้านั้นความคิดได้เอนเอียงไปทางบ้านเกิด ซึ่งมีหอพักของนักเรียนชาติพันธุ์เผ่าลีซอที่เขาเคยร่วมงานหลายครั้ง อีกทั้งยังรู้จักกับผู้ดูแลหอพัก ตลอดจนประวัติความเป็นมาพอสมควร เพียงพอต่อการขีดเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับการศึกษาที่น่าสนใจ

กระนั้นก็ตาม ภาพของแสงเช้าซึ่งลอดผ่านช่องเขาและแมกไม้ในเดือนหนาวที่ผ่านมาก็เชื้อเชิญให้เขาเปลี่ยนความคิดและเป้าหมาย ทั้งยังออกเดินทางตามหาเรื่องราวของโรงเรียนขนาดเล็ก ที่มีจำนวนนักเรียนน้อยกว่าหนึ่งโหล พร้อมคุณครูอีกหนึ่งคนรอพวกเขาอยู่ตรงปลายทางที่ยังไปไม่ถึง

เสียงของเด็ก ๆ รอยยิ้มของชาวบ้านชาวปกาเกอะญอชุมชนห้วยหินลาดนอก อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ทำให้เขาและเพื่อนร่วมทางทั้งสามตัดสินใจฝ่ามรสุมในเดือนฝนกลับมาสัมผัสบรรยากาศแห่งความสุขอีกครั้ง แม้ที่เหลือจะมีจุดมุ่งหมายต่างกันออกไป แต่ทั้งหมดก็ได้กลายเป็นเพื่อนร่วมทางแบบเฉพาะกิจ ในภารกิจนี้จนได้

ลานอักษรของหนังสือพิมพ์อ่างแก้ว ปีที่ 42 ฉบับที่ 1 ประจำวันที่ 21 กันยายน - 5 ตุลาคม พ.ศ. 2560 จึงได้เริ่มต้นขึ้น

กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์อ่างแก้วเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง หลังห่างหายกันมาแรมปี สมาชิกภายในกองมีทั้งสิ้น 19 คน ซึ่งเขารับหน้าที่เป็นบรรณาธิการฝ่ายบทความ แน่นอนว่าการเดินทางมาชุมชนห้วยหินลาดนอกก็เป็นหนึ่งในชิ้นงานที่อยู่ในความดูแลของฝ่ายนี้ หรือเป็นหนึ่งในบทความทั้ง 11 ชิ้นงานที่ได้ตีพิมพ์

หน้าคู่กลางเล่มเป็นพื้นที่ซึ่งเขาได้รับผิดชอบ หากคิดสัดส่วนเรื่องภาพไปแล้ว ลานอักษรสำหรับลงเนื้อหาจึงเหลือไม่ถึง6 หน้าเอสี่ นับว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับเรื่องราวที่ต้องการถ่ายทอด
ทว่าการสื่อสารที่ผิดพลาด จึงทำให้การเดินทางไปยังโรงเรียนชุมชนบ้านห้วยหินลาดนอกถูกตัดทอนระหว่างทางลงครึ่งหนึ่ง แม้ไม่อาจถ่ายทอดเรื่องราวหลากประเด็นได้อย่างครบถ้วน แต่ความทรงจำที่ได้รับในครั้งนั้นก็ยังติดตรึงอยู่ในความรู้สึก...






พวกเขาเริ่มต้นอีกคราจากถนนหลวงหมายเลข 118 เข้าสู่ทางดินเพื่อไปยังหมู่บ้าน โดยได้รับความช่วยเหลือจากคุณลุงที่อาศัยอยู่ในชุมชน กระบะแดงคันเก่าค่อย ๆ ลำเลียงเสบียง สัมภาระ และตัวตนของคนทั้งสี่ไปตามรายทาง พร้อมฝนชุดใหม่ซึ่งหวนกลับมา

กระบะหลังเป็นที่ของพวกเขา ผ้าใบสีฟ้าขาวของคุณลุงช่วยให้รอดพ้นจากความชื้นแฉะ แต่การเอาแต่อุดอู้อยู่ในร่ม ย่อมทำให้พลาดโอกาสชื่นชมทิวทัศน์สองข้างทาง

ทางดินแคบลัดเลาะไปตามแนวเขา ถนนขรุขระ คดเคี้ยว สลับแนวป่าในพื้นที่ทำการเกษตรของคนในพื้นถิ่น ไร่ข้าวโพดปัญหาเรื้อรังของเกษตรกร หรือแม้แต่แนวกอกล้วยและต้นกล้ากาแฟที่แทรกแซมอยู่ตามรายป่า ทางเลือกที่ชาวบ้านต่างเชื้อว่าเป็นประตูหนีไฟจากพันธสัญญาของนายทุนใหญ่ ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ทว่า ไม่ใช่ปัญหาของเกษตรกร ในที่นี้เขากำลังพูดถึงบรรยากาศซึ่งแวดล้อมอยู่ ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปมาก

ชุมชนห้วยหินลาดนอก เป็นหมู่บ้านของชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ แฝงตัวอยู่ในหุบเขา ไม่มีแม้กระทั่งการระบุพิกัดในแผนที่อิเล็กทรอนิกส์ มีประชาชนอาศัยอยู่จำนวนหนึ่ง พร้อมโรงเรียนชุมชนขนาดเล็กอีกแห่ง ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจของคนในชุมชน

รถได้พาเขาและผู้ร่วมทางมาถึงลานกว้างหน้าโรงเรียนชุมชนห้วยหินลาดนอก จุดหมายและที่พักพิงของเขาและเพื่อนในคืนนี้

‘เหมือนเดิม’ ทุกอย่างยังเหมือนเดิม โรงเรียนที่มีนักเรียนเพียง 9 คน ตั้งอยู่หน้าภูสูงชัน ผืนธงลู่ลงในยามที่ฝนยังไม่ซาสิ้น อาคารรับรองที่อยู่ฝั่งตรงข้ามถูกใช้เป็นที่พักชั่วคราวของทั้งสี่ ระหว่างรอคุณครูชุมชนหรือครูเก้และสามีกลับมาจากการไปทำธุระ

ภายในอาคารหลังนี้อับชื้นและอบอวลไปด้วยกลิ่นดิน ฝน และกระดาษเก่า หนังสือที่ได้รับการบริจาค หนังสือเรียน หนังสือนอกเวลาถูกจัดเข้าชั้นพอให้เป็นระเบียบ มีร่องรอยของการใช้งานกระดานและสื่อการสอนประปราย

ภาษาญี่ปุ่นไม่ทราบความหมายถูกเขียนไว้บนป้ายตัวเลขข้างฝา คาดว่าคงเป็นครูอาสาที่แวะเวียนมายังชุมชนแห่งนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนและเรียนรู้วิถีชีวิต ตลอดทั้งวัฒนธรรมของคนในพื้นที่ โดยมอบวิชาความรู้เป็นการตอบแทน

เมื่อฟ้าซาเมฆและเลือนฝน ทั้งสี่จึงพากันลัดเลาะไปตามชุมชนระหว่างรอครูเก้ ทักทายกับความทรงจำ ผู้คน สถานที่ บรรยากาศ และแวดล้อมที่โอบอุ้มความรู้สึกเอาไว้ ให้หวนนึกถึงคืนวันที่เคยมาพักพิง พอเพ่งลึกลงไปกลับรับรู้ว่าคงไม่เหมือนเดิม คล้ายว่ากำลังเปลี่ยนแปลงทีละนิด

เพราะแม้แต่ตัวตนของพวกเขาก็เติบใหญ่ขึ้นตามอายุชีวิต ที่แห่งนี้ก็คงไม่ต่างกัน  
เสาไฟฟ้าเพิ่งมาตั้งหลักไม่ครบขวบปี เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องมืออำนวยความสะดวกที่แสนแปลกใหม่เริ่มมากล้ำกราย --- ในความรู้สึกของชุมชนนั่นเป็นสิ่งจำเป็นหรือสิ่งสมมติขึ้นให้จำนนกันแน่

เจ้าบ้านหลังย่อมออกมาตอนรับพวกเขายามเข้าไปทักทาย ทั้งยังหุงหาอาหารให้แขกไม่ได้รับเชิญอย่างยินดี --- น้ำใจยังเป็นเพียงไม่กี่สิ่งที่ไฟฟ้าไม่อาจลากผ่านเข้าไปได้ เพราะมันอยู่ตรงนี้ตั้งแต่ต้น

เสียงโทรทัศน์เครื่องใหม่อวลเคล้ามื้ออาหาร จานสังกะสีกระทบช้อนสแตนเลสไม่เป็นจังหวะ ข้าวแฉะติดหนึบ คลุ้งกลิ่นควันไฟจากฟืนท่อนน้อยที่อยู่ในเตา ข้าวหม้อนี้ยังคงเป็นใบเดิมที่เปื้อนเขม่า ไม่รู้เหมือนกันว่าครั้งถัดไปเมื่อกลับมาเยือน จะยังเป็นเหมือนเก่าหรือกลายเป็นหม้อใบใหม่ที่เสียบค้างไว้แทนฟืนไฟ

หลังอิ่มท้องก็ร่อนเร่ไปตามทางสายหนึ่ง พื้นซีเมนต์ช่วงสั้น ๆ ก่อนสิ้นสุดลง เบื้องหน้าเป็นนาข้าวกำลังซ่อนรวงไว้อย่างเหนียมอาย สีเขียวโบกพลิ้วไปตามทางลม ลูกรังเปื้อนโคลนทอดยาวไปสู่ผืนข้าวกลางหุบเขา น้ำขังเอ่อนองเป็นหย่อม ๆ พอเป็นอุปสรรคให้สำนึกถึงความยากลำบากของข้าวแต่ละเม็ดในจาน

ครั้งนั้นเขาเคยได้ยินว่า ข้าวโพดไม่ใช่ทางออกของเกษตรกรรมสำหรับที่นี่อีกต่อไป เมล็ดกาแฟเข้ามาแทนที่ ถูกปลูกแซมไปตามผืนป่า ก็ไม่ทราบว่าในขณะนี้ สิ่งใหม่ได้กลายเป็นทางรอดของชุมชนแล้วหรือยัง หรือเป็นเพียงทางออกที่ถูกปลอบประโลมเหมือนดั่งครั้งที่ข้าวโพดเคยเป็นความหวังในอดีต เพราะประเทศนี้ยังคงเป็นชาติเกษตรกรรม ที่มีเกษตรกรเป็นกระดูกสันหลัง ทว่า ยากจนที่สุด ส่วนรัฐบาลผู้เป็นสมองของชาติก็ยังเมินเฉยต่อไป

ผ่านความเชื่อที่ว่าการศึกษาสูงจะทำให้การใช้ชีวิตดีขึ้น หมายรวมถึงชาวนาที่ยากจนเพราะยังไม่ได้รับการศึกษาที่ดีพอ ใครบางคนว่าไว้อย่างนั้น และถึงอย่างไรก็ดี รัฐบาลแต่ละสมัยก็ใช่ว่าจะได้รับการศึกษาถดถอยลงไป กลับสูงส่งด้วยใบปริญญาเสียด้วยซ้ำ ประเทศก็ยังคงมุ่งมั่นในการทำรัฐประหารมากกว่าการดูแลปากท้องจากรากเหง้า

เมฆก้อนโตเคลื่อนมาบังแสงจนหมดเงา ตั้งเค้าเป็นสัญญาณให้ผู้ย่างกรายซึ่งไร้กำบัง พวกเขากลับไปยังอาคารเรียน ก่อนเม็ดฝนชุดใหญ่จะมาตามนัดหมายดังคาดไว้





“ใช่น้อง ๆ ที่ติดต่อครูเก้มาหรือเปล่าคะ ครูเก้ฝากกุญแจอาคารเรียนฝั่งนั้นมาให้ เห็นรถเข้ามาพี่เลยลองมาดูว่าใช่ไหม” การมาเยือนของหญิงสาวทำลายช่วงเวลาแห่งความว่างเปล่ากลางสายฝนลง

“เป็นครูอาสาชื่อเตย ยินดีที่ได้รู้จัก แล้วนี่มาจากไหนกัน” ครูเตยแนะนำตัวกับพวกเขา คนแปลกหน้าทั้งห้าจึงเริ่มแลกเปลี่ยนระหว่างกันในประเด็นทั่วไป

“ตกใจเหมือนกันนะที่เด็กไม่เข้าใจเลขง่าย ๆ หรือวิชาที่คิดว่าน่าจะเรียนมาแล้ว” เมื่อวกเข้าเรื่องของโรงเรียนและเด็ก ครูอาสาฝึกหัดจึงได้ทีสาธยายความรู้สึกให้กับคนนอก ซึ่งเธอไม่ได้พบนับตั้งแต่มาเยือนชุมชนกลางหุบเขาแห่งนี้

เขาที่ต้องการข้อมูลเกี่ยวกับระบบการศึกษาของโรงเรียนชุมชนบ้านห้วยหินลาดนอกจากครูเก้ซึ่งเป็นครูประจำ จึงสบโอกาสเก็บข้อมูจากครูเตยในส่วนนี้ไปพราง

ด้วยความพิเศษของโรงเรียนเล็ก ๆ ที่ต่อสู่จนได้รับการแต่งตั้งในฐานะโรงเรียนชุมชนหรือรูปแบบการศึกษานอกระบบ (กศน.) ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ กอปรกับความประทับใจในครั้งแรกที่มาเยือน ทำให้ทราบโดยคราว ๆ ว่าที่แห่งนี้ สอนโดยยึดหลักสูตรแกนกลางผสานหลักสูตรท้องถิ่น

ความแตกต่างจากโรงเรียนทั่วไปก็คือ มีการสอนวิชาสมุนไพร หัตถกรรม ภาษาถิ่น และวิถีการอยู่กับป่า โดยความตั้งใจแรกของเขาที่ดั้นด้นฝ่าฝนจากมหาวิทยาลัย เดินทางไกลนับร้อยกิโลเมตรมาเพื่อถ่ายทอดความประทับใจ ความแปลก และแตกต่างของระบบการเรียนการสอนแบบทางเลือก
ไม่คาดคิดว่า ข้อมูลจากครูอาสาจะทำให้แกนหลักที่ตั้งใจนำเสนอออกมาในทัศนะเชิงบวกและสนับสนุนให้ระบบการศึกษาไทยได้เรียนรู้ความแตกต่าง จะถูกสั่นคลอนด้วยบทสนทนาสั้น ๆ

“สอนยากนะ ด้วยเนื้อหาที่มันไม่ปะติดปะต่อ ผลัดกันมาสอน จึงไม่รู้ว่าน้องเรียนถึงไหนแล้ว ---เรื่องนี้น้องเข้าใจหรือยัง อีกอย่างไม่มีหนังสือสำหรับหลักสูตรบางวิชา” วิศวกรหญิงที่หลีกหนีความวุ่นวายภายในเมืองใหญ่ให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมากับคนแปลกหน้า

“เวลาสอนเรื่องไหนที่ไม่เข้าใจ หรือเรื่องที่ยากน้องก็จะทำเหมือนไม่สนใจ บอกว่า ‘ยากไม่ชอบ ไม่คิด ไม่เอา’ หนักพอสมควรสำหรับครูอาสา” ครูเตยกล่าวอย่างจนใจ

“เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างเด็กในนี้และข้างนอก” ครูเตยเสริมด้วยท่าทีกังวล เมื่อทราบว่าพรุ่งนี้ (27 สิงหาคม พ.ศ. 2560) เด็กชั้นประถม 6 สองคนต้องออกไปสอบวัดผลระดับชาติ (N-NET) แต่ทั้งคู่ยังไม่ทราบแม้กระทั่งวิชาที่จะสอบ




เรื่องเล่ายังไม่จบ
โปรดติดตาม

สามารถรับชมรูปภาพประกอบเรื่องราวได้ที่
https://fictionlog.co/c/5ba8dfc58836815ef1e567d5/ 


SHARE
Writer
khaooatss
Writer
นักเขียนอิสระ ชื่นชอบการเดินทางและการเขียนงานสารคดี แต่งนิยายบ้างในบางขณะของชีวิต

Comments