การสื่อสารที่ผิดพลาด(จากประสบการณ์จริง)

                  เรื่องที่1 “ไปคูหม่อง”

           สวัสดีครับ!!!อาจารย์มิยาบิ เจอกันอีกเเล้วนะครับ อาจารย์เนี้ยชอบให้งานที่มีโจทย์ยากๆอยู่เรื่อยเลย เเต่ก็ดีเเล้วครับเพราะมันก็ทวนความจำผมได้ไม่ใช่น้อยเลย
เนื่องด้วยเรื่องเล่าผมมันค่อนข้างสั้นนัก เเต่อาจารย์ดันอยากได้เต็มหน้ากระดาษ ฉนั้นผมเลยขอเขียนข้อความหยอกล้ออาจารย์นิดหน่อยพอขำๆนะครับ เมื่อกี้เพื่อนผมส่งข้อความมา มันบอกว่า “เห้ย อาย มึงทำงานไทยยังว่ะ มีเเบบป่ะ” ผมก็เลยตอบมันไปว่า “กำลังปั่นอยู่”
ผมเลยถามมันไปว่า “ทำไมว่ะ” มันตอกกลับ “ก็กูคิดไม่ออก เลยมาหาเเรงบันดาลใจ” หลังจากที่ผมอ่านข้อความมัน มันก็ทำให้ผมสงสัยว่า “อาจารย์ให้งานยากไปรึเปล่านะ” อาจารย์คงอาจจะนึกไม่ถึงก็ได้นะครับ ว่าเพื่อนในห้องผมบางทีตลอดชีวิตของมัน อาจไม่เคยสื่อสารผิดพลาดเลยก็ได้
เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า ไหนๆก็ถึงกลางหน้ากระดาษละ เรื่องมีอยู่ว่า เย็นวันหนึ่งบนทางหลวง ผมได้นั้งรถกลับไปที่จ.นครราชสีมา ซึ่งในตอนนั้นผมไปงานศพญาติที่จ.อุบลราชธานี ผมกลับมาพร้อมกับลุงเเละป้า รถเป็นรถกระบะของลุงครับ ตอนที่ลุงขับอยู่เนี้ย เราถึงอ.ขุขัน จ.ศรีสะเกศ
ด้วยความที่เครื่องเสียงรถกระบะมันเสีย อาจเป็นเพราะรถกระบะมันเก่ามากด้วย (ลุงเเกบอกว่าใช้รถคันนี้มา30ปี ปัจจุบันนี้รถคันนี้40กว่าปีเเล้วนะครับ ) ทำให้ไม่มีเพลงฟังขณะนั้งอยู่บนรถ เเต่บังเอิญตอนนั้นผมยังเด็กเเละกำลังหัดอ่านอยู่พอดี ป้าเลยชวนผมอ่านข้อความท้ายรถเเก้เบื่อ อาจารย์พอจะนึกออกไหมครับ ต่างจังหวัดเนี้ย จะมีรถกระบะเเละรถบรรทุกค่อนข้างจะเยอะ
ฉนั้นคนพวกนี้จะชอบติดข้อความเสี่ยวๆเกรียนๆไว้ท้ายรถ หรือบ้างทีก็เป็นข้อความที่ไม่มีความหมายเเละประติดประต่อเรื่องราวไม่ได้ บางข้อความผมก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เขาต้องการจะสื่อถึงอะไร ยกตัวอย่าง คำนี้ “ไม่อยากเจ็บจิ๋มอย่ามายิ้มให้พี่” ด้วยความที่ตอนนั้นผมเป็นเด็กไร้เดียงสาเเต่ก็ไม่ไร้เดียงสาจนขนาดไม่รู้ว่าจิ๋มคืออะไร? ผมก็พลางคิดในใจว่า “โห ..คนเราจิตใจทำด้วยอะไร เพียงเเต่ยิ้มให้ก็ถึงกับจะทำร้ายร่างกายกันเลยหรอ?? เเถมยังเป็นการทารุณที่ดูเหมือนจะทรมาณเอามากๆ ผมเลยไม่โอเคกับประโยคนี้ เลยเปลี่ยนไปอ่านข้อความของรถอีกคัน มันเเปะสติ๊กเกอร์ข้อความว่า “คนจนมีสิทธิ์มั้ยครับ” หลังจากที่อ่าน ผมนั้งคิดไปครู่หนึ่ง เเละก็รู้สึกว่าในบรรดาข้อความท้ายรถผมว่ามีอันนี้เเหละที่ดูมีสาระมากที่สุด
หลังจากที่อ่านข้ความนั้นผมเลยคิดถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนขึ้นมา ผมชอบเรื่องนี้มาก เพราะผมเชื่อว่าคนเราทุกคน ไม่ว่าจะรวยหรือจน ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ ทุกคนล้วนเท่าเทียมกันในสังคม เพียงเเค่เเต่ละคนต้องรู้จักบทบาทเเละหน้าที่ของตัวเองเท่านั้น
ผมจึงเลื่อนไปอ่านข้อความของรถอีกคัน มันอ่านว่า “ไปคูหม่อง” ในเเวปเเรกผมงงกับคำนี้มาก เพราะหาความหมายของๆคำนี้ไม่เจอเลย เเต่ป้าผมกลับขำใหญ่ บอกผมว่า “คำนี้หนะ เป็นภาษาอีสาน เอ็งเป็นคนอีสาน ถ้าเอ็งอ่านไม่ออกก็บ้าเเล้ว” ผมลองอ่านอีกครั้งก็ถึงบางอ้อ ครั้งเเรกผมหาความหมายของคำนี้เป็นภาษากลางจึงหาความหมายไม่ได้ ผมจึงลองหาความหมายของคำนี้อีกครั้งเเต่เป็นภาษาอีสาน ไป=ไป ส่วน คูหม่อง=ทุกที่(หม่องเเปลว่า ที่ ) รวมๆเเล้วคำนี้ มีความหมายว่า “ไปทุกที่” อันนี้ไม่รู้ว่าสารที่ผมได้รับผิดพลาด หรือสมองผมเองที่ผิดพลาด เพราะตัวผมเองเป็นคนอีสานมาเเต่กำเนิด พูดอีสานก็คล่อง เเต่วันนั้นไม่รู้ว่าทำไม ถึงเเปลคำนั้นไม่ออก เรื่องก็มีประมาณนี้เเหละครับ
เเต่ยังมีเรื่องเล่าอีกเรื่องที่ยังเหลืออยู่ไปดูเรื่องที่สองกันต่อเลยครับ








                  เรื่องที่2 “ที่ปั่นหู”

ตอนเด็กๆเนี้ยปัญหาของผมก็คือ เวลามีคนใช้ให้ไปหยิบของหรือซื้อของอะไร มักจะมีปัญหาเรื่องปริมาณของวัตถุจากความต้องการของคนใช้ เเต่ถึงเเม้จะมีปัญหาเรื่องนี้อยู่บ่อย ผมก็เป็นคนที่ถูกใช้ให้ไปซื้อโน่นซื้อนี่อยู่เสมอๆ
คนที่มักจะว่าผมอยู่บ่อยๆคือคุณเเม่ครับ เเกเป็นขี้บ่น อะไรพลาดนิดหน่อยไม่ได้เลย จำต้องบ่นซะทุกเรื่อง อย่างเช่นเเกใช้ให้ไปซื้อสบู่ก้อน ผมเห็นว่าที่บ้านปกติก็ซื้อมาทีละหนึ่งก้อนเสมอ เเต่วันนี้ที่ร้านค้ากลับบอกว่าสบู่ก้อนเเบ่งขายมันหมดมีเเต่เเบบเเพค เเล้วที่ร้านค้าเนี้ยอาเเปะเเกก็เข้มมากเลย อะไรที่ขายเป็นเเพคก็ต้องขายเป็นเเพคเท่านั้น เเบ่งขายไม่ได้ ผมยื่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ลังเลว่าจะซื้อดีหรือไม่ เพราะกลัวว่าเงินที่เเม่ให้มามันจะไม่พอเหลือซื้อข้าวสารตอนเย็น
เเต่.. อาจเป็นเพราะผมกำลังท้าทายอำนาจอะไรบางอย่างอยู่อผมก็เลยทะลึ่งซื้อเเบบเเพคมา
พอเดินกลับมาถึงบ้าน เเม่ก็ถามว่า “มึงซื้อเเบบเเพคมาทำไม กูสั่งว่าก้อนเดียวไม่ใช่หรอ” ผมก็เลยตอบไปว่า “ก็สบู่ก้อนเดียวมันหมด มีเเต่เเบบเเพค” เเม่ผมตอบกลับมาว่า “มึงไม่ให้เค้าเเบ่งมาหละ” ผมตอบ “เเม่ก็รู้ว่าอาเเปะเค้าไม่เเบ่งขาย” เเม่ของขึ้นใหญ่ เลยโวยวายเสียงดังว่า “มึงก็ไปซื้อร้านอื่นสิ โง่จริง” หลังจากวันนั้นผมก็ไม่ต้องออกไปซื้อสบู่บ่อยๆ อยู่พักหนึ่ง เเต่ก็ไม่วายหาเรื่องโดนว่าอีก
ผมเป็นคนติดนิสัยอยู่อย่างคือ หลังจากที่อาบน้ำเสร็จ จะชอบหยิบคอตตอน บัต หรือสำลีปั่นหู หรือที่ผมเรียก “ที่ปั่นหู” หยิบมันมาปั่นให้คันหูเล่นหลังอาบน้ำเสร็จ ปั่นไปจั้กจี้ไป
เเต่ที่เเน่ๆเเม่ผมก็เป็น หรือจะพูดได้ว่าเป็นกันทั้งบ้านก็คงไม่เวอร์เกินไป อารมณ์เเกจะเเบบว่า เดินออกมาจากห้องน้ำ มีผ้าโพกหัวเหมือนคุณนายในละครหลังข่าว เเล้วเเกจะมานั้งหน้ากระจกก่อนที่เเก่จะปล่อยผมเเล้วเปามันกับพัดลม เเล้วเเกก็พูดขึ้นมาว่า “อาย หยิบที่ปั่นหูให้เเม่หน่อย”
ผมจึงหยิบให้เเม่ไปทั้งกระปุก เเต่เเม่ก็บอกว่า “ทำไม มึงไม่หยิบออกมาให้กูหละ มึงนี้ฉลาดจริง กูอยากได้อันเดียว มึงก็จะให้กูหยิบเองใช่มั้ย” ผมก็ไม่ไม่รู้ว่าผมผิดพลาดตรงไหนเหมือนกัน เพราะปกติเเม่เเกเนี้ยจะปั่นหู โดยใช้ปริมาณที่ไม่ซ้ำกันเลย บางวันก็สองอัน บางวันก็อันเดียว บางวันสาม บางวันสี่ อย่างเงี้ย ใครจะไปเดาใจเเกถูว่าจะเอากี่อัน เรื่องก็มีประมาณนี้เเหละครับ ขอบคุณที่อ่านของผมจนจบนะอาจารย์ ผมขอสาบานว่าเรื่องที่ผมเล่ามาทั้งหมดมีเคร้าโครงมาจากเรื่องจริงอาจมีการเเต่งเติมนิดหน่อยเพื่อให้อาจารย์ไม่เบื่อกับบทความที่ยาวเฟื้อยขนาดนี้ ยังไงก็ขอขอบคุณครับที่อ่านจนจบ




นาย พงษ์อนันต์ เติมโภค
ผู้คิดเเละพิมพ์




SHARE
Writer
AMANGO
genaral human.
think si think.

Comments