The Chemistry Between Us
1

เราเดินออกจากที่พักตอนห้าทุ่ม เตร่ไปตามตรอกซอยต่าง ๆ ของเมืองที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะหลับใหล ใบหน้าของเธอแดงเรื่อ ร้อนผ่าว เม็ดเหงื่อผุดพรายไปทั่วหน้าผากหลังจากดื่มเบียร์หมดไปสองกระป๋อง อากาศต้นเดือนมกราคมอบอ้าวเกินกว่าจะเชื่อว่ามันคือฤดูหนาว จนเราสองคนต่างต้องถอดเสื้อกันหนาวมาผูกไว้ที่เอวหลังจากเดินออกมาได้ไม่ถึงยี่สิบนาที

"เริ่มรู้สึกมึน ๆ หัวแล้ว" ในที่สุดเธอก็เอ่ยขึ้นหลังจากเราตัดสินใจหยุดพักริมทางเดินสักครู่ ถัดออกไปไม่ไกล นักท่องเที่ยวต่างชาติหลากหลายกลุ่มกำลังดื่มเฉลิมฉลองและสนทนากันด้วยภาษาที่เราฟังไม่เข้าใจ

"เมาอะดิ" ฉันมองหน้าเธอพร้อมกับเอื้อมมือไปปาดเหงื่อบนหน้าผาก ก่อนจะค่อย ๆ เลื่อนนิ้วไปเก็บปอยผมที่ตกลงมากลับไปทัดไว้หลังใบหู ฉันรู้ว่าเธอไม่ช่ำชองเรื่องการดื่มมากนัก แต่สำหรับค่ำคืนนี้แล้วคงไม่มีอะไรจะเหมาะไปกว่าเดินดื่มเบียร์ด้วยกันไปเงียบ ๆ ท่ามกลางความอึกทึกของเมือง

หลังจากนั่งพักมาพอสมควรแล้ว เราตัดสินใจออกเดินกันต่อ เธอบอกว่าค่ำคืนนี้ยังอีกยาวไกล แต่ฉันกลับรู้สึกว่ามันค่อย ๆ หดสั้นลงเมื่อคิดว่าพรุ่งนี้เช้าฉันต้องเก็บกระเป๋าและเดินทางกลับสู่วิถีชีวิตปกติ และฉันเองก็ยังไม่ได้บอกเธอเรื่องนั้น


2

เราเดินจากตรอกนั้นทะลุซอยนี้มาจนถึงลานกว้างแห่งหนึ่ง ผู้คนและบรรยากาศดูคึกคักละลานตา ริ้วไฟที่ห้อยระย้าประดับประดาไว้ทั่วลานแห่งนั้นส่งผลให้ทั่วทั้งบริเวณเรืองรองขึ้นมาดุจภาพฝัน เมื่อเราสองคนค่อย ๆ เดินเข้าไปรวมกลุ่มกับผู้คนเหล่านั้นจึงได้รู้ว่ามันคืองานเต้นรำ

"เต้นรำกันเถอะ" ฉันแกล้งชวนเธอเล่น ๆ ทั้งที่เราสองคนต่างรู้ว่าไม่มีใครเต้นรำเป็นเลยแม้แต่น้อย ฉันนึกย้อนกลับไปถึงเมื่อหลายปีก่อนในชั่วโมงเรียนวิชาลีลาศ ทั้งที่เราอยากจับคู่หัดเต้นรำกันใจจะขาด แต่เมื่อคิดแล้วว่าคงไปไม่รอดทั้งคู่ เราจึงตัดสินใจแยกกันไปจับคู่กับคนอื่นที่เต้นเป็นมากกว่าเรา กอดเกี่ยวกันไว้ได้เพียงสายตาที่มองข้ามไหล่คู่เต้นรำของตน

เมื่อสังเกตแล้วว่าผู้คนที่กำลังออกท่าออกทางอยู่กลางฟลอร์แห่งนั้นไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าเคลื่อนไหวร่างกายอย่างอิสระปราศจากแบบแผน เราจึงตัดสินใจร่วมวงเต้นรำกับพวกเขาอย่างไม่เคอะเขิน สำหรับฉันแล้ว การเต้นรำไม่ใช่การจัดระเบียบร่างกาย แต่คือการปลดปล่อยร่างกายออกจากการจัดระเบียบต่างหาก


3

หลังจากเรายักย้ายส่ายสะโพกกันไปตามเพลงจนรู้สึกว่าทั่วทั้งใบหน้าและแผ่นหลังเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ จึงค่อย ๆ หลบฉากออกมานั่งพักบนม้านั่งยาวที่ถูกจัดไว้ให้

"เบียร์หมดยัง" เธอหันมาถามฉันหลังจากนั่งพักไปได้ครู่หนึ่ง ฉันล้วงเข้าไปในถุงพลาสติกและพบว่ามันเหลืออยู่เพียงกระป๋องเดียว

"กระป๋องสุดท้ายแล้ว" ฉันหยิบขึ้นมาชูให้เธอดู แล้วเธอก็คว้าเบียร์กระป๋องนั้นไปแนบแก้ม ราวกับว่านั่นเป็นพิธีกรรมส่วนตัวก่อนการดื่ม

"เย็นจัง" เธอพูดพร้อมกับยื่นมันมาแนบแก้มฉันบ้าง แต่แทนที่จะเย็นลง ฉันกลับรู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วทั้งใบหน้า

เรานั่งพิงไหล่กันและผลัดกันจิบเบียร์กระป๋องสุดท้ายนั้นคนละคำ ท่วงทำนองแจ๊ซแว่วเข้ามาพร้อม ๆ กับที่เราสองคนต่างนั่งโยกตัวเบา ๆ เคล้อคลอกันไปเรื่อย ๆ ชั่ววินาทีที่เธอเอนศีรษะซบลงบนไหล่ฉัน ฉันอยากให้ชั่ววินาทีนั้นยืดยาวออกไปไม่สิ้นสุด เหมือนน้ำหยดหนึ่งที่ค่อย ๆ ขยายตัวออกไปเป็นลำธาร แม่น้ำ และมหาสมุทร

ฉันหลับตาลงและนึกภาพว่ากำลังประคองใบหน้าของเธอเข้ามาใกล้ ๆ ใกล้กันจนกระทั่งริมฝีปากของเราเหมือนแม่น้ำสองสายที่ไหลมาบรรจบกัน


4

คืนนั้นเราเดินกลับถึงห้องพักราว ๆ ตีสอง รู้สึกผ่อนคลายเมื่อได้อาบน้ำชำระร่างกายและได้เอนหลังบนเตียงนุ่ม ๆ แต่แทนที่จะหลับ ฉันกลับรู้สึกถึงท่วงทำนองจากลานเต้นรำแห่งนั้นแว่วเข้ามาเป็นระยะ ๆ ราวกับระลอกคลื่นที่ก่อตัวไม่หยุดหย่อน

"ผมเธอหอมจัง" ฉันเอ่ยขึ้นมาเมื่อแน่ใจว่าเธอยังไม่หลับ

"อะไรนะ" ฉันลืมไปว่าเธอกำลังใส่หูฟังอยู่

"เปล่า ๆ ไม่มีอะไร ฟังเพลงอะไรอยู่เหรอ"

"The Chemistry Between Us" เธอพลิกตัวหันหน้ามาทางฉัน แล้วก็ยื่นหูฟังข้างหนึ่งมาเสียบให้ เธอกดเล่นเพลงนั้นใหม่ตั้งแต่แรก ก่อนจะค่อย ๆ หลับตาลง ปล่อยให้สายตาของฉันซึมซับใบหน้าของเธอ จังหวะลมหายใจที่ทำให้หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงราวห้วงน้ำที่ค่อย ๆ เอื่อยไหล ฉันเคลื่อนริมฝีปากไปใกล้ ๆ ริมฝีปากของเธอ นึกถึงแม่น้ำสองสายที่ไหลมาบรรจบกัน
SHARE
Writer
Francesca
Writer
Life is Elsewhere

Comments

Tannatee
6 days ago
อ่านแล้วคิดถึงบรรยากาศแบบนั้นจังง :))
Reply
Francesca
6 days ago
แบบไหนเอ่ย 5555 ^^