วันที่ปีกแห่งความฝันร่วงโรย
เพื่อนเอ๋ย เพื่อน...

จดหมายถึงเธอวันนี้ อาจไม่เหมือนฉบับก่อน ๆ วันนี้ฉันไม่มีอะไรอยากจะอวด อยากจะเล่ามากมาย แต่มันคงเป็นจดหมายที่บรรยายความรู้สึกของฉันในฐานะคนตัวเล็ก ๆ บนโลกใบนี้ ขอเพื่อนโปรดฟังฉันเถิดนะ

เธอคงรู้ว่าฉันมีความฝัน ใคร ๆ ทุกคนก็คงมีความฝันเหมือนกันทั้งนั้นแหละ ฉันก็แค่คนตัวเล็ก ๆ ที่ไม่ได้มีฝันเหนือไปกว่าใครสักเท่าไรนัก ฉันยังจำวัยเด็กของฉันได้ วัยที่ฉันอาจไม่ต้องสนใจความจริงหรือสัจธรรมใดของโลกใบนี้ ฉันมีความฝันอันไร้ข้อจำกัด บ้างฉันอยากจะเป็นนักบินอวกาศ บ้างก็ฝันจะเดินทางไปไกลแสนไกลสุดขอบโลก บางครั้งฉันฝันที่จะล่องลอยไปกับหมู่ดาวบนท้องฟ้า แล้วฉันก็ทำฝันนั้นให้เป็นจริงด้วยการนำดาวพลาสติกเรืองแสงมาแปะรอบ ๆ ห้องนอน เธอเห็นหรือไม่ ฝันวัยเด็ก มันไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย

เมื่อฉันเติบโตขึ้นมาอีกนิด ฉันก็มีความฝันต่ออาชีพหลาย ๆ อาชีพ เมื่อฉันได้ไปพบกับการทำงานและชีวิตที่หลากหลาย แต่แน่ล่ะ ใครจะให้เด็กไปเห็นด้านที่แย่ ๆ ของอาชีพต่าง ๆ ฉันมันก็แค่เด็กคนหนึ่ง ที่หลงไปกับคำเชิญชวนอันแสนหวานนั้น จนเกิดความฝันที่เป็นจริงเป็นจังขึ้นมา

ฉันยังจำได้ถึงวันที่ฉันมุ่งมั่นเพื่อจะสอบเข้าคณะที่ฉันใฝ่ฝัน ฉันพยายามซ้ำแล้วซ้ำอีก และล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า อาจเป็นเพราะฉันขยันไม่พอ บางทีแรงบันดาลใจของฉันมันก็หายไปดื้อ ๆ แต่จะทำอย่างไรได้ ใคร ๆ เขาก็บอกว่า เมื่อก้าวเดินแล้ว อย่าเดินถอยหลัง...

ในที่สุด ฉันก็ก้าวเข้าสู่คณะที่ฉันใฝ่ฝัน ฉันยังจำได้ถึงความยินดีในช่วงเวลานั้น ฉันคิดว่า หลังจากนั้น คงไม่ล้มเหลวอีกแล้ว เมื่อก้าวมาถึงจุดนี้

แต่นั่นแหละนะ ความฝันกับความจริง มันต่างกันลิบลับ

ความรื่นรมย์กับความฝันที่ฉันเคยมีมั่นค่อย ๆ จางหายไป เรื่อย ๆ เรื่อย ๆ... 

ไม่ว่าจะเรียนในสาขาใด ใคร ๆ ก็คงเคยมีประสบการณ์ที่รู้สึกว่า มันหนักขึ้น ยากขึ้นเรื่อย ๆ คณะที่ฉันเรียนก็เช่นกัน มันเริ่มหนักขึ้น จนกระทั่งฉันขึ้นชั้นปีที่ 2 ฉันรู้สึกว่า มันยากกว่าที่คิดเอาไว้มาก คะแนนที่ฉันสอบอาจต่ำเตี้ยเรี่ยดิน หรือแม้กระทั่งตกจนต้องสอบซ่อม ตั้งแต่นั้นมาฉันก็รู้สึกได้ว่าตัวเองเหมือนต้องล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด แม้ฉันไม่ได้หาเช้ากินค่ำ มันอาจไม่หนักหนาเท่ากรรมกรชาวนาที่ต้องสละหยาดเหงื่อแรงกาย แต่ในสังคมของฉันแล้ว มันถือว่า แย่มากทีเดียว

บางครั้งฉันเหมือนไม่อาจก้าวเดินต่อ เวลานั้นผ่านมา ฉันเรียนในชั้นปีที่สูงขึ้น ซึ่งแน่นอน มันยากขึ้นกว่าเดิมมาก แต่ผลการเรียนของฉันไม่ได้ก้าวตามขึ้นไปด้วย กลับแย่ลงตามลำดับ ประกอบกับชีวิตรอบข้างที่พบกับเพื่อนที่ชิงดีชิงเด่น เพื่อนที่เหมือนจะจริงใจ แต่สุดท้ายไม่จริงใจ และแทงข้างหลัง ฉันเจ็บปวดกับชีวิตเหลือเกิน จนฉันอยากจะหันหลังให้กับทุกสิ่งและทุกคน

เรื่องเพื่อนน่ะหรือ ฉันปลงแล้วล่ะ ฉันเข้าใจโลกมนุษย์ดี และฉันก็คงคิดว่า มีเพื่อนน้อย แต่เป็นเพื่อนที่ดี ก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้ามีเพื่อนเพียงคนเดียว แล้วเป็นเพื่อนที่ทรยศหักหลัง ว่าร้ายเราลับหลัง ฉันไม่ต้องมีเพื่อนสักคนคงจะดีกว่า หรือฉันควรจะทำแบบเดียวกัน ไม่ต้องจริงใจ และใส่หน้ากากเข้าหาทุกคน แต่ก็อีกนั่นแหละ จิตสำนึกของฉันมันไม่เคยยอมให้ทำอย่างนั้นได้เลย ไม่เคยยอมแม้กระทั่งให้ลองทำ

จนกระทั่งวันหนึ่งที่ฉันได้ไปสัมผัสชีวิตการทำงานในฐานะนักศึกษาเรียนรู้งาน ฉันอาจไม่ต้องทำงานอะไรมาก แค่อยู่ใกล้ชิดพี่ ๆ และเฝ้าดูการทำงานของเขา สถานที่ฝึกงานของฉันอยู่ท่ามกลางดอยในเมืองสามหมอก ซึ่งก็คือ จังหวัดแม่ฮ่องสอน นั่นเอง บรรยากาศชีวิตตอนนั้นเหมือนกับว่าฉันได้ชาร์จพลังชีวิตของตนเองขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากบากบั่นกับความหนักหนาสาหัสมาทั้งปี ซึ่ง ณ ที่นั้น ฉันรู้สึกผ่อนคลาย

ชีวิตดำเนินไปอย่างช้า ๆ พร้อมกับวิถีชีวิตของผู้คนชาวไทใหญ่และชาวกะเหรี่ยงในที่นั้น ฉันมีโอกาสได้ไปสัมผัสวิถีชีวิตชุมชนอย่างใกล้ชิด ผู้คนล้วนจิตใจดี ทำงานเป็นทำงาน สังสรรค์เป็นสังสรรค์ ไม่ต้องเอาชีวิตไปผูกกับสิ่งใดให้มากนัก บรรยากาศหนาวเย็นในค่ำคืน กับหมอกหนาที่ปกคลุมหมู่ขุนเขาในยามเช้าตรู่ มันช่างทำให้ชีวิตเบิกบานเหลือเกิน จนฉันอยากจะหยุดเวลาไว้ตรงนั้น และออกจากความวุ่นวายที่ฉันอยู่ ไปใช้ชีวิตอย่างนั้นเลยทีเดียว ที่จริงมันก็คงลำบากน่าดู แต่เมื่อมองด้วยสายตาคนเมืองที่วุ่นวายและจมปลักอยู่กับงานของตัวเองนั้น ทำให้ฉันอิจฉาพวกเขาอย่างมากทีเดียว

สุดท้าย ฉันก็ต้องกลับมาสู่ชีวิตจริง ๆ ของฉัน ที่ซึ่งฉันแทบไม่เคยประสบความสำเร็จใด ๆ เลย ฉันเหมือนกับหมดหวังกับชีวิต ฉันใช้ชีวิตอย่างไร้ชีวิต ฉันอยากให้ชีวิตของฉันมันมีราคามากกว่านี้ ฉันอยากเดินทางออกไปแสนไกล และใช้ชีวิตในแบบของฉัน ในแบบที่ไม่ต้องผูกพันกับอะไร ฉันอยากให้ชีวิตของฉันเป็นอิสระมากกว่านี้ ฉันไม่ใช่คนที่มีเงินมากถึงกับจะอยากเดินทางรอบโลกอะไรหรอก และฉันคงจะเหนื่อยถ้าต้องทำอย่างนั้น ฉันแค่อยากไปในที่ใดที่หนึ่ง ลงหลักปักฐาน ใช้ชีวิตอย่างชาวบ้านชาวดอย เก็บเกี่ยวผลผลิต จิบชาริมชานเรือน อ่านหนังสือปรัชญาและบทกวีที่ฉันชอบ ชีวิตฉันต้องการเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว

แต่นั่นแหละ เพื่อนเอ๋ย สิ่งนั้นก็เป็นความฝันไปอีกแบบหนึ่งอีก เรียกว่า ฝันเฟื่อง ก็ได้ ชีวิตไม่ว่าจะทางไหนมันก็ไม่ได้สวยหรูทั้งนั้น ฉันเข้าใจดีในเรื่องนี้ แต่ฉันก็ขออยู่ในโลกแห่งความฝัน (เฟื่อง) นี้จะได้ไหม ในเมื่อมันทำให้ฉันมีความสุขกับชีวิตจริง ๆ ที่เป็นอยู่

ไม่ว่าฉันจะท้อ จะล้มเหลวแค่ไหน ฉันก็ไม่เคยรังเกียจใด ๆ กับสาขาที่ฉันเรียน ฉันยังชอบและฉันยังรักมัน แต่เธอคงเข้าใจใช่ไหม คนเรามันก็ท้อได้ เมื่อเราประสบกับความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ถ้าฉันมีปีกแห่งความฝัน ปีกนั้นมันก็คงหักสะบั้นลงไปแล้ว 

ฉันควรจะทำอย่างไร ฉันก้มหน้ารับชะตากรรมทุก ๆ อย่าง ฉันเรียนรู้ข้อผิดพลาดที่ฉันเคยมี ฉันโทษตัวเอง แต่ฉันก็ให้อภัยตัวเองเพื่อที่จะไม่จมปลักอยู่กับที่แห่งนี้ แต่สิ่งสำคัญคือ ฉันไม่อยากก้าวเดินต่อไปอีกแล้ว

เพื่อนเอ๋ย ฉันก็คงทำได้แค่บ่นกับเธอไปวัน ๆ และหลอกตัวเองว่า เมื่อชีวิตมีความหวัง เราจะก้าวเดินต่อไปได้ 

นั่นแหละ ฉันจึงลุกขึ้นและก้าวเดินต่อไปเรื่อย ๆ และเรื่อย ๆ โดยปราศจากความหวังใด ๆ...

นี่คงเป็นทั้งหมดที่ชีวิตอยากให้เราได้เรียนรู้กระมัง

สวัสดี เพื่อนเอ๋ย... แล้วเราคงได้คุยกันอีก

ถ้วยชาใบน้อย
5 ต.ค. 2561
SHARE
Written in this book
ทุกลมหายใจ
สะท้อนเรื่องราวที่อยากเล่า กลั่นมาเป็นตัวอักษร จากเรื่องราวชีวิตอันแสนธรรมดาของฉัน
Writer
Nischwarze
Thinker and Dreamer
มาเถิด พี่น้องและผองเพื่อน มาร่วมกันสร้างความฝัน เพื่อฝันนั้นปรากฏเป็นจริง

Comments