I shouldn’t have...
แผ่นกระจกแตกละเอียดกระจายอยู่บนพื้นพรม ความกดดันแทรกซึมในทั่วทุกมุมห้อง เสียงหอบหายใจของเขาและเธอแทบจะกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน

เขามองกรอบรูปที่เธอปาลงพื้นไม่กี่นาทีที่แล้ว

เศษของมันปนกับซากแก้วไวน์ที่เพิ่งถูกเขาเขวี้ยงทิ้งเพื่อระบายอารมณ์ที่พลุ่งพล่านอยู่ข้างใน

ไม่ต่างกันสักนิด...

เขาและเธอ

“มันจะอะไรหนักหนา?! มันก็แค่คำพูดโง่ๆป่ะวะ!” เธอขึ้นเสียงพร้อมกับโยนคำถามนั้นใส่เขา

โชคดีที่ความโกรธมันทำให้เขามองข้ามความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากประโยคเมื่อครู่ไปได้

“คำพูดโง่ๆ? บอกว่าถ้าเราคบกับเพื่อนเธอคงดูน่ารักดี? เชียร์เราให้รับรักคนอื่น? มันไม่เกินไปหน่อยรึไง?!” ยิ่งบทสนทนาที่เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดนี้วิ่งกลับเข้ามาในหัว เขายิ่งเดือดขึ้นไปอีกจนต้องกำมือแน่น

“แล้วไง สุดท้ายเธอก็ไม่ได้รับรักเพื่อนเรานี่! จะโวยวายให้มันได้อะไรขึ้นมา...” เธอเสยผมอย่างโมโหไม่ต่างกัน หญิงสาวเบือนหน้าหนีเพราะไม่อยากจะเห็นสายตาของคนตรงหน้า

“เราจะไม่รู้สึกอะไรเลยเว้ย... 


ถ้าคนพูดไม่ใช่แฟนเรา

เสียงที่อ่อนลงทำให้เธอหันกลับมามองหน้าเขาโดยอัตโนมัติ แต่อีกฝ่ายหลบไปมองอีกทางนึงพอดี

“หึ...เอาจริงจนถึงตอนนี้เราก็ยังไม่แน่ใจเลยว่าไอ้ ‘แฟน’ ของเราน่ะมีอยู่จริงรึเปล่า” เขาแค่นยิ้มให้เธอจนหญิงสาวเผลอกัดฟันด้วยอารมณ์ที่ถูกปะทุขึ้นมาอีกครั้ง

“เออ! ประชดดิ ประชดเหมือนทุกครั้งเวลาที่เราเถียงกันอ่ะ! ทั้งๆที่เราก็เคลียร์กันตั้งแต่แรกแล้วว่าเราจะไม่ให้ใครรู้เรื่องของเรา-”

“แต่เธอพูดอย่างนั้นมันล้ำเส้นไปป่ะวะ นั่นมันแกล้งพูดหรือรู้สึกจริงๆกันแน่!”

“..!” เธอได้ยินเหมือนเส้นความอดทนของตัวเองขาดผึ่ง 

“คำถามแบบนั้นใช้อะไรคิด? ทำไม? คิดว่าเราสนุกมากหรือไงที่ต้องปิดคนอื่นเรื่องของเราอ่ะ!”

“งั้นบอกเราดิว่าตอนเธอพูดเธอไม่ได้สนุก เธอแค่แกล้งหัวเราะตามน้ำไปเฉยๆ พูดดิ!” 

เขาชาวาบไปทั้งตัวเมื่อเห็นอีกฝ่ายเม้มปากแน่น

ไม่ว่าจะเถียงกันรุนแรงยังไง 

เธอไม่เคยโกหกเลยสักครั้งเดียว

“เออ...เราก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน” เขายอมรับความเงียบของคนตรงหน้าเป็นคำตอบ ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาโกรธน้อยลงหรือความเจ็บในอกมันเพิ่มขึ้นกันแน่

แต่เหมือนเขาจะเริ่มทนไม่ไหวแล้ว

“จะไปไหน?!” เธอเริ่มได้สติอีกครั้งเมื่อเห็นอีกฝ่ายหยิบกระเป๋าเป้เตรียมจะออกไปข้างนอก

“เธอ!..หยุด- โอ๊ย!” 

เขาชะงักแทบจะทันทีที่ได้ยินเสียงร้องของอีกฝ่าย

“เฮ้ย..!” เขาปรี่เข้าไปหาเธอเมื่อเห็นว่าเศษแก้วจากฝีมือของทั้งสองคนในตอนแรกบาดเท้าของเธอ

“ทำไมไม่ระวังเลยวะ...” ความเป็นห่วงที่เกิดขึ้นทำให้ความรู้สึกของเขาผสมปนเปกันมากเข้าไปใหญ่

พอสับสนมากๆเข้าเขาก็ทำเหมือนทุกครั้ง

โยนมันทิ้งไปทั้งหมดแล้วโฟกัสกับคนตรงหน้าแทน

“ก็-”

“อยู่นิ่งๆ มันใช่เวลามางี่เง่ามั้ย” เขาพูดขัดเธอที่ทำท่าจะเถียงออกมาอีกครั้ง

เธอมองเขาที่มัวแต่กังวลกับแผลที่เท้าของเธออย่างเพลียๆ

เธอและเขามาถึงจุดนี้กันได้ยังไงนะ..?




เนื้อหาในโทรทัศน์ที่เขาเปิดอยู่ไม่ได้เข้าหัวเลยสักนิด ร่างสูงนอนเหยียดกายอยู่บนโซฟา ห้องนั่งเล่นกลับเข้าสู่สภาพปกติอีกครั้ง

“...” เธอเดินออกมาจากห้องนอนเงียบๆเมื่อเห็นว่าเขาไม่มีทีท่าจะเข้าไปในนั้น

“..?” คนตัวเล็กกว่าทรุดตัวนั่งบนโซฟาตัวเดียวกัน ไม่สนใจว่าตัวเองจะบังอีกคนที่ทำเหมือนว่าดูทีวีอยู่หรือเปล่า

“ดูอะไร..?” เขาถามเสียงเรียบ ตายังคงมองไปที่จอสี่เหลี่ยมนั่นเหมือนเดิม แม้ว่าจะไม่รู้เรื่องเลยว่าในนั้นเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

เธอพลิกรูปถ่ายในมือให้เขาดูพร้อมกับลอบมองอาการคนถามไปด้วย เขานิ่งไปเมื่อเห็นภาพในมือของเธอ

ภาพของทั้งคู่ตอนที่เพิ่งเข้ามหาฯลัยแรกๆ

ตอนที่เขาและเธอยังเป็นเพื่อนสนิทกันอยู่

เธอแทรกตัวขึ้นมาบนโซฟาก่อนจะใช้แขนของเขาเป็นหมอนส่วนตัวโดยไม่ได้พูดอะไร

เขามองแผ่นหลังของเธออยู่ครู่หนึ่งและยอมตามใจตัวเองโดยการเอื้อมมือไปกอดคนตัวเล็กในที่สุด

“ยังเจ็บอยู่หรือเปล่า?” โทนเสียงของเขาแตกต่างจากเมื่อสามชั่วโมงที่แล้วโดยสิ้นเชิง

“นิดหน่อย” เธอเองก็เย็นลงแล้วเหมือนกัน ภาพตอนนี้คือดูไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าสองคนเพิ่งจะปาข้าวของใส่กัน

เธอมองภาพในมือตัวเองก่อนจะหลับตาปล่อยให้ภาพในอดีตเข้ามาแทนที่

ภาพที่เขาสารภาพกับเธอว่าคิดกับเธอมากกว่าเพื่อน

ภาพที่เธอยอมรับความรู้สึกของเขาแค่เพราะอยากรู้ว่าเราจะไปกันได้ไกลแค่ไหน

ใช่...เหตุผลของเธอในตอนนั้นมันแย่ เธอรู้ดี

แถมยังมีเงื่อนไขว่าไม่ให้เขาบอกใครอีกต่างหากว่าเราคบกัน

แต่ที่เธอไม่รู้คือการที่เขาจะยอมเธอมากขนาดนี้...

และไม่รู้เลยว่าสุดท้ายเธอจะตกหลุมรักเขาเข้าให้เหมือนกัน

เธอลูบนิ้วยาวของเขา ขนาดฝ่ามือของสองคนต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

“เธอโดนบาดเหมือนกันนี่...” เธอขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นรอยกรีดบนนิ้วชี้ของอีกฝ่าย เขาเงียบไม่ได้พูดอะไร แต่กระชับกอดจนแผ่นหลังของเธอชิดกับอกของเขามากกว่าเดิม

เธอเพิ่งรู้หลังจากตกลงคบกับเขาว่าจริงๆเห็นตัวโตอย่างนั้น เขาเซนซิทีฟอยู่ไม่น้อย และเรื่องที่ทะเลาะกันส่วนใหญ่ก็จะมาจากการที่เรามองขนาดของการกระทำต่างกัน

เรื่องเล็กของเธอมักจะเป็นเรื่องใหญ่ของเขา

บ่อยครั้งที่เธอมองข้ามความรู้สึกอีกคนโดยไม่รู้ตัว

เธอยอมรับว่าตัวเองนิสัยเสีย

เพราะลึกๆเธอรู้ดีว่าไม่ว่ายังไงเขาก็จะยอม ไม่ว่ายังไงเขาก็จะไม่ไปไหน ไม่ว่ายังไงเขาก็จะเป็นฝ่ายที่รักเธอมากกว่า

ถึงเจ้าตัวจะอ่อนไหวขนาดไหน สุดท้าย เขาก็ยอมให้เธอทำร้ายอย่างเต็มใจอยู่ดี

ทำไมนะ...ทำไมถึงใจดีได้ขนาดนั้น

“เจ็บหรือเปล่า...” เธอถามออกไป ไม่แน่ใจว่าต้องการคำตอบแบบไหนกันแน่

บางทีเธอน่าจะปฏิเสธเขาไปในวันนั้น

เพราะในฐานะเพื่อนกัน เธอคงไม่กล้าทำร้ายเขา เราสองคนอาจจะไม่ต้องเจ็บปวดแบบนี้

แต่เธอเสียเขาไปไม่ได้

“ไม่เท่าไหร่” เขาเงียบไปพักหนึ่งถึงตอบ

“เราทนได้”

และเขาก็คงไม่ยอมปล่อยเธอไปง่ายๆเหมือนกัน
SHARE
Writer
KaptainP
Cool Kid
เป็นกัปตัน อยู่กลางทะเล

Comments