Connect the dots : ชีวิตคือการต่อจุด (Steve Jobs)
ต้นจนจบ จุดเริ่มต้น คืออะไร? ((

“จุดที่ 1” จุดเริ่มต้น คือจุดพลิกผัน ความทรงจำที่ไม่เคยลืม ช่วงใกล้จบม.6 ดันมาป่วยเป็น Bipolar หรือโรคทางจิตเวชชนิดหนึ่ง ซึ่งผลมาจากสารในสมองไม่เท่ากัน อาจเกิดจากปัจจัยรอบข้างอย่างอารมณ์ สังคมและสิ่งแวดล้อม จึงทำให้ชีวิตได้เรียนรู้จักการต่อสู้และดิ้นรนในเวลาต่อมา
เพราะจุดพลิกผันของชีวิต คือคุณค่าที่ไม่ควรลืม

การต่อสู้และดิ้นรนของชีวิตคือ “ความเชื่อ”
1) เชื่อว่าต้องหาย
2) เชื่อว่าปกติ
3) เชื่อว่าไม่ได้ป่วย

หลายครั้งบางทีกระทำอะไรไปไม่รู้ตัว โดยมีวิธีรักษา คือการกินยาตามหมอสั่ง ผลข้างเคียงที่เบื้องต้นทำให้ง่วง เหม่อลอยและไม่ค่อยมีสมาธิ

ชีวิตก่อนหน้านั้นที่ยังคงปกติ เป็นเพียงเหมือนชั่วข้ามคืน ตัดผ่านเวลามายังปัจจุบันอันแสนรวดเร็ว

เมื่ออาการดีขึ้น ด้วยสาเหตุจากการกลัวความตายของตัวเอง หมอจึงอนุญาตให้กลับเข้าเรียนมหาลัยได้ตามปกติ ซึ่งรู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่อีกครั้ง
ผลของจุดต่อไป คือสิ่งที่เลือกกระทำ

“จุดที่ 2” คือการตัดสินใจเลือกเรียนมหาลัยในบทยาทเด็กภาพยนตร์ ช่วงแรกยังต้องกินยารักษาอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ช่างเป็นปัญหา คือยาอันแสนขมขื่น  คิดอะไรไม่ออก อ่านหนังสือนานๆไม่ได้ ที่สำคัญดูหนังไม่รู้เรื่อง สมาธิสั้นอีก เอาง่ายๆตรรกะในสมองแทบไม่มี ฟุ้งไปหมด - - จนบางทีมันทำให้เราคิดว่า ถ้าตอนนั้นเราไม่ต้องมาป่วยล่ะ เราคงต้องไม่เป็นแบบนี้ใช่ไหม?

ตลอดเวลาที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเด็กฟิล์มอยากสารภาพด้วยความจริงว่า ดูหนังแทบไม่จบสักเรื่อง บางเรื่องจบแต่ต้องพักระหว่างเรื่องเพราะสมองไม่ไหว จนจะขึ้นปี 2 หมอเชื่อว่าเราหายเป็นคนปกติจนสุดท้ายก็ให้เลิกกินยาได้ และนั่นคือ’จุดที่ 3 ‘ตอนนั้นเรากลัวตัวเองกลับไปเป็นแบบเดิมอีก เราเลยต้องหาอะไรทำเพื่อให้ตัวเองไม่ดาวน์ตลอดเวลา เราถามตัวเองแล้วจะทำอะไรดี อ่านหนังสือก็ไม่ได้ ดูหนังก็ไม่รู้เรื่อง ฟังเพลงก็ไม่ชอบ จะถ่ายรูปก็ไม่ค่อยได้ไปไหนบ่อย เราเลยนึกถึงหน้าหมอที่พูดว่าให้ออกกำลังกาย จนตัดสินใจไปยิมที่มอครั้งแรก มีรุ่นพี่มากมายคอยสอนคอยแนะนำจนสตรองถึงทุกวันนี้ซึ่งถือว่าเป็นบุญมาก

‘จุดที่ 4’ คือ เราเสพติดการเล่นเวทมากจนลืมกิจกรรมอย่างอื่นเลยเพราะเราสามารถทำมันได้ดีและนานมากกว่าการอ่านหนังสือหรือดูหนัง มันแทบไม่ใช้สมองเลยแต่มันกลับใช้แค่สติในการโฟกัสกล้ามเนื้อต่างๆนานา ~~ เราทำมันมาปีกว่าควบคู่กับชีวิตเด็กฟิล์ม เรียน ทำงาน ทำการบ้าน ออกกอง ทำหนัง ทำบท แบบไม่มีส่วนใดขาดส่วนใดเกินแต่ยอมรับว่าเหนื่อยมาก สมองตื้อมาก อาจเป็นเพราะอาหารที่ไม่ได้กินตามใจปากและเวลาว่างอันกระจิดริดที่ต้องแบกร่างไปยิม เรายอมรับว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเราดูหนังแทบไม่รู้เรื่อง จนเลิกดูมันไปเหมือนกับที่เลิกอ่านหนังสือเป็นเล่มๆแล้วออกกำลังอย่างเดียว แต่อาศัยอ่านข้อความสั้น ดูหนังที่โคตรสั้นหรือดูภาพในสิ่งที่เราสนใจไปวันๆให้รู้สึกสมองได้ทำงาน แต่ไม่รวมที่ต้องทรมานอ่านหนังสือสอบและต้องบังคับให้ตัวเองเข้าใจกับมันให้ได้หรอกนะ

‘จุดที่ 5 ‘เริ่มเป็นจุดอิ่มตัวสำหรับเราเหมือนอะไรในตัวมันคงที่ แต่พอใกล้เหลือเวลาอีก 1 ปีสุดท้ายในการเรียน ทำให้เรารู้สึกว่าเราเพลิดเพลินกับการออกกำลังกายมากไปเกินว่าที่มันเป็นกิจกรรมบำบัดจิตใจตัวเองแล้ว ตอนนั้นเรากลับมาถามพระเจ้าว่า พระเจ้าลูกผิดไหมที่ชอบออกกำลังกาย? ผิดไหมที่ดูหนังและอ่านหนังสือได้ไม่ดี แล้วลูกจะเอาอะไรไปใช้ในการทำงาน จะเอาสมองที่ไหนไปใช้ในชีวิตจริง? แต่พระเจ้าก็ไม่ได้ตอบเราตอนนั้น

เราตัดสินใจกลับมาอ่านหนังสือเป็นเล่มๆอีกครั้ง(ไม่ใช่หนังสือเรียนอย่างสิ้นเชิง)เราเริ่มอ่านได้นานขึ้น เริ่มคิดตามกับสิ่งที่หนังสือบอกได้ดีขึ้นและลองพยายามสื่อสารออกมาให้ตัวเองฟังอีกรอบนึง เรียกง่ายๆคือพูดกับตัวเองแหละ - - เพราะก่อนหน้านั้นเราเชื่อว่าเราสื่อสารความคิดเราให้คนอื่นฟังไม่รู้เรื่อง แต่เราดีใจที่เริ่มอ่านหนังสือได้นานๆ เราเลยลองกลับไปดูหนังอีกครั้ง เราเริ่มดูหนังแบบต่อเนื่องได้และสมองเราเริ่มทำงานได้ทันหนัง นั่นคือโคตรเพอร์เฟคสุดในจุดที่ 5

พอถึงตอนนี้เราเริ่มเปิดใจมาสักพักแล้วกับการฝึกตัวเองให้อ่านหนังสือหรือดูหนังในสิ่งที่เราชอบแต่ก็ยังคงเอนไปทางอ่านมากกว่าดูหนังนะตอนนี้ เพราะเรากลับชอบความเงียบซะมากกว่า เราคิดว่าเราเริ่มทำได้ดีมากขึ้นและเราเชื่อว่าเราจะทำได้ดียิ่งขึ้นอีก เราเชื่อ เชื่อและเชื่อแบบนั้นว่าเราจะกลับไปเป็นคนแบบเมื่อก่อน ก่อนที่เรามาเจอจุดพลิกผันนั้น

ก่อนที่จะเล่าไปถึงจุดที่ 6 ย้อนกลับไปตอนเล่นเวทแรกๆเราไม่มีสมาธิตอนเล่นเหมือนกัน ใครมาแกล้งเป็นต้องหัวเราะแล้ววางดัมเบลทิ้งจนตอนนี้ ตอนที่เราเล่นเวทเราโฟกัสกล้ามเนื้อส่วนที่เราเล่นดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน ใครมากวนมาแกล้งเราเรานิ่งจนกว่าเราจะยกจำนวนครบ ยิ่งพอย้ายมาเล่นยิมแถวบ้านที่ไม่มีคนรู้จัก นั่นยิ่งทำให้เราต้องเล่นเงียบๆคนเดียวให้เสร็จแล้วรีบกลับบ้าน

เราเริ่มอยากค้นหาคำตอบเพื่อหาทางไป‘จุดที่ 6 ‘เราถามตัวเองว่าอาจเป็นเพราะเราฝึกโฟกัสกล้ามเนื้อเราถึงมีสมาธิขึ้น ? สมองเราถึงกลับมาจดจ่ออยู่กับอะไรนานๆได้ ? แต่เราก็ยังไม่ได้คำตอบจากตัวเอง จากใคร จากอากู๋(ซึ่งเราไม่เชื่อ) หรือจากพระเจ้าก็ตาม เราลองย้อนกลับไปตอนอนุบาล ครูจะสอนให้นั่งสมาธิยุบหนอพองหนอหลับตานั่งเพ่งดวงจิตย้ายไปมา เราถามตัวเองอีกครั้ง เห้ย!! ตอนเราโฟกัสกล้ามเนื้อเราก็หลับตานึกถึงกล้ามเนื้อส่วนนั้นนี่หว่า มันเหมือนเพ่งดวงจิตใช่ไหม ? เราไม่กล้าตอบตัวเองเราถามพระเจ้า แต่พระเจ้าไม่ได้ตอบเรา

ก่อนที่ชีวิตเราจะต่อจุดไปอีกเรื่อยๆ ตอนนี้เราถือว่าเรายังอยู่ใน’จุดที่ 6 ‘ที่กำลังหาทางต่อไป ‘จุดที่ 7 ‘มันทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตคนเรามันมีสเต็ปของมัน ทุกอย่างมีเหตุที่เกิดและต้องมีผลที่ตามมา แต่ผลนั้นจะเป็นแบบไหนก็อยู่ที่ว่าเราออกแบบมันยังไง

ตอนนี้เราคิดว่าเราเริ่มเข้าใจคำว่า”connect the dots“ และคิดว่าเราได้คำตอบนั้นจากพระเจ้าแล้ว แต่พระเจ้าไม่ได้ตอบเป็นคำพูดหรือมีเสียงบอกได้เหมือนตอนที่เราไม่สบายนะ “ตัวเราเองที่จะตอบตัวเองได้เมื่อถึงเวลา” นั่นคือสิ่งที่พระเจ้าตอบเราในมายด์

เราเชื่อว่าทุกคนต้องมีเรื่องที่เป็นจุดพลิกผันในชีวิต ซึ่งอาจจะมีผลกระทบด้านในก็ด้านหนึ่งกับตัวเอง ไม่ว่าจะด้านลบหรือบวก อาจจะดีหรือแย่ไปเลย แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นเราต้องหาจุดต่อไปให้เจอ ถ้าจุดพลิกมันแย่ก็ต้องดิ้นหาจุดรอดด้วยตัวเอง หากจุดพลิกนั้นของเรามันดีเราก็อย่าดีใจจนลืมหาจุดต่อที่ดีกว่าในแบบของเรา

ทั้งหมดทั้งมวลนี้เรากลั่นกรองมันออกมาเองไม่ได้ ต้องขอบคุณคำพูดของ Steve Jobs ในหนังสือที่เป็นหลักยืน ขอบคุณพี่สาวและพี่อาร์ต(เพื่อนพี่สาวผู้นั่งร่วมโต๊ะ) ที่นั่งแชร์เรื่องราว ซึ่งทำให้เราเข้าใจกระบวนการต่างๆนานาบลาๆในชีวิต แล้วก็พร้อมที่จะหาทางต่อจุดอย่างเข้มแข็ง และหวังว่าที่ได้แชร์เรื่องนี้ออกมาจะเป็นประโยชน์ให้กับใครได้บ้างโดยเฉพาะคนที่เป็นแบบเรา

สุดท้ายท้ายสุดๆ หากมีใครอ่านจนจบ เราอยากถามว่า คิดว่าอะไรคือจุดพลิกผัน ? หรือจุดแรกของตัวเองที่ต้องการหาทางต่อ ? มาแชร์กันนะ จะสนิทกันหรือไม่รู้จักกันก็ได้มาแบ่งปัน

SHARE

Comments

Superman9
2 months ago
ยอดเยี่ยมค่ะ ชอบและชื่นชม
Reply