Empty
อยู่มาวันหนึ่งผมก็ถูกสาปให้กลายเป็นวิญญาณ ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่


ไม่มีใครมองเห็นผม แม้แต่ผมยังมองไม่เห็นตัวเองเลยด้วยซ้ำ ผมดิ้นพล่านตามหาหลักยึดไปทั้งเมือง ขาดสติ และเหมือนมีแรงเสียดทานแทรกทะลุเข้ามาทิ่มแทงทั่วร่าง ผมหายใจหอบ เครียด กลัว ความรู้สึกสับสนปนเปกันไปหมด ผมจะเป็นบ้าไปแล้ว
จนกระทั่งเห็นผู้หญิงห้องข้างๆเอาผ้ามาซักที่ตู้หยอดเหรียญชั้นล่าง เธออยู่ในเสื้อกล้ามกับกางเกงบ๊อกเซอร์ตัวจิ๋ว ผมรวบไว้ยุ่งเหมือนรังนก ท่าทางเธอเหมือนคนเพิ่งตื่นนอน แม้แต่ตอนปรายตามาทางผมยังไม่มีท่าทางตกใจเลยสักนิดเดียว

"อ้าว คุณ..." เธออุทานเบาๆเพียงเท่านั้น "เมื่อวานยังเป็นอยู่เลยนี่?"
เพียงประโยคเดียวสั้นๆ หัวใจผมก็พลันอุ่นขึ้นมา

เธอบอกว่าเธอมองเห็นวิญญาณได้ แต่วิญญาณของผมแปลกๆ มันเหมือนจะตายก็ยังตายไม่สนิทนัก เธอจึงถามว่าร่างผมถูกเผาหรือยัง
ผมตอบไปตามตรงว่าผมยังไม่ตาย และร่างของผมก็ไม่ได้อยู่ที่ไหน ตื่นมาร่างผมก็เป็นแบบนี้แล้วคือไร้ซึ่งรูปทรงให้คนมองเห็น กลายเป็นแค่มวลอากาศ-ไร้ความมีอยู่

"คุณจะช่วยผมได้มั้ย" ผมถามอย่างมีความหวัง

"คุณลองเล่าเรื่องของคุณให้ฉันฟังหน่อยสิ-อะไรที่คุณคิดว่าเป็นสาเหตุ" ท่าทางของหญิงสาวดูมีแววใส่ใจ "เผื่อฉันจะช่วยอะไรได้บ้าง"
ผมนิ่งคิด ก่อนจะเล่าให้ฟังช้าๆตั้งแต่แรก


ผมเป็นคนธรรมดา ที่ค่อนข้างเอาตัวรอดเก่ง
ผมเชื่อว่าทุกคนมีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นในชีวิตเพราะความไร้เดียงสา หรือเพราะถูกรังแก หรือเพราะอะไรก็แล้วแต่- แต่สุดท้ายแล้ว คนเหล่านั้นเจอเรื่องแย่ๆก็เพราะเปิดช่องโหว่ให้กับตัวเองนั่นแหล่ะ
พูดว่าผมเป็นคนไม่เห็นอกเห็นใจคนอื่นก็ไม่ผิดนัก
ผมเรียนอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี มีเพื่อนเยอะ แต่ไม่ได้เป็นจุดศูนย์กลางของกลุ่ม เล่นกีฬาก็พอได้ หน้าตาก็ดูดีในระดับหนึ่งเลยได้เข้าไปอยู่ในวงการบันเทิง

"ฉันรู้เรื่องนั้น เห็นคุณเคยมีคู่จิ้นด้วยนี่นา" เธอเสริม "ผู้หญิงคนนั้นน่ารักดี แต่อยู่ๆเธอก็หายไปจากวงการบันเทิงเสียอย่างนั้น"
"เธอพูดจาหักหน้าผู้ใหญ่น่ะ"

ผมจำได้ว่าวันนั้นดาราสาวมาคุยกับผมเรื่องความเหลื่อมล้ำในวงการมายา เธอคิดอยากจะออกไปทำงานอิสระมากกว่า เธออยากเป็นตัวของตัวเองมากกว่านี้ ช่วงนั้นสื่อทุกกระแสจับจ้องมาที่เธอ และมีคนหลายคนปล่อยข่าวลือที่ไม่มีมูลเลยสักนิด เธอถูกโจมตีในโซเชียลจนพรุนไปหมด เลยมาขอคำแนะนำจากผมในฐานะเป็นรุ่นพี่ที่สนิทกัน 
ผมมองเธออย่างเห็นอกเห็นใจแล้วตอบกลับไปด้วยถ้อยคำสวยงามมากมายที่ดัดแปลงมาจากหนังสือและคำคมที่เคยอ่าน สรุปลงใจความที่ว่า "ให้ทำตามที่สบายใจ เป็นตัวของตัวเองให้มาก ไม่ต้องสนใจเรื่องไร้สาระพวกนั้น"
ที่จริงแล้วผมแค่ปลอบใจหล่อนไปส่งๆอย่างนั้นเอง แต่ด้วยความที่เธอเป็นสาวที่เรียนนอกมาตลอด เธอไม่เข้าใจวัฒนธรรมไทย แล้วทุกคำพูดของเธอที่ออกสื่อต่อจากนั้น กลับทำให้กระแสความนิยมเธอพุ่งต่ำขึ้นไปอีก ตกต่ำถึงขนาดที่ว่าทุกสื่อและช่องทางออนไลน์ร่วมกันด่าและแบนเธอในเวลาข้ามคืน
สาวน้อยมาหาผมไม่นานต่อจากนั้น พยายามจะหาที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ แต่ผมบอกกลับไปแค่ผมยุ่งมาก ไม่มีเวลาจะคุยกับเธอหรอก จากนั้นก็ตัดขาดการติดต่อกับเธอทุกช่องทาง-ที่จริงแล้วผมไม่รู้จะคุยกับเธอไปเพื่ออะไร คุยไปก็ไม่ทำให้อะไรดีขึ้นมา เราไม่มีผลประโยชน์ต่อกันอีกต่อไป แล้วในความเป็นจริง ผมก็ไม่ได้ใส่ใจคนอื่นขนาดนั้น

ผมเป็นคนไม่แคร์ใคร แล้วมันก็ไม่เห็นจะผิดตรงไหน เพราะผมแค่มองดูเฉยๆ ไม่ได้เป็นตัวต้นเหตุหรือคอยปั่นกระแสอะไรเสียหน่อย
โลกมันเป็นของมันแบบนี้ คนอ่อนแอย่อมต้องล้มหายตายไป กฎที่สำคัญที่สุดในการมีชีวิตอยู่ของทั้งคนและสัตว์คือเราต้องเอาตัวรอดให้ได้
ตอนนั้นผมแค่คิดว่าดารารุ่นน้องคนนั้นช่างโง่เหลือเกิน เธอมีหน้าตาที่น่ารักดี สามารถต่อยอดไปได้อีกไกลแต่กลับอยู่ในสังคมไม่เป็น
น่าเสียดาย
และน่าเสียดายแทนตัวเองด้วย-เพราะถ้าได้จิ้นกับดาราสาวรุ่นน้องอีกคน-เธอคงพาผมไปได้ไกลกว่านี้...ตอนนั้นผมคาดการณ์อะไรผิดไปหลายอย่างทีเดียว


"น่าเห็นใจทีเดียว" สาวข้างห้องพยักหน้าตามเรื่องที่ผมเล่า-ไม่แน่ใจว่าเธอเห็นใจผมหรือดาราสาวอับโชคผู้นั้นกันแน่ "...คุณแน่ใจนะว่านี่คือเรื่องเลวร้ายที่สุดที่คุณเคยทำ?"

ผมนิ่งไป

"คุณ...?"

ที่จริงมีอีกเรื่อง ที่ผมพยายามจะลืมมันไป แต่ก็ยังฝันเห็นมันอยู่ทุกคืน
ในความฝัน จะมีแต่เหตุการณ์ซ้ำๆ กับเสียงของเด็กคนนึงที่ร้องไห้ผมช่วย


"พี่....พี่ช่วยหนูด้วย...."

มันดังก้องในหัวผม--และยังคงดังอยู่แม้ในตอนนี้


วันนั้นเป็นตอนเย็นหลังเลิกเรียน ตอนนั้นผมยังเป็นแค่ดารากระจอก คิดว่าคงไม่มีทางจะดังไปมากกว่านี้ กำลังคิดจะออกจากวงการด้วยซ้ำไป
ผมเดินกลับจากโรงเรียน แล้วได้ยินเสียงบางอย่างไม่ชอบมาพากล เมื่อแหวกพุ่มไม้เข้าไปก็เห็นลุงวัยกลางคนในชุดสูทกำลังคร่อมร่างเล็กๆของเด็กวัยประถมไว้

"เฮ้ย!!!" ผมร้องออกมาอย่างตกใจ และเมื่อยิ่งเห็นว่าเด็กคนนั้นคือน้องสาวข้างบ้านที่ค่อนข้างสนิทกันแล้วยิ่งตกใจปนโกรธจนเลือดขึ้นหน้า "มึง ไอ้เหี้ย!!!"
ผมตอนนั้นใกล้ขึ้นมหาลัยแล้ว ร่างกายกำยำแบบที่อัดไอ้แก่วัยกลางคนนั่นได้กระเด็นแน่นอน ผมสามารถช่วยน้องได้ แต่เมื่อจับร่างของอีกฝ่ายมาดูชัดๆก็เห็นว่าเขาคือผู้จัดมีชื่อในวงการบันเทิง

"....ไอ้..." ผมเคี้ยวฟัน กำหมัดแน่น

"ใจเย็นๆก่อน...." เขายกมือขึ้น ท่าทางตื่นตกใจ-- ผู้ชายคนนี้ดูดีและน่าเชื่อถือ ให้ใครบอกก็ไม่เชื่อว่าจะมีรสนิยมวิตถาร แถมมาข่มขืนเด็กแบบนี้ "...พี่...พี่มีข้อเสนอดีๆให้เรานะ"

พูดจบก็บอกข้อเสนอที่ดีที่สุดมาให้ ทั้งจำนวนเงินที่พร้อมโอนเข้าบัญชีให้ทันทีในตอนนั้น และข้อเสนอบทพระเอกในหนังใหม่ที่ถ้าใครได้เข้าร่วมเล่น แม้จะเป็นบทง่อยๆ ก็จะต้องดังเปรี้ยงขึ้นมาทันทีแน่ๆ
ผมรู้ว่าผมไม่ควรจะเอาเงินมาแลกกับความเป็นมนุษย์ แต่เมื่อคิดถี่ถ้วนแล้ว น้องข้างบ้านก็แค่น้องข้างบ้าน เด็กคนนี้ไม่มีอิทธิพลอะไรกับชีวิตผมเลยแม้แต่น้อย  แล้วถึงจะโดนล่วงเกินหรือพรากความบริสุทธิ์ไปแล้วจะเป็นอย่างไรกันละ? ก็ไม่ตายเสียหน่อย ก็แค่เจ็บนิดเดียวเท่านั้นเอง เด็กมันคงทนได้นั่นละ ชีวิตยังต้องมีเรื่องเลวร้ายให้ต้องเผชิญอีกเยอะ

"พี่...พี่ช่วยหนูด้วย"
เสียงเล็กๆดูน่าสงสาร ผมเบือนหน้าออกจากใบหน้าที่แดงก่ำและมีน้ำตานองหน้านั้นทันที-ผมจะไม่รู้สึกผิดอีก ในเรื่องที่ไม่ใช่ปัญหาของตัวเองเลยสักนิด


"ดีมาก...พี่ดีใจที่เราเข้าใจอะไรง่าย"
ลุงแก่ลามกพูดพลางผลักร่างผมออกไปอีกทาง ตอนนั้นเองที่เสียงการขืนใจดังขึ้นอีกครั้ง เสียงการเคลื่อนตัวที่น่ารังเกียจดังเป็นจังหวะ เด็กหญิงกรีดร้องขอความช่วยเหลือเสียงหลง ทั้งร้องกรี๊ด ทั้งร้องไห้ เสียงเหมือนคนใกล้ขาดใจ ตอนนั้นเองที่ผมรีบวิ่งออกไปให้เร็วที่สุด-เร็วจนแทบจะลืมหายใจ


มันไม่ใช่เรื่องของเรา...เราไม่ผิด...เราไม่ใช่คนทำ
ผมบอกตัวเองเป็นล้านครั้งหลังจากกลับมาถึงบ้าน-เหงื่อไหลอาบหน้าไม่หยุด-และนอนไม่หลับเลยแม้แต่อึดใจเดียว


แล้ววันต่อมา เด็กหญิงก็ฆ่าตัวตาย
เธอเดินลงน้ำทั้งที่ว่ายน้ำไม่เป็น แล้วตายไปทั้งอย่างนั้น

ผมมีความคิดที่สิ้นหวังว่าถ้าเธอตายไปแล้ว ความผิดบาปของผมก็จะตายไปพร้อมกับเธอด้วย - ผมคิดแบบนั้น แต่ไม่เคยรู้สึกตามที่คิดได้เลยสักครั้งเดียว





ผมเล่าจนจบ แล้วมองดูคนฟังอีกครั้ง
หญิงสาวหน้าง่วงรับฟังด้วยท่าทีเห็นอกเห็นใจ

"คุณว่า...ผมจะมีทางกลับเป็นเหมือนเดิมได้ไหม"

"ฉันไม่รู้แต่ฉันพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมคุณถึงกลายเป็นแบบนี้" เธอยิ้มอย่างปลอบโยน "เพราะอาชญากรรมที่คุณก่อคือการเพิกเฉยกับสิ่งเลวร้ายรอบตัวทั้งที่คุณสามารถช่วยได้-คุณใช้ชีวิตเหมือนวิญญาณไร้ตัวตน ตอนนี้คุณเลยกลายเป็นวิญญาณไปเสียเลยจริงๆ"


"..แล้ว แล้วคุณว่า คุณพอจะช่วยให้ผมกลับเป็นเหมือนเดิมได้มั้ย?"


"ไม่รู้สิคะ" เธอยิ้ม แต่ครั้งนี้รอยยิ้มของเธอกลับทำให้ผมเย็นวาบไปทั้งใจ เพราะมันเป็นรอยยิ้มที่คุ้นเคย ผมรู้ดีว่าเคยเห็นที่ไหน  "...มันไม่ใช่เรื่องของฉัน แล้วฉันก็ยุ่งๆเสียด้วยสิ"


เพราะมันเป็นยิ้มแบบที่ผมยิ้มให้คนอื่นทุกวัน
เวลาที่ผม 'แสร้ง'ทำ เป็นว่าเห็นอกเห็นใจพวกเขา








SHARE
Written in this book
No moral
some fucking random thoughts-put together into short story

Comments

deux
6 months ago
หูย สมควรโดน
Reply
Girlwearsblue
5 months ago
ใช่ นี่ยังน้อยไปป
Pararimpimpim
6 months ago
บาดดดดดมากกกก
Reply
Girlwearsblue
5 months ago
<3
YESTERDAYKID101
6 months ago
ชอบมากกกกกกกก
Reply
Girlwearsblue
5 months ago
ขอบคุณน้าา :)
Bluebaby
6 months ago
-0- 💙
Reply
Girlwearsblue
5 months ago
<3  <3
Bluebaby
5 months ago
-3-