ก่อนจะยาก ก็ต้องเริ่มจากง่ายก่อน
1
เวลาไปเดินร้านหนังสือ สำหรับคนที่ชอบอ่านหนังสืออย่างผมแล้ว ก็รู้สึกดีใจที่มีหนังสือดีๆ ให้เลือกอ่านมากมาย เรียกว่าถึงมีเงินมากแค่ไหนก็คงไม่สามารถอ่านได้หมด เพราะว่าเราไม่มีเวลา ผกผันกับจำนวนหนังสือดีๆ เหล่านั้น

โดยเฉพาะสำนักพิมพ์เล็กๆ ที่ขยันทำหนังสือดีๆ ออกมาเยอะมาก (ชื่นชมนะครับ) โดยเฉพาะงานแปลหรืองานวรรณกรรมเล่มหนาที่กระตุ้นสมองผู้คน 

คิดแล้วก็แอบดีใจแทนคนที่ชอบอ่านหนังสือมากๆ ไม่ได้ เพราะว่ามีหนังสือให้เลือกอ่านมากมาย หน้าที่ของเรามีเพียงหาเงินมาซื้อเท่านั้น

แต่ทุกวันนี้เห็นนักอ่านหลายคนชอบซื้อหนังสือมาดอง แสดงว่าปัจจัยเรื่องเงินอาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่เป็นเรื่องเวลามากกว่า เพราะหนังสือเล่มหนึ่ง 200-300 หน้าก็ต้องใช้เวลาสามถึงห้าชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ 

แต่แม้จะดีใจกับตัวเองและนักอ่านทั้งประเทศ แต่ก็แอบกังวลไม่ได้ที่หนังสือดีๆ เหล่านั้นอาจจะไม่เหมาะกับคนที่เพิ่งหัดอ่านหนังสือ หรือคนที่ไม่เคยอ่านหนังสือมาก่อนที่มี 98% คนของประเทศ**

2
ที่ประเทศอังกฤษ หนังสือ The Street Cat Name Bob ที่สร้างเป็นหนังเรื่อง บ๊อบแมวเพื่อนคน นอกจากเวอร์ชั่นปกติที่ผู้ใหญ่อ่านแล้ว จะมีเวอร์ชั่นเด็กอ่านง่ายให้คนทั่วไปซื้อด้วย

ผมคิดเอาเองว่า สาเหตุหนึ่งที่แฮรี่ พอตเตอร์ขายดีมาก นอกจากพล็อตเรื่องที่สนุกแล้ว สำนวนภาษาที่อ่านง่ายก็น่าจะมีส่วนไม่น้อย

หรืออย่างในบ้านเรา หนังสือวรรณกรรมเยาวชนเรื่องความสุขของกะทิเองก็พิมพ์ซ้ำมากกว่า100 ครั้ง เยอะกว่างานซีไรต์เล่มอื่นๆ ที่พิมพ์ซ้ำประมาณ 10-30ครั้ง

จริงๆ แล้วการผลักดันให้คนไม่อ่านหนังสือ มาลองอ่านหนังสือก็เป็นหน้าที่ของภาครัฐนั่นแหละ แต่อย่างที่รู้กันว่า ไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนก็คงไม่ทำหรอก หรือถ้าทำก็คงจะมายืนถ่ายรูปกับป้าย ได้ภาพสวยงาม แต่ไม่เกิดการปฏิบัติเป็นรูปธรรมอะไรขึ้นมา

เมื่อคิดได้อย่างนี้แล้วผมก็รู้สึกว่า
เลิกรอ หรือเลิกหวังให้คนอื่นมาทำได้แล้ว
เราเองนี่แหละที่จะทำมัน (เอาเท่าที่ทำได้)

3
ในวันที่ประชุมกับฝ่ายจัดจำหน่าย(สายส่งและร้านหนังสือ) ผมเลยบอกที่ประชุมไปว่า springbooks จะทำหนังสือให้คนไม่ชอบอ่านหนังสืออ่านครัับ" ก็ทำให้ที่ประชุมงงงวยกันไป ว่าเป็นยุทธศาสตร์อะไรของเมิง เพราะที่ผ่านมาทุกคนทำหนังสือขายให้คนอ่านหนังสือกัน ดังนั้นการทำหนังสือให้คนไม่อ่านหนังสือมันจะเป็นไปได้ยังไง 

แต่อย่างที่บอกว่า ผมไม่เคยห่วงนักอ่านตัวจริงในบ้านเราเลย เพราะเขามีทางเลือกมากมายอยู่แล้ว แต่คนที่ไม่ใช่นักอ่าน หรือไม่เคยอ่านหนังสือนี่สิ ที่เราต้องหาทางชักชวน เชิญชวนให้เขามาลองอ่านหนังสือ

ลองแล้วจะชอบหรือไม่ชอบก็ไม่ว่ากัน
แต่ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่ลองแล้วจะติดใจ (หากเขาได้อ่านเล่มที่ไม่ยาก และไม่หนาเกินไป) เมื่อติดใจแล้วเขาก็จะขยับขยายไปอ่านงานวรรณกรรมดีๆ เล่มอื่นๆ เอง

4
ตอนมัธยมต้น ผมเริ่มอ่านหนังสือจากการ์ตูนรายสัปดาห์ Boom และ C-Kids เพราะอยากรู้ว่าตอนต่อไปของดราก้อนบอลและดราก้อนเควสจะเป็นยังไง (จริงๆ ดูภาพเป็นหลัก อ่านบทสนทนาเป็นส่วนประกอบ) อ่านอยู่ 3-4 ปี จนการ์ตูนที่ชอบอวสานหมด ทำให้ไม่มีอะไรอ่าน แต่ยังชอบกิจจกรรมการอ่านอยู่ ก็เลยลองไปอ่านหนังสือที่ยากกว่าอย่างประชาธิปไตยบนเส้นขนาน สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน และคำพิพากษาดู 

ตอนแรกๆ อ่านได้ไม่กี่หน้า เพราะมันยากสำหรับเด็กมัธยมที่ไม่เคยอ่านหนังสือมาก่อนนอกจากมานี แต่เมื่อมองย้อนกลับไปก็พบว่า พื้นฐานจากการอ่านบทสนทนาในช่องการ์ตูน ทำให้ผมมีสมาธิและความอดทนพอ ที่จะอ่านหนังสือสองสามร้อยหน้าจบได้

ผมเชื่อว่าการบังคับคนอื่นให้มาทำสิ่งที่เขาไม่สนใจแม้ว่ามันจะดีในสายตาเรามากแค่ไหน
ก็คงไม่สำเร็จหรอก

เพราะผมรู้สึกว่า ก่อนคนเราจะวิ่งฮาฟมาราธอน หรือวิ่งมาราธอน 42.2 กิโลเมตรได้
ก็น่าจะต้องสนุกกับการวิ่งกิโลเมตรเดียวก่อน
การอ่านหนังสือก็เช่นกัน


**ข้อมูลจากสมาคมผู้จัดจำหน่ายแห่งประเทศไทยระบุว่า คนไทยทั้งประเทศอ่านหนังสือเฉลี่ย 2% ขณะที่ประเทศเวียดนาม ญีปุ่น เกาหลี หรือเยอรมันจะอ่านหนังสือเฉลี่ย 10%-15%

(17-28 ตุลาคมนี้ พบกับงานมหกรรมหนังสือระดับชาติที่ศูนย์สิริกิตติ์ครับ) 
SHARE
Writer
porglon
Editor
พอกลอน ซาเสียง จบสถาปัตย์ ม.เกษตรศาสตร์ อดีตกองบรรณาธิการสำนักพิมพ์ a book (2551-2553) บรรณาธิการสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุ๊คส์ (2554) บรรณาธิการสำนักพิมพ์ springbooks (2555- 2561) / ผู้เขียนหนังสือ "ทดเวลาฝันเจ็บ" (2559) บรรณาธิการหนังสือ เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด / ก่อนความฝันจะล่มสลาย / บ๊อบ แมวเตะฝันข้างถนน / เรื่องนี้พี่บอกเธอคนเดียว / ไม่เอาน่ะ อย่าคิดมาก / สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก / โตขึ้นจึงรู้ว่า / ชีวิตมันก็แบบนี้แหละ ฯลฯ

Comments