ตอน2: อาทิตย์แรกของการทำSubให้ทันลูกค้าที่ต่อแถวยาวออกไปนอกร้าน
พอเราผ่านช่วง Training 2 วัน John(เจ้าของร้าน) ก็จะจัดตารางเวร Roster แต่ละอาทิตย์ให้ ว่าใครต้องมาทำวันไหน กี่โมงบ้าง ช่วงแรกเราก็จะได้ชิฟ 10 โมงเช้า ถึง 5 โมงเย็น โดยมีพักกินข้าวให้15นาที ข้าวก็คือ Subway นั่นแหละแบบ 6 inches ต้องรอช่วงไม่มีลูกค้าถึงจะกินได้ ปกติก็ประมาณ บ่าย 2 บ่าย 3 กว่าจะได้กิน

ร้านที่เราทำอยู่ถนน Elizabeth ใจกลางเมือง ช่วงกลางวันคนจะเยอะมากๆ ยิ่งช่วงนั้นมีงานก่อสร้าง ลูกค้าคือจะต่อแถวยาวออกไปข้างนอก คือรีบทำกับหัวหมุนอะ เหมือนกำลังแข่งอยู่ใน Master Chef ยังไงยังงั้น แซนด์วิชอันนึงเฉลี่ยอันละไม่ถึง5นาที ลูกค้าส่วนใหญ่เลยจะเป็นพนักงานออฟฟิศแถวนั้น กับพวกคนงานก่อสร้างเป็นส่วนใหญ่ อาทิตย์แรกที่ทำงาน เขาจะให้เราทำแต่แซนด์วิชนั่นแหละ จริงๆแล้ว พนักงานคนนึงต้องทำเป็นทุกอย่าง แต่ช่วงพักเที่ยง แต่ละคนจะมีหน้าที่ของตัวเองเพราะแบบนั้นมันเร็วกว่า มีประมาณ 4 คน คนนึงถามว่าลูกค้าเอาอะไร และ หั่นขนมปังส่งให้อีกคนนึง อีกคนจะทำตรงส่วนเนื้อกับชีส โดยพนักงานคนแรกจะเป็นคนบอกไม่ต้องถามลูกค้าซ้ำ คนที่สามคือผัก ต้องเอาแซนด์วิชออกมาจากเตาอบ ถามลูกค้าว่าใส่ผักอะไรบ้าง ใส่ซอส หั่น แล้วห่อแซนด์วิช หรือ ใส่ตะกร้า สำหรับลูกค้าที่ทานในร้าน คนสุดท้ายคือ แคชเชียร์ คนนี้จะต้องคอยเชียร์ให้ลูกค้าซื้อเป็นMealเก็บตังค์และหยิบพวกคุ้กกี้ กับแก้วน้ำ

ช่วงวันแรกๆเขาให้อยู่ตรงผัก เพราะง่ายสุด ไม่ต้องจำว่าแต่ละเมนูใส่เนื้ออะไรกี่ชิ้น แต่ก็จะมีป้ายติดไว้ให้ดู ว่าผักแต่ละอันจะใส่เท่าไร เช่น มะกอก เค้าให้ใส่ 4 ชิ้นสำหรับ 6 inches 8 ชิ้นสำหรับ footlong sandwich ผักกาดแก้วใส่ 42g ตอนนั้นเรามีปัญหามากว่า 42g นี่มันเท่าไหร่วะ จนJohnต้องเอาไปชั่งตราชั่งให้ดูว่าเท่านี้ก็พอ ใส่เยอะเปลือง! โดยผักมันก็จะฟรีหมดยกเว้น Avocada Beetroot และก็สับปะรด ที่จะคิดตังค์เพิ่ม ถ้าลูกค้าสั่ง เราก็จะต้องจำให้ได้ว่าใส่ลงไป แล้วกำชับให้แคชเชียร์คิดตังค์เพิ่มด้วยนะ ช่วงคนเยอะๆก็มีลืมกันบ่อยอยู่ (555 I'm so sorry John)  อีกชาเล้นจ์นึงคือ ผักเยอะขนาดนี้จะปิดยังไง คือเราจะต้องมีสกิลการกดผักลงไป อีกมือพร้อมยกขนมปังมาปิด อีกมือสลับมากดไว้ แล้วหยิบมีดมาหั่น ช่วงแรกคือปิดไม่ได้ หน้าตาทุเรจมาก ผักนี่ล้นออกมา หลังๆนี่โปรมากบอกเลย จะสั่งผัก สั่งเนื้อเยอะแค่ไหน ชั้นก็ปิดได้อยากสวยงาม

2 อาทิตย์แรกทำอยู่ชิฟเดียวคือ 10am-5pm โดยแต่ละชิฟก็จะมีหน้าที่แตกต่างกันไป ไว้จะค่อยๆเล่าของแต่ละอัน สำหรับคนที่ทำ10โมง จะต้องเป็นคนที่เติมซอส ทั้งหมด 2 ครั้ง คือช่วงก่อนเที่ยง และช่วงบ่าย3 ซอสมันจะเป็นขวดๆ วางอยู่ในคอนเทนเนอร์2อันใหญ่ๆ หนักมาก แต่ก็คิดซะว่าเป็นการเวทเทรนนิ่งไปในตัว เราจะต้องยกคอนเทนเนอร์นี้ไปข้างหลังร้าน หยิบซอสที่เป็นแกลลอนในห้องตู้เย็นออกมาก ค่อยๆเติมทีละอัน จากนั้นเอาขวดซอสไปล้าง แล้วไปเรียงใส่คอนเทนเนอร์อันใหม่ วันไหนขายดีมากๆ ซอสหมดกลางคันก็ต้องวิ่งเข้าไปเติมหลังร้าน แล้วออกมาทำต่อ เหมือนเล่นเกมส์เบาๆ 555 ซอสที่ขายดีที่สุดคือ Chipole 70%คือเลือกซอสนี้เลย แต่ถ้าเป็นเด็กเอเชียมาสั่ง พูดอังกฤษไม่ได้ โดยเฉพาะเด็กจีน เขาก็จะสั่งแต่ซอส Tomato หรือ BBQ บางครั้งเอเชียมาปุ๊ปเราจะรู้เลยว่าเนี่ยสั่งซอสนี้แน่ๆ เตรียมหยิบก่อนตอบได้เลย ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ

พูดถึงเด็กจีนแล้ว ขอเล่าเรื่องพีคๆ ของลูกค้าชาวจีน แถวๆร้านเราจะมีพวกคอนโดที่เด็กต่างชาติอยู่เยอะ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเด็กจีนเนี่ยแหละที่มีตังค์พอจะเช่าคอนโดในเมืองได้ แต่! พูดอังกฤษกันไม่ค่อยได้นะ ทุกๆวัน เราจะโดนเด็กจีนพูดใส่ว่า "Ni shuo Zhongwen ma?" อย่างนั้นวันละ 1 ครั้ง แปลว่า "คุณพูดภาษาจีนได้มั้ย" เอาจริงๆเราก็พอฟังออกแหละ แต่มันใช่เรื่องที่ชั้นจะต้องมาแปลปะ 555 เห้ยยย แกอยู่ออสเตรเลีย ลองเป็นภาษาอังกฤษเถอะ หน้าชั้นก็ไม่ได้หมวยขนาดนั้นปะ ทำไมชอบนึกว่าชั้นจีนวะ บางคนพอพูดได้ก็สั่งงูๆปลาๆไป บางคนพอเราบอกว่าเราไม่ใช่คนจีน ก็ถามหาว่ามีพนักงานคนอื่นที่เป็นจีนมั้ย ถ้าวันนั้นมีก็โชคดีไป แต่วันไหนไม่มี ก็ต้องใช้เวลา และความอดทนกับลูกค้าคนนี้หน่อย ใช้วิธีชี้รูปเอา ซึ่งบางครั้งมันก็น่าหงุดหงิดมากที่แบบเค้ามาเรียนที่นี่ แต่ภาษาอังกฤษพื้นฐานมากๆยังไม่ได้เลย มีครั้งนึงเราลูกค้าจีน เราถามจะอบแซนด์วิชมั้ย "Would you like it toasted?" เค้าทำหน้างงใส่ เราก็เลยอ้ะลองเปลี่ยนคำถามดู "Do you want me to put it in the oven?" เลิกคิ้ว พร้อมทำท่ายื่นแซนด์วิชเข้าไปในเตาอบ ก็ยังได้หน้างงๆกลับมา หายใจเข้าลึกๆหนึ่งที "Toasted?" "Heat it?" เลยลองท่าไม้ตายดู ถามด้วยสำเนียงไทยที่สุด เผื่อนางจะเข้าใจ "ดู ยู ว้อนท์ อิท ฮอต" "ฮอตอะ" "ฮอตตต" เห้ยยยย แม่งเวิร์ค นางเข้าใจ และตอบว่า "Yes" คือถ้าตะกี้ไม่เวิร์คก็กินแบบเย็นๆเถอะนะ สงสารชั้นและคนที่ต่อคิวเธออยู่
ตอนหน้าจะมาเล่าถึงหน้าที่ของชิฟอื่นๆว่าทำอะไรบ้าง เล่าวีรกรรมชาวจีนไปแล้ว คราวหน้าจะมาเล่าวีรกรรมชาวฝรั่งบ้าง มีหลายรูปแบบเหมือนกัน ทั้งสั่งแล้วเดินหายไป กินไปแล้ว ขอเปลี่ยน สั่งเสร็จไม่มีเงินจ่าย มันมีเยอะมาก ไม่รู้จะเรียบเรียงยังไงดี หวังว่าคนอ่านจะไม่งงนะ 555
SHARE
Written in this book
Subway Gal
เด็กผู้หญิงเอเชียตัวเล็กๆ (หรอ?) ทำงานเป็น Sandwich Artist ที่เมลเบิร์น ช่วงซัมเมอร์

Comments

Striver
9 months ago
ติดตามมมมมมมม มาเล่าให้ฟังต่อนะ

Reply