ประสบการณ์เล็กๆของนักศึกษาแลกเปลี่ยน
โอกาสมักเข้ามาในเวลาที่เราไม่ทันตั้งตัว และเข้ามาเพื่อให้เราเลือกระหว่างสองสิ่งเสมอ ทุกคนคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า
ไม่มีใครได้อะไรมาโดยไม่ต้องเสียอะไรไป
ปิ๊งงงง!!! เสียงแจ้งเตือนจาก messenger...
“มีทุนไปแลกเปลี่ยนภาษาที่เวียดนาม เอามั้ย?”
การสนทนาดำเนินต่อไปเกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆ
                         ...............
                       จบการสนทนา


เรามาคิดทบทวนว่าจะตกลงดีมั้ย? แต่โอกาสมันมาถึงแล้ว และไม่ได้มีมาบ่อยๆ เราเริ่มเสิชข้อมูลมหาวิทยาลัยที่จะไปแลกเปลี่ยน ถึงแม้จะเป็นประเทศเพื่อนบ้าน แต่มหาวิทยาลัยอยู่ในระดับแนวหน้าและเป็นมหาวิทยาลัยนานาชาติ เราก็อืมโอเค น่าจะคุ้มกับเวลาที่เสีย 
     ถ้าเราตอบ “ตกลง” เราต้องละทิ้งการฝึกงานที่กำลังฝึกอยู่ แต่ก็ต้องเก็บชั่วโมงให้ครบ ถ้าเราไปเราก็ต้องฝึกช่วงปิดเทอมหน้าคนเดียว ในขณะที่เพื่อนๆเก็บชั่วโมงกันครบแล้ว 
......เลยย้อนกลับมาถามตัวเอง อยากไปมั้ย? ในใจตอบมาว่าอยากไปมาก ไปหาประสบการณ์ใหม่ๆบ้าง เราก็อืม โอเค “อาจารย์คะ หนูไปค่ะ
เราโทรไปบอกแม่ แม่ก็ไม่ค่อยอยากให้ไปเพราะเป็นห่วง แต่เราก็อธิบายให้แม่เข้าใจได้ (แม่เราจะไม่ชอบให้เดินทางไปไหนไกลๆ แต่เราชอบและมักแอบไปเสมอ)
      เราดำเนินการจัดการเรื่องการทำพาสปอร์ต เอกสารขอส่งตัวกลับจากฝึกงานและเอกสารเดินทางอื่นๆ เสร็จสิ้นภายในหนึ่งสัปดาห์ 

มีเพื่อนหลายคนยินดี และหลายคนเหน็บแนม แต่เราชินเสียแล้วกับเสียงจุ๊บจิ๊บพวกนั้น เพราะ เราถือว่าเรามีโอกาสมากกว่าเขา แสดงว่าเราต้องมีอะไรที่ดีกว่าเขาแน่นอน 

เราจัดเตรียมกระเป๋าสำหรับเดินทางในเย็นวันพรุ่งนี้ แน่นอนเราตื่นเต้นมาก เพราะเป็นไฟท์แรกของเราเลย 
เมื่อถึงวันเดินทาง....เราก็เกร็งนิดๆเพราะไม่ค่อยรู้จักใครมากนัก แต่ก็ยิ้มให้และทักทายกัน 
    เมื่อถึงเวียดนามเราได้เพื่อนต่างชาติที่พูดและเขียนภาษาไทยได้เก่งมาก เขาเฟรนลี่มากๆเลย รู้จักกันไม่ถึงวันมานั่งจิบเบียร์ด้วยกันเฉย เราเริ่มสนิทกับเพื่อนที่ไปด้วยกันและเพื่อนเวียดนามเพิ่มขึ้น แต่ไม่กี่วันเพื่อนเวียดนามก็ต้องไปไต้หวันแล้ว แต่จะมีเพื่อนคนใหม่มาดูเราแทน ซึ่งเขาก็เฟรนลี่เหมือนกัน แต่ออกจะดูสุขุมกว่าคนแรก
    เราต้องเข้าคลาสภาษาอังกฤษเรียนทุกวันตอน 8.30 น. และพักตอน 12.00-14.00น.จึงเริ่มเรียนช่วงบ่ายและเลิก17.50น. เป็นแบบนี้ทุกวัน แต่จะมีบางวันที่ได้ไปทัวร์นอกสถานที่ที่มหาลัยจัดให้ อาจารย์ที่นั่นตรงเวลามาก ถึงเวลาสอนคือสอน ถึงเวลาปล่อยคือปล่อย การเรียนภาษาของเค้าจะเน้นการใช้ภาษามากกว่าให้มานั่งท่องเป็นนกแก้วนกขุนทอง วันไหนเรียนแกรมม่าสอนเสร็จปุ๊บอาจารย์จะให้หัดพูดกับเพื่อน กับอาจารย์ในห้องเรียน เราแบบเออดีนะ สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้มากขึ้น อยากให้ครูไทยสอนแบบนี้บ้าง       
คนส่วนมากผู้ใหญ่มักจะพูดภาษาเวียดนาม เด็กที่นั่นจะต้องสอบโทอิคให้ได้650 ถึงจะสามารถจบมหาวิทยาลัยได้ แต่ถ้าเป็นวัยรุ่นหรือเด็กๆมักจะพูดภาษาอังกฤษได้ เวลาออกไปข้างนอกก็ภาษาอังกฤษบ้าง ภาษามือบ้าง พอหลังๆเริ่มเรียนรู้ภาษาเวียดนามได้ก็สื่อสารเป็นแบบคีย์เวิดเอา เพราะเวลาขึ้นแท็กซี่ไปเรียนเป็นอะไรที่ปวดหัวมาก เพราะสื่อสารกันไม่รู้เรื่ิอง ต้องถูไถๆภาษาเวียดนามไปถึงจะรู้กัน เป็นการฝึกภาษาที่3ไปในตัว555  และที่นั่นจะไม่เน้นเรียนทั้งวัน จะมีช่วงพัก2ชม.ให้ไปทำกิจกรรมที่สนใจ ส่วนมากเท่าที่สังเกตนศ.จะเล่นดนตรีที่มีอยู่ตามมุมตึกต่างๆ หรือไม่ก็ไปอยู่ตามห้องชมรม ไม่ค่อยนั่งเล่นโทสัพกัน และเวลาเรียนก็จะไม่เล่นเลย แต่ละตึกเรียนจะมีเจ้าที่เฝ้าตลอด นักศึกษาจะต้องมีบัตรแสดงตัวก่อนเข้าตึก ถือว่าเป็นการรักษาความปลอดภัยในระดับดี
           หลังจากเลิกคลาสอาจารย์มักชอบเดินมาคุยกับเราทุกคนเลย และทุกคนจำชื่อเราแม่นมาก เราก็แบบงงอ่ะ ทำไมถึงชอบมาคุยกับเรา เพื่อนในห้องมีเยอะแยะ เราก็ไม่ค่อยอยากคุยเพราะภาษาเราไม่แข็งแรงนักคุยรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง พอใกล้วันที่เราจะกลับทุกคนก็มาขอถ่ายรูปขอเซลฟี่แล้วบอกว่ารอยยิ้มของเราสวยและดูจริงใจ เป็นมิตร เราเลยแบบอ๋อออ แบบนี้สินะถึงชอบมาคุย ไม่ใช่แค่อาจารย์ เพื่อนเวียดนามทุกคนก็มักชอบมาคุยกับเรา บางคนนี่ตามมาเล่นที่ห้องเลย 5555
และคนที่นั่นจะถือมากเรื่องการกิน เขาจะไม่เดินกิน จะนั่งกินอย่างเป็นระเบียบ และผญ.เวียดนามหุ่นดีมาก รูปร่างคือเอสเชปสุดๆ เรานี่แบบอิจฉาจังเลยอ่ะ อยุสักครึ่งปีคงจะผอมบ้าง555 และเวลาไปเที่ยวทีไรคนที่นั่นมักคิดว่าเราเป็นคนเวียดนามที่เป็นไกด์พาคนมาเที่ยว คือนี่แอบขำๆในใจ แต่ก็อธิบายไปว่าเป็นคนไทยค่ะ เขาก็อ้าวหรอออ หน้าเหมือนคนเวียดนามเลย 
  สิ่งที่อันตรายในเวียดนามคือรถมอร์เตอร์ไซต์ ขับกันแบบฝูงผึ้ง ไม่สนไฟเขียวไฟแดง และที่ทึ่งมากชนกันรถเฟรมแตกยังไม่ล้ม ไม่มีการจอดดู บนขอบสะพานพี่แกก็ขับจ้า และอีกอย่างคือมิจฉาชีพ แต่เราไปไม่เจอพวกมิจฉาชีพ ถือว่าเป็นโชคดี 
     หลังกลับจากเวียดนามไม่กี่สัปดาห์ ก็มีเพื่อนจากเวียดนามมาเที่ยวไทย เราก็เทคแคร์เขาอย่างดี ถือว่าเป็นการสานต่อมิตรภาพที่ดีกับเพื่อนต่างแดน จากการไปแลกเปลี่ยนนี้ก็ได้เรียนรู้ ฝึกทักษะภาษาของตัวเองได้ดีขึ้น เนื่องจากพอไปเจอสถานการณ์บังคับให้ใช้ เราก็ต้องใช้จนเป็นความเคยชิน ได้มิตรภาพที่ดีๆถึงแม้จะต่างเชื้อชาติ ต่างภาษา แต่ก็เป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน. 
    



SHARE
Writer
Melady
Nature is my life
ก า ร เ ดิ น ท า ง | ปลายทาง มักมีเรื่องเรื่องราวระหว่างทางที่น่า “จดจำ” IG : melady_may

Comments