นักเขียนที่ไม่เขียน journal
งานของนักเขียนคือเขียนหนังสือ แต่นอกจากเขียนหนังสือแล้วพวกเขายังเขียนอย่างอื่นด้วย

นั่นคือ Journal  

การเขียน journal ก็คือการเขียนบันทึกแบบเรียงความ คุณจะเขียนยังไงก็ได้ ประโยคจะสั้นจะยาว จะย่อหน้าซักกี่ย่อหน้าก็แล้วแต่คุณ ผมเองก็เขียนไปเรื่อยๆ คิดอะไรออกก็เขียนลงไป เรื่องที่เขียนส่วนใหญ่ก็คือสิ่งที่พบเจอในแต่ละวัน และเมื่อเขียนแบบเรียงความก็เลยต้องใส่ความคิดของตัวเองในเรื่องนั้นๆลงไปโดยปริยาย

นักเขียนชื่อดังทั้งหลายอย่าง Oscar Wilde, Ralph Waldo Emerson, Henry David Thoreau ต่างก็เขียน journal กันทั้งนั้น หรือกระทั้งกษัตริย์โรมันอย่าง Marcus Aurelius ก็ยังเขียน

พอพูดถึงนักเขียนแล้ว ผมก็คิดเสมอว่าพวกเขาต้องเขียน journal กันเป็นประจำแน่ๆ

แต่แล้วผมก็คิดผิด ดันมีนักเขียนคนหนึ่งที่ไม่ได้เขียน journal แถมเหตุผลของเขาก็เหมือนกับหลายๆคนที่ไม่ได้เขียนซะด้วย เหตุผลก็คือ ผมขี้เกียจเขียนน่ะสิ ผมคิดว่าการเขียนเป็นรายการในแต่ละวันมันง่ายกว่าการเขียนเรียงความมาก ก็มีบ้างที่ผมคิดจะเขียน journal แต่พอเขียนไปได้ซักหน่อย ก็เลิกอย่างไว 
 
นั่นคือคำอธิบายของ Austin Kleon ศิลปินและผู้เขียนหนังสือ Steal like an artist และ Show your work!
 
Kleon ก็รู้ว่าการเขียน journal เป็นสิ่งที่ดีเพราะมันเป็นการบันทึกเรื่องราวที่ผ่านมา แต่ถ้าเขียนไม่ได้ก็ไม่จำเป็นต้องไปฝีน เขาเลยใช้วิธีอื่นในการบันทึกแทน 
Kleon ตั้งข้อสังเกตว่า ในเมื่อเรามีปฏิทินไว้จดสิ่งที่ต้องทำในอนาคต แล้วทำไมเราไม่ลองทำปฏิทินในอดีตดูบ้างล่ะ?
  
Kleon ทำตรงข้ามกับการเขียน journal ทั้งหมด

ในสมุดจดบันทึกของเขาจะเขียนเพียงรายละเอียดสั้นๆถึงสิ่งที่ทำในแต่ละวัน สิ่งที่เขียนจะมีแค่ 3 เรื่องคือ ใคร อะไร ที่ไหน  

วันนี้เจอใครมาบ้าง วันนี้ทำอะไรบ้าง วันนี้ไปไหนมาบ้าง

เขาเรียกการเขียนบันทึกแบบนี้ว่า Logbook  

ทำไมถึงเรียกว่า logbook

ในอดีต logbook นั้นคือบันทึกการเดินเรือ มันใช้สำหรับการบันทึกระยะทางที่เรือแล่นว่าไปไกลแค่ไหนในช่วงเวลาที่กำหนด ซึ่งมันก็เหมือนกับที่ตัวเราบันทึกว่าในแต่ละวันนั้น เรามีอะไรเข้ามาในชีวิตบ้าง  

การเขียน logbook มันไม่ใช่การเขียน diary หรือ journal แต่มันคือสมุดบันทึกรายการ ในนั้นจะมีแค่ข้อเท็จจริงเท่านั้น ไม่มีความคิดเห็นส่วนตัว ด้วยการเขียนแต่ข้อเท็จจริง ทำให้ Kleon ไม่ตัดสินว่าเรื่องไหนสำคัญ เรื่องไหนไม่สำคัญ เขาแค่เขียนลงไปเท่านั้น

ในการเขียน logbook เขาจะจำกัดไว้ 1 วันต่อ 1 หน้า ทุกกิจกรรมต้องเขียนให้จบในหนึ่งหน้า พอเป็นแบบนี้ก็เป็นเรื่องง่ายที่เขาจะกลับมาทบทวนอีกรอบ (การอ่านทบทวน journal จะใช้เวลามากกว่า เพราะเรามักจะใส่ความคิดของตัวเองลงไปยาวเหยียด) และเวลาพลิกดูทีละหน้ามันก็ทำให้เขารับรู้ถึงความรู้สึกในวันนั้นจริงๆ

แต่ถ้าเขียนแต่รายการลงไปก็อาจจะดูไม่เหมาะกับศิลปินอย่างเขาเท่าไหร่ เขาจึงวาดรูปเล็กๆลงไปในแต่ละรายการด้วย และแน่นอนว่าการวาดรูปลงไปทำให้สื่อความหมายได้ชัดเจนมากขึ้น และนอกจากนี้เขายังตั้งชื่อให้กับวันของเขาแต่ละวัน อย่างเช่น Heavy reading, Alone time, Awesome day (ไอเดียนี้ผมไม่เคยคิดได้เลยแฮะ) 
ถ้าใครขี้เกียจเขียน journal ก็ลองเขียน logbook แทน แต่ถ้าเขียน logbook แนะนำให้เขียนลงสมุดจะดีกว่าเขียนลงในคอมพิวเตอร์ ผมว่ามันได้อารมณ์มากกว่า อีกอย่างคุณอาจจะได้ฝึกวาดภาพด้วย

แต่ไม่ว่าจะเป็น journal หรือ logbook จุดประสงค์หลักของมันก็คือการบันทึกเพื่อกลับมา
ทบทวน คุณอาจจะใช้วิธีบันทึกแบบอื่นก็ได้ แต่แน่นอนว่ามันเป็นสิ่งที่คุณควรทำ ที่จริงจะบอกว่าต้องทำก็ได้เพราะมันทำให้เราเห็นจุดที่เราต้องแก้ไข

ตอนที่เพิ่งเข้ามาในตลาดหุ้น ผมอยู่ในช่วงร้อนวิชา ผมลงมือซื้อขายหุ้นแบบรายวันหรือที่เรียกว่า Daytrade ผมจะไม่ถือหุ้นข้ามวัน กำไรหรือขาดทุนผมรู้ได้ทันทีตอนจบวัน

โชคดีที่ผมบันทึกการซื้อขายของผมตลอด พอผมย้อนกลับมาดูทำให้รู้ว่า ผมขาดทุนจากวิธีนี้ซะเยอะ เรียกว่า เอาตังค์ไปโยนทิ้งในตลาดหุ้น 

ผมบันทึกการซื้อขายใน excel เวลาที่ผมขาดทุน ผมจะใช้วิธีลงสีแดงในกรอบ ถ้าเดือนไหนมีสีแดงเยอะๆ แสดงว่าผมขาดทุนบ่อย ซึ่งการเห็นสีแดงถี่ๆหลายๆช่องทำให้ผมเริ่มรู้สึกผิดที่เอาตังค์ไปเผาเล่น (เจ็บใจด้วย)

ผมจึงเปลี่ยนวิธีใหม่ ถือยาวขึ้นกว่าเดิม พยายามจะไม่จ้องหน้าจอหุ้นตลอดเวลา ผลก็ออกมาดี ผมขาดทุนน้อยลง กำไรมากขึ้น (แต่ความเร้าใจหายไปเยอะ แต่ในตลาดหุ้นเราไม่ต้องการความเร้าใจครับ เราต้องการรอด)

ถ้าผมไม่ได้บันทึกการซื้อขายหุ้น ผมคงจะเอาตังค์ไปโยนทิ้งมากกว่านี้ และผมก็ไม่มีไทม์แมชชีนที่จะย้อนอดีตไปตบกะบาลตัวเองได้ คุณเองก็ไม่มีเช่นกัน

แต่สิ่งที่เรามีคือสมุดบันทึกกับปากกา ที่สามารถทำให้เราเห็นอดีตของเราได้
 
เอาล่ะ อย่างน้อยตอนนี้แค่เห็นอดีตก็ยังดี แต่ถ้ามีไทม์แมชชีนเมื่อไหร่ ผมก็ยังอยากจะย้อนอดีตไปตบกะบาลตัวเองเหมือนกันนะ




ข้อมูลอ้างอิง : https://austinkleon.com/2010/01/31/logbook/
SHARE
Writer
ChanWrite
Readaholic / INFJ
เพจนี้เป็นเหมือน sandbox ของผมครับ เอาไว้ฝึกปรือการเขียน เอาไว้ทดลองเขียนแนวคิดต่างๆ เอาไว้แบ่งปันสิ่งที่ผมพบเจอ เพราะงั้นบางทีเนื้อหาอาจจะมีหลายๆแนว หวังว่างานเขียนของผมจะมีประโยชน์และทำให้ผู้อ่านเพลินไปกับมันนะครับ

Comments

SUNSHINESAI
2 years ago
ตลาดหุ้นไม่ต้องการความเร้าใจ ต้องการรอด ชอบจังค่ะ
Reply
ChanWrite
2 years ago
กว่าจะได้ข้อคิดนี้ก็แผลเต็มตัวเลยครับ +__+
SUNSHINESAI
2 years ago
นักรบต้องมีบาดแผลนะคะ 😊😊