ตำนานเล่าขานที่ 1
    กลิ่นของสุรารสหอมราวดอกไม้ปลุกให้คนที่นอนอยู่กระพือขนตาบางเบาก่อนจะหันหน้ามาทางระเบียงไม้ที่มีเพียงมู่ลี่ไม่ไผ่ดึงลงบังแสงแดด ปลายมูลี่ที่ยาวลงมาไม่ถึงพื้นไม้นั้นไหวไปตามแรงลม จนคนด้านในสังเกตเห็นทิวทัศน์ด้านนอกเพียงชั่วครู่ก่อนที่มู่ลี่จะตีกลับมาปิดดังเดิม
    อาเหยาในชุดนอนยาวสีขาวลุกขึ้นนั่ง เหลือบไปมองผ้าผูกผมสีชมพูอ่อนยาวไม่เกินหนึ่งฉื่อที่มีลวดลายของกิ่งดอกอิงฮวาถักทอไว้อย่างประณีต ทำให้นางรับรู้ได้ว่านี่เป็นฤดูใบไม้ผลิแล้ว
    อาเหยารวบผมสีดำขลับยาวสลวยจนถึงเอว ก่อนจะบรรจงผูกผมด้วยผ้าลายกิ่งอิงฮวานั้น นางเขยิบตัวเข้าไปใกล้มู่ลี่ไม้ไผ่ก่อนจะดึงเชือกด้านข้างให้มันเปิดรับแสงแดดจากด้านนอก
    “อาเหยา เจ้าตื่นในช่วงเวลาที่เหมาะสมอะไรเช่นนี้” ชายผิวสีน้ำผึ้งดวงหน้าสดใสราวดวงอาทิตย์วางสุราไหที่ห้าลงก่อนจะหันมายิ้มอ่อนโยนให้อาเหยา ก่อนจะผายมือซ้ายมาทางนาง ในขณะที่มือขวาเท้าเอวท่าทางสบาย “มานี่สิ”
    อาเหยาเขยิบไปจนถึงชานบ้าน แม้จะไม่มีรองเท้าวางอยู่นางก็ไม่ใส่ใจที่จะหย่อนเท้าลงบนพื้นดินเย็น แต่ทันทีที่นางใช้มือทั้งสองค้ำตัวให้ลุกขึ้นก็มีลมอันอบอุ่นพัดเข้ามา ลมนั้นอ่อนและหอมละมุนโอบอุ้มนางอย่างนุ่มนวล แต่น่าประหลาดที่ฝ่าเท้าทั้งสองอันควรสัมผัสพื้นดินนั้น ไม่แม้แต่จะเปื้อนฝุ่น มิอาจรู้ได้ว่าแรงลมนั้นแรงดีหรือตัวอาเหยาต่างหากที่เบาดุจปุยนุ่น
     อาเหยารู้ดีว่าขาทั้งสองข้างสั่นเล็กน้อย แต่นางก็ยังคงก้าวต่อไปเรื่อยๆ เพราะนางรู้ดีว่าตราบใดที่มีลมหอมเคล้ากลิ่นสุรานี้โอบอุ้มอยู่ นางไม่มีทางล้ม
     ในที่สุดหญิงในชุดนอนขาวที่กำลังพริ้วไหวเบาๆ ก็วางมือของตนลงแผ่วเบาบนมือของชายตรงหน้า
     “เทียน ข้าหลับไปนานหรือไม่”
     “สำคัญที่ไหนเล่าอาเหยา เจ้ามาลองลิ้มรสสุราที่ข้าเคยหมักไว้ดีกว่า ข้ายังยกออกมาไม่หมดเลย แต่ช่างเถอะ...เจ้ามานั่งตรงนี้” เขาจับมืออาเหยาให้นั่งลงบนพรหมหนังกวางผืนไม่ใหญ่นักใต้ต้นไม้ใหญ่ เทียนหันไปนั่งยองๆเปิดสุราไหแรกอย่างอารมณ์ดีเสียจนนางได้ยินเสียงเพลงในลำคอของคนตรงหน้าด้วยซ้ำ วันนี้โหลวเทียนอวี่มัดผมสีดำยาวของตนขึ้นสูง ทำให้อาเหยามองเห็นแผ่นหลังสีแทนที่มีลวดลายของเมฆสีครามสลักอยู่ที่สองบ่ากว้าง ก่อนจะละสายตาไปยังใบหน้าด้านข้างของคนตรงหน้าที่มีรอยแผลเป็นระหว่างหางตาซ้ายไปจนถึงหู นางเอื้อมมือไปแตะแผลนั้น มืออีกข้างลูบขนกวางอย่างแผ่วเบาก่อนจะเอ่ยขึ้น
     “ข้าไม่ชอบที่นั่งตรงนี้” เทียนอวี่เพิ่งดึงเชือกของไหใบที่สองเสร็จ หันมาหัวเราะใส่นาง ก่อนจะใช้แขนขวาคว้าสุราสองไห แขนซ้ายช้อนอาเหยาขึ้นบ่าแล้วกระโดดขึ้นไปบนกิ่งต้นอิงฮวาที่สูงกว่าชานหลังคาบ้าน เทียนอวีกระโดดขึ้นไปอีกสองสามกิ่ง เอี้ยวตัวหลบกิ่งเล็กกิ่งน้อยไปทางฝั่งซ้ายก่อนจะวางอาเหยาลงอย่างเบามือ ส่วนตัวเองก็นั่งลงข้างๆ
     “ตรงนี้ชอบหรือยัง” เทียนอวี่ชันเข่าซ้ายขึ้นเพื่อวางสุราหนึ่งไห
     “ชอบแล้ว” อาเหยาตอบ
     “ดี”
     “แล้วเจ้าจะดื่มสุราเช่นไร” อาเหยาถาม
     “ข้าน่ะดื่มจากไหได้ เจ้านั่นแหละจะดื่มอย่างไร กระดกไหทีมีหวังสุราไหลเข้าจมูกหมด”
     “เจ้าจะบอกว่ารูจมูกข้าใหญ่กว่าปากงั้นเรอะ เจ้าคนหยาบ” อาเหยาหยิกคางคนข้างๆ
     “โดนด่าเสียอีก หรือจะให้ข้าป้อนด้วยปาก?” อาเหยาค้อนขวับ “อย่ามาน้ำเน่ากับข้านะ” ก่อนจะเอื้อมมือไปดึงใบของต้นอิงฮวาลงมาจากผมคนตรงหน้า แล้วเอื้อมไปคว้าไหบนเข่าซ้ายของเทียนอวี่มารินสุราลงไป สุราใสไหลลงจากปลายใบไม้เล็กน้อย แต่ไม่ทันจะหยดลงไปมากกว่านั้น อาเหยาก็ช้อนไปดื่มเสีย
     “เป็นอย่างไร”
     “หอมดอกไม้กำลังดีเชียว เจ้าหมักเองหรือไม่?”
     “อืม” เทียนอวี่ตอบในลำคอแล้วกระดกสุราลงคอไปหลายอึก
     “ดอกอะไร” อาเหยาถามพร้อมรินสุราในมือ เทียนอวี่กระดกต่อไปเหมือนหยุดไม่อยู่ แต่จริงๆแล้วเพราะเขาจำไม่ได้ต่างหากว่าตัวเองหมักสุราแต่ละไหด้วยอะไร เทียนอวี่จึงพยายามนึกชื่อดอกไม้ที่น่าจะใกล้เคียงกับรสชาติที่สุด แล้วเขาก็นึกออก “....เหมยกุ้ย”
     อาเหยาหัวเราะเสียงใส “คนโง่”
     ชายหญิงคู่หนึ่งนั่งดื่มสุราบนกิ่งไม้ใหญ่ อากาศช่างดีเหมาะสมกับกลางฤดูใบไม้ผลิ ทิวทัศน์รอบๆรายล้อมด้วยหุบเขาและป่าเล็กไม่รกชักนัก ไกลออกไปไม่มากก็เห็นตัวเมืองที่บดบังทะเลสาบไปครึ่งหนึ่ง ทว่ากลับมีความงดงามในความรู้สึก เพราะการที่มีเมืองตั้งอยู่แบบนั้น แม้จะบดบังทะเลสาบไปบ้างแต่ก็ดีกว่ามีเพียงทะเลสาบราบเรียบที่ดูเงียบเหงา เหมือนกับบนกิ่งอิงฮวาต้นหนึ่งในตอนนี้ ที่ก่อนหน้านี้เป็นเพียงที่นั่งจิบสุราชมวิวของคนเพียงคนเดียว แต่บัดนี้แม้แต่ต้นไม้เองก็ยังดูมีความสุขที่ได้โอบอุ้มคนอีกหนึ่งคน
     กลีบดอกไม้สีชมพูอ่อนปลิวไปตามแรงลมที่พัดเวียนอยู่รอบๆคนสองคน ก่อนจะอ่อนล้าจนค่อยๆลงจอดบนผิวสุรา อาเหยามองกลีบดอกอิงฮวาในมือ แต่ก็มิได้สนใจจึงจิบสุราบนใบไม้ทั้งอย่างนั้น
     ผ่านไปชั่วขณะ เทียนละสายตาจากท้องฟ้าหันมามองคนข้างๆ เห็นว่าริมฝีปากเล็กนั้นมีกลีบดอกไม้สีอ่อนติดอยู่ ชายหนุ่มยิ้มอ่อนโยนก่อนจะหยิบกลีบดอกไม้นั้นออกให้ นำมาจุมพิตแผ่วเบาแล้วปล่อยให้ปลิวไปตามกระแสลม หญิงสาวที่มองการกระทำนั้นทุกท่วงท่าถอนหายใจอย่างมีความสุขแล้วเอียงหัวอิงแอบอยู่บนไหล่ขวาของคนข้างซ้าย
ข้ามีความสุขเหลือเกิน อาเหยา
     อาเหยานิ่งงันไปในความคิด แม้ว่าคำพูดนั้นจะอบอุ่นเหมือนน้ำนมอุ่นๆในหน้าหนาว แต่คำพูดนั้นกลับทำให้นางปวดไปทั่วทั้งใจ อาเหยานิ่งงัน ตกอยู่ในความคิดก่อนจะถามคำถามเดียวกับคำถามแรกเมื่อเช้านี้
     “เทียน ข้าหลับไปนานเท่าใด?” ผมหางม้าของหญิงสาวในชุดขาวแกว่งไปมาเหมือนลูกตุ้มนาฬิกา อาเหยารอคำตอบนั้นอยู่หนึ่งอึดใจ
     “เวลาสำคัญกับเจ้ามากขนาดนั้นเชียวหรือ” เทียนอวี่ถาม ไม่ได้ละสายตาจากนกที่กำลังบินวนอยู่เหนือป่า อาเหยาถอนหายใจ
      “ชีวิตคนสั้นเพียงผมหนึ่งเส้น เวลาที่เจ้าเสียไปกับข้านั้นทำให้ผมของเจ้าสั้นลงเท่าใดแล้ว ก่อนที่หัวเจ้าจะล้าน ไปหาคนที่จะคอยสางผมให้เจ้าทุกวันดีกว่าหรือไม่” เทียนอวี่นิ่งไป ปล่อยให้ปลายผมของอาเหยาขยับเหมือนดั่งลูกตุ้มนาฬิกาต่อไปอีกสักพัก ก่อนจะขยับปลายนิ้วเล็กน้อย ลมหอมละมุนที่วนอยู่รอบๆตัวพัดแรงขึ้น ผ้าผูกผมบนหัวอาเหยาคลายและปลิวหลุดจากผมของนางมาอยู่ในมือเทียนอวี่ เขาหันขวับมาหาอาเหยาตรงๆอย่างไม่กลัวตกลงไป แล้วรวบผมกลุ่มหนึ่งของนางมาสางเงียบๆ
     อาเหยากระพือขนตา เข้าใจความหมายของการกระทำนั้นจนหัวใจสั่นไหว จึงปล่อยให้เทียนอวี่ใช้นิ้วสางผมตัวเองนิ่งๆ มีเพียงเสียงลม เสียงกิ่งไม้เสียดสี และเสียงนกร้องเท่านั้นที่เข้ามาในโสต 
      ผ่านไปสักพัก อาเหยาถอดใจจึงหันหลังให้คนที่พยายามสางผมเพียงกลุ่มเดียวของตนอย่างเอาเป็นเอาตาย “อย่างน้อยเจ้าก็บอกข้ามาเถิดว่าคราวนี้ข้าหลับไปนานเท่าใด” ถึงแม้ว่าเทียนอวี่จะพยายามทำให้รูปลักษณ์ของตัวเองเป็นเหมือนเดิมอยู่เสมอทุกครั้งที่อาเหยาตื่น แต่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปเสมอ กาลเวลาคือสิ่งที่เทียนอวี่ไม่สามารถปิดบังได้ แม้สุดท้ายตนจะไม่ยอมบอกเป็นตัวเลข อาเหยาก็สัมผัสได้อยู่ดี ปิดบังไว้ก็รังแต่จะค้างคาใจนาง ทั้งคงจะถามอยู่ร่ำไป
     “เจ็ดปี” เสียงลมพัดนานขึ้น ช่วงเวลาที่ใบไม้เสียดสีนาวนานขึ้น เสียงนกร้องวนอยู่ในท่วงทำนองเดิม อาเหยานึกย้อนไปถึงสีหน้าท่าทางของเทียนอวี่ที่เป็นปกติเหมือนกับว่าเธอตื่นขึ้นมาทุกๆเช้าตลอดเจ็ดปี เหมือนกับว่าทั้งสองคนพูดคุยกันแบบนี้มาทุกวันตลอดเจ็ดปี เหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ อาเหยากุมอกด้วยความเจ็บปวด พึงนึกถึงทุกๆวันที่เทียนอวี่ต้องเห็นตัวเองนอนนิ่งๆเหมือนศพไม่พูดไม่จา
     “อาเหยา” เทียนอวี่ส่งเสียงเรียก ค่อยๆบรรจงแบ่งผมของคนที่หันหลังให้ตนออกเป็นสามกลุ่ม
     “ตัวเจ้านั้นไม่มีทางเบาดุจขนนก แต่ไม่เคยหนักไปสำหรับข้า ไม่ว่าข้าจะไปที่ใดข้าจะมัดผมเจ้าให้ดี ใส่หมวกให้เจ้าแล้วแบกเจ้าขึ้นหลัง” เทียนอวี่เริ่มถักผม
     “ครั้งหนึ่งข้าปีนขึ้นไปบนภูเขาสูงเพื่อไปชมดอกไม้ที่ขอทานคนหนึ่งเล่าให้ข้าฟังว่างามจนคนพบเห็นอายุยืนยาวขึ้นอีกหนึ่งร้อยปี เมื่อข้าไปถึงตีนเขา ข้าเข้าใจแล้วว่าเหตุใดดอกไม้บนนั้นจึงงดงาม...เพราะมันไม่มีทางขึ้นให้มนุษย์เข้าถึงได้ง่ายทั้งยังสูงชันเสียดฟ้า แต่ใจของข้ามีเพียงว่าหากเจ้าตื่นขึ้นมาพบดอกไม้ที่สวยเพียงนั้นจะดีสักเพียงไรกัน ข้าจึงปีนขึ้นไป” มือหยาบทั้งสองข้างค่อยๆนำผมกลุ่มหนึ่งมาทับกับผมอีกกลุ่มหนึ่ง
     “ไหล่ของข้าอ่อนล้า หยาดเหงื่อไหลผ่านขนตามาถึงหัวไหล่ ในหัวของข้ามีเพียงรอยยิ้มของเจ้าที่จะได้เห็นมัน” อาเหยาได้ยินดังนั้นไหล่ก็สั่นไหวเล็กน้อย แต่เทียนอวี่ก็ยังคงถักผมนางต่อไปเรื่อยๆ นำกลุ่มผมมาทับกันทำซ้ำแล้วซ้ำอีก นางมิยักรู้ว่าเทียนอวี่ถักผมเป็น 
      เขาเล่าต่อ “ข้ามิรู้ว่าทำได้เช่นไร แต่ในที่สุดข้าก็ถึงยอดเขานั้น เจ้าคิดว่าข้าพบเห็นสิ่งใด”
      “ข้าไม่รู้” อาเหยาตอบ
      “ข้าเห็นรังนก”
      “รังนก?”
      “ใช่ รังนกมากมายหลบซ่อนอยู่ในดอกไม้และต้นผลไม้นานาพรรณจากทั่วทุกสารทิศมากกว่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะรู้จัก พื้นที่ด้านหลังไกลออกไปสักหน่อยเป็นทะเลสาบมรกตใสดุจสระบัวใหญ่ ถ้าเดินเลาะไปจนสุดทะเลสาบนั้นจะเห็นว่าน้ำจากทะเลสาบไหลลงเป็นน้ำตกไปที่ภูเขาอีกด้านหนึ่ง ทุกอย่างช่างงดงามมากเสียยิ่งกว่าคำพูดของขอทานคนนั้น น่าเสียดายยิ่งนัก ที่เจ้ามิได้ตื่นขึ้นมาเห็น” เทียนอวี่จัดการผูกผมของนางด้วยผ้าผูกผมลายกิ่งฮวาผืนเดิม จัดความเรียบร้อยเล็กน้อย เขาพอใจและภูมิใจในฝีมือของตนมากทีเดียว
      “ข้าเดาว่าแผลเป็นที่หางตาของเจ้าคงได้มาจากเหตุการณ์ครั้งนั้น อย่าปิดบังข้าเลย” เทียนอวี่นิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะปัดให้เปียผมนั้นพาดข้ามไหล่ขวาของอาเหยาไป แล้วจับไหล่ให้นางหันมาหาตน เขาเห็นคนตรงหน้าแววตาสั่นไหว เขาเห็นความทุกข์ที่อยู่ในนั้นแล้วก็อยากจะเคาะหัวคนตรงหน้าเสียเหลือเกิน แต่โหลวเทียนอวี่ก็ได้แต่ถอนหายใจ เอื้อมไปรวบมือทั้งสองข้างของอาเหยามาจับไว้ ส่วนมือที่ว่างก็นำไปทัดปอยผมให้คนตรงหน้า เทียนอวี่เชยคางอาเหยาขึ้น ลูบแก้มของนางอย่างเบามือก่อนจะเอ่ย “โชคดีเหลือเกินที่หินก้อนนั้นลงมาบาดหน้าข้า มิใช่ตัวเจ้า”
      ใจอาเหยาเหมือนหล่นวูบลงไป จะเป็นอย่างไรถ้าวันนั้นตนเป็นต้นเหตุให้อาเหยาต้องเลือดตกยางออกมากกว่านี้ “แม้แต่เวลาที่ข้านอน ก็ยังทำให้เจ้าบาดเจ็บได้อีกหรือ ข้าหวังเหลือเกินว่าข้าจะร่วง...”
      ชั่วขณะนั้นที่อาเหยายังไม่ทันพูดจบ นางเห็นเพียงบางสิ่งวูบไหวก่อนที่สุรเสียงจะเงียบสงัด ความหวานจางๆของสุราผ่านจากริมฝีปากหยาบเข้ามายังริมฝีปากเล็ก ใบหูได้ยินเพียงเสียงกระดิ่งเล็กที่ห้อยอยู่ที่ชายคาบ้าน ดังเป็นจังหวะเนิบนาบเหมือนกับว่าพยายามให้หัวใจเต้นช้าลงมาบ้าง
      โหลวเทียนอวี่ถอนใบหน้าออกมา ปลายจมูกห่างกันเพียงเล็กน้อย เขามองลึกเข้าไปในดวงตาทั้งสองข้างของอาเหยาอย่างลึกซึ้ง
      “ถ้าวันนั้นมิได้มีเจ้าอยู่บนหลังข้า ข้าก็มิอาจหาเหตุผลที่ต้องยึดแง่งหินผาไว้ให้แน่น” เทียนอวี่ยิ้มอย่างอ่อนโยน “และทิวทัศน์ในวันนั้นคือเจ้าทั้งหมดที่ทำให้ข้าได้เห็น” 
      เขาผละออกห่างมาเล็กน้อย มองขึ้นไปยังท้องฟ้ากว้างเบื้องหน้า ทำให้อาเหยาต้องมองตามไป “ชีวิตของข้านั้นเป็นสีแดงฉานของเลือด และมืดมิดเสียยิ่งกว่ารูหนู แต่แม้ตอนที่เจ้าหลับใหลก็ยังทำให้ข้าได้เห็นสิ่งที่งดงามได้ถึงเพียงนั้น สว่างไสวได้ถึงเพียงนั้น ฉะนั้นแล้ว...
ต่อจากนี้ไปทุกวันข้าจะขอแบกเจ้าขึ้นหลังไปทุกๆที่ เจ้าจะยอมหรือไม่
      อาเหยายังคงมองท้องฟ้าเบื้องหน้า แต่กลับมองเห็นผิวน้ำกำลังสั่นระริกเพราะหยดน้ำอันอบอุ่นที่หยดลงไป คอของนางแสบเล็กน้อยแต่ก็ยังพยายามพูดออกมา “เจ้ามันตามืดบอด”
      เทียนอวี่หัวเราะลั่น ก่อนจะใช้แขนข้างหนึ่งโอบเอวนางไว้พร้อมยิ้มกว้าง
      “ข้ามองเห็นโลกนี้ได้ชัดขนาดนี้ก็เพราะเจ้า” อาเหยาหลับตาเพื่อไล่ทะเลสาบในทิวทัศน์เบื้องหน้าออกไป เอนหัวลงทับไหล่ขวาของคนข้างๆ แล้วเอ่ยคำถามเสียงแผ่ว
      “เสียใจหรือไม่ที่ข้ามิได้ตื่นขึ้นมาในตอนนั้น”
      “ข้าเสียดายแทนเจ้า แต่ข้ามิได้เสียใจ เพราะวันหนึ่งข้าจะพาเจ้าไปเห็นที่แห่งนั้น” เทียนอวี่ตอบน้ำเสียงนิ่ง
      “ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าข้าจะตื่นเมื่อไหร่น่ะหรือ”
      “ใช่”
      หญิงสาวถอนหายใจยาว นางไม่อาจรู้สึกมีความสุขไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว ถึงขนาดว่ากลัวตนจะหมดลมหายใจไปเสียดื้อๆ เพราะสวรรค์อาจจะอิจฉาที่นางมีความสุขได้ถึงเพียงนี้ อาเหยาจุมพิตเบาๆที่แผ่นหลังลายเมฆนั้นก่อนจะเอ่ยถาม
      “เทียน แม้ว่าข้าอาจจะไม่ได้เห็นทิวทัศน์เหล่านั้นไปชั่วชีวิต แต่ขอให้ข้าได้นอนลงบนหลังของเจ้าเป็นบางครั้งได้หรือไม่”
      เทียนอวี่ยิ้มตาหยี “ไม่แข็งหรือ”
      “ไม่สักนิด”แม้จะไม่ได้มีหลังคาคลุมอยู่เหนือหัว แต่แผ่นหลังนั้นที่อบอุ่นยิ่งกว่าใครคือบ้านที่ไม่ว่าสิ่งใดในโลกก็จะไม่แลกไปทั้งนั้น อาเหยายิ้มอ่อนหวานให้คนตรงหน้า เวลาผ่านไปเนิ่นนานจนท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี แสงจากดวงอาทิตย์สีส้มค่อยๆอาบไล้ร่างของคนคู่หนึ่งที่นั่งคุยกันไม่หยุดทดแทนช่วงเวลาเจ็ดปีที่ไม่ได้คุยกัน แต่ถึงแม้จะรู้ว่าเล่าอย่างไรก็คงไม่หมด บางครั้งทั้งคู่ก็จะหยุดมองวิวทิวทัศน์เบื้องหน้านิ่งๆ เพื่อเติมเต็มอะไรบางอย่างที่ไม่เชิงขาดหายไป เพียงแต่ยิ่งเติมก็ยิ่งอิ่มเอม
      จนในที่สุดเมื่อตะวันลับขอบฟ้า อาเหยาป้องปากหาว
      “ง่วงแล้วหรือ” เทียนอวี่ถามเสียงอู้อี้เพราะแก้มขวาของตนแนบอยู่กับตักของคนที่กำลังก้มมองลงมา เมื่อเห็นแอ่งน้ำคลออยู่ในดวงตาของนาง เขาจึงลุกขึ้นนั่ง ดึงให้อาเหยานอนทับอยู่ที่อกขวา ทั้งคู่ทอดสายตามองดวงจันทร์สีขาวที่กำลังเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆก่อนที่เทียนอวี่จะเริ่มขับร้องเพลงด้วยเสียงทุ้มละมุนหู มีเนื้อความเกี่ยวกับบ้านเล็กและกองไฟในฤดูหนาว
      อาเหยาแนบหูลงกับอกของชายที่นางรัก ฟังเพลงกล่อมที่คุ้นหูพลอยคิดว่าหากชาติหน้ามีจริง นางจะขอแบกคนๆนี้ขึ้นหลังไปทุกๆที่บ้าง
      เมื่อเพลงกำลังจะเริ่มใหม่เป็นรอบที่สาม อาเหยาค่อยๆหลับตาลง
      “จนกว่าจะได้พบกันอีกครั้ง ราตรีสวัสดิ์”

      ตำนานเล่าขานต่อกันมา จะมีชายบ้าแบกหญิงอัมพาตขึ้นหลังปีนขึ้นไปบนภูเขาต้องห้ามทุกๆครึ่งปี บนนั้นมีรังของกสุณาเทพนิสัยดุร้าย ชาวบ้านแถบนั้นเล่าว่าชายบ้าปีนขึ้นไปเพื่อขอร้องให้เทพเจ้าช่วยกัดกินร่างของหญิงอัมพาตให้เพื่อที่ตนจะไม่มีภาระอีกต่อไป แต่ไม่ว่าครั้งไหน เทพก็ไม่เคยยอมกิน ชายบ้าที่ผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าสติแตกทุกครั้งที่ลงมา เพราะเขาจะยิ้มกว้างและหัวเราะอย่างบ้าคลั่งโดยมีหญิงอัมพาตหลับใหลอยู่บนหลัง ชายบ้าทำเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าไปทุกๆครึ่งปี แต่ร่างกายที่ชราภาพลงเรื่อยๆ ทำให้เขายืดเวลาออกไปจากครึ่งปี เป็นหนึ่งปี เป็นสองปี สามปี จนสุดท้ายไม่รู้ว่าปีที่เท่าไหร่และเว้นห่างมากี่ปีแล้ว แต่วันหนึ่งชายบ้าก็แบกหญิงอัมพาตขึ้นหลังไปปีนภูเขานั้นอีกครั้ง หลังจากครั้งนั้นก็ไม่มีผู้ใดเห็นเขาและหญิงอัมพาตอีก ชาวบ้านบางคนเล่าว่าเขาคงจะพลัดตกลงมาจากภูเขาสูงชันนั้นตายไปแล้วเป็นแน่ บางคนบอกว่าสกุณาเทพคงจะรำคาญจนกินพวกเขาทั้งคู่ลงไปแล้ว
      ซึ่งคำบอกเล่าหลังนี้เห็นจะเชื่อได้มากกว่า เพราะถัดจากวันที่ชายบ้าปีนเขาขึ้นไปไม่กี่วัน ชาวบ้าวหลายคนยืนยันได้ว่าได้ยินเสียงหัวเราะของผู้หญิงกังวานใส เหมือนกับว่าสะใจที่ชายบ้าถูกกินไปพร้อมตน
     


SHARE
Writer
Khun_Waan
Writer
Love is Simple เรื่องสั้นที่เขียนไว้อ่านก่อนนอน ซึมซับความรักจากบรรยากาศในตัวอักษร

Comments