อาตี๋ของผม
                                     "เราทุกคนต่างเคยมี "ตี๋" เป็นของตัวเอง
                   "ตี๋" คือคนที่เราเคยแอบเก็บเขาไว้ใกล้ๆหัวใจ ไม่ว่าเขาจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม
                                       ในวันที่โลกและตัวเรายังเยาว์วัยกว่านี้
                                      "ตี๋" พาเราไปรู้จักความรู้สึกแปลกใหม่
                          ที่สร้างความสั่นไหวให้ใจเราได้อย่างที่เราไม่เคยรู้สึกมาก่อน
                                "ตี๋" ที่ยังคงเป็นความทรงจำส่วนลึกของเราเสมอ
                                   แล้วบางคราวเมื่อมีความเหงาพัดผ่านเข้ามา
                                          ภาพรอยยิ้มของ "ตี๋" เมื่อวันนั้น
                            ก็จะกลับมาค่อยๆ ชัดเจนและอบอุ่นขึ้นภายในใจของเรา"

                                      ...............................................

          ...พวกเรารุ้จักกันตอน ป.5 ครอบครัวเราย้ายไปอยู่ใกล้บ้านของเขา ซึ่งแถวนั้นมีบ้านของเพื่อนที่เรียนโรงเรียนเดียวกับเราอยู่ด้วย แล้วเพื่อนคนนั้นก็แนะนำให้เรารู้จักกัน อีกหลายปีต่อมาพอเรานึกย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้น เราถึงได้รู้ตัวว่าตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกันพวกเราก็แทบจะไม่เคยแยกห่างจากกันอีกเลย ในตอนนั้นถึงเราจะยังเรียนอยู่คนละโรงเรียนกัน แต่เราก็ไปหากันทุกวัน ออกไปเล่นด้วยกัน ไปเรียนพิเศษด้วยกันเพื่อจะสอบเข้าเรียน ม.1 ที่เดียวกันให้ได้
            
             แล้วในที่สุดสิ่งที่พวกเราพยายามมาด้วยกันก็ได้ผล เราสอบติดโรงเรียนนี้กันทั้งคู่แต่ไม่ได้อยู่ห้องเดียวกัน เลยกลายเป็นว่าต้องมาอยู่ห้องข้างๆกันแทน คราวนี้ยิ่งตัวติดกันเกือบ 24 ช.ม.เลย ขึ้นรถไปโรงเรียนด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน อยู่ชมรมเดียวกัน ช่วงระหว่างเรียนยังมีแอบโผล่หน้ามาส่องกันเป็นระยะๆอีก ในตอนนั้นเรากับเขายังเด็กเกินกว่าจะรู้จักคิดอะไรที่ลึกและไกลไปเกินกว่าคำว่า “เพื่อน”พวกเรารู้แค่ว่าการได้ตื่นมาเจอกันทุกวัน ได้เรียนได้เล่นด้วยกันทุกวันเท่านี้ก็มีความสุขมากแล้ว

             ช่วงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลงเริ่มขึ้นตอนประมาณ ม.2 เราคิดว่าน่าจะเริ่มจากฝั่งเพื่อนเขาก่อน อยู่มาวันหนึ่งเราก็เริ่มรู้สึกได้ถึงสายตาแปลกๆจากเพื่อนห้องเขาเวลาที่เราแวะไปหา บางทีก็มีคนทำเสียงจิ๊จ๊ะไปจนถึงมีเสียงวี๊ดวี๊วดังขึ้นมาเวลาที่มีใครมาเจอเราอยู่ด้วยกันหรือแค่เราบังเอิญเดินสวนกันตอนย้ายห้องเรียน ซึ่งเพื่อนเราก็จะงงๆ หน่อย ส่วนเพื่อนเขาจะหัวเราะกันคิกคัก และตัวเขาเองก็จะหน้าแดงนิดๆ หลบตาเราทำเป็นมองมองที่อื่น นั่นทำให้เราเริ่มรู้สึกแปลกๆ เหมือนหน้าตัวเองร้อนวูบวาบตามไปด้วย

             ตั้งแต่นั้นมาก็เหมือนโลกทั้งใบโดนจับตีลังกาพลิกกลับด้าน คราวนี้เวลาเดินสวนกันกันที่โรงเรียนหรือบังเอิญเจอกันตอนที่มีเพื่อนอยู่ด้วย เรากับเขาก็จะก้มหน้าก้มตารีบเดินสวนกันให้พ้นไปเร็วๆ หรือถ้ามีความจำเป็นต้องพูดกันก็จะพูดแบบกวนๆ ห้วนๆ แล้วรีบหนีให้ห่างจากกัน เพราะไม่งั้นเขาจะเริ่มหน้าแดงแล้วลามไปแดงทั้งคอทั้งหู ยิ่งถ้าเพื่อนๆไม่หยุดล้อเราเองก็จะพลอยหน้าแดงตามไปด้วยอีกคน พวกเราเลยทำเป็นหลบหน้าไม่เจอกันทั้งๆ ที่ตอนเช้าก็มาโรงเรียนด้วยกัน แล้วพอตกเย็นเลิกเรียนก็แอบมาดักหน้าโรงเรียนเพื่อกลับบ้านพร้อมกันทุกวันนั่นแหละ แล้วต่อให้พวกเราจะพยายามทำตัวห่างเหินกันแค่ไหนเวลาที่อยู่ในโรงเรียน แต่พอได้อยู่ด้วยกันแค่สองคนทุกอย่างก็จะกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งทันที

             พอถึงวันหยุดที่ต้องอยู่บ้าน หรือเวลาไปเรียนพิเศษหลังเลิกเรียน หรือเวลาไหนก็ได้ที่ไม่ได้อยู่กับเพื่อนทั้งห้องเราและห้องเขา พวกเราก็จะกลับมาตัวติดกันเหมือนที่เคยเป็นมาตลอด ออกไปกินข้าว ไปดูหนัง อ่านหนังสือ นั่งการบ้านอยู่ด้วยกัน ใช้เวลาร่วมกันสองคนเหมือนอยู่ในความฝัน เหมือนกับว่าคนอื่นๆ ไม่ได้มีตัวตนอยู่บนโลก เขาชอบนั่งมองเราทำโน่นนี่นั่นไปเรื่อยๆ จะมีบางครั้งที่เราบังเอิญเงยหน้าหรือหันมาเจอเขากำลังมองอยู่พอดี นั่นทำให้เราแทบจะหยุดหายใจ มีประกายบางอย่างในสายตาของเขาทำให้เรารู้สึกวูบไหวในใจ เรารู้เลยว่าหน้าเราต้องกำลังแดงอยู่แน่ๆ เพราะเราก็มองเห็นความแดงนั่นอยู่บนหน้าเขาเหมือนกัน เราอยากให้เวลาทั้งหมดหยุดลงแค่ตรงนั้น อยากให้มีแค่พวกเราอยู่กันสองคนแบบนั้นเรื่อยไป

             พวกเราหลบหลีกการโดนเพื่อนล้อแบบนี้มาได้พักใหญ่ จนเพื่อนๆ มันเลิกแซวกันไปเอง แต่เราจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าพวกเขาหยุดกันไปตอนไหนยังไง เพื่อนสนิทของเรามาเล่าให้ฟังทีหลังว่า พอมาถึงจุดหนึ่ง ทั้งเราทั้งเขาดูนิ่งขึ้นไม่ค่อยออกอาการเขินอาย เวลาเจอกันก็ชอบยืนคุยกันนานๆ ไม่ค่อยใส่ใจเสียงล้อเสียงแซวของเพื่อนๆ ไม่แกล้งทำเป็นหลบหน้ากันอีก บางครั้งเหมือนตั้งใจเดินมาหากันด้วยซ้ำ ที่สำคัญเวลาเพื่อนๆ มองมาที่พวกเรา ทุกคนจะรู้สึกประมาณแบบ “เออ...มึงเป็นแฟนกันจริงๆแล้วล่ะ พวกกูเลิกแซวก็ได้!”

             ในตอนนั้นถ้าใครได้เห็นเรากับเขาก็อาจจะคิดเหมือนพวกเพื่อนๆ ของเราว่าเด็กสองคนนี้คงจะเป็นมากกว่าเพื่อนกัน แต่เอาจริงๆ ตัวเราเองก็ยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเราสองคนอยู่ในสถานะอะไรกันแน่ เพราะเรายังไม่เคยบอกรัก ไม่เคยให้ดอกไม้ ไม่ได้มีช่วงเวลาที่ขอเป็นแฟนกัน เอาแค่มองหน้ากันตรงๆ ให้ถึงหนึ่งนาทีได้นี่ก็ลำบากมากแล้ว รู้สึกเลยว่าหัวใจสั่นและเต้นแรงจนกลัวตัวเองหัวใจวายลงเดี๋ยวนั้น ยิ่งถ้ามีมือหรือส่วนหรือร่างกายส่วนอื่นใดบังเอิญแตะโดนกัน แต่ละคนก็จะเขินจนหน้าแดง แดงไปหมดทั้งหน้าทั้งหู แดงไปทั่วตัวจนทำอะไรไม่ถูก เราสองคนเลยไม่เคยกล้าที่จะทำอะไรมากเกินไปกว่านี้เลย ในตอนนั้นแค่การได้มีอีกคนอยู่ใกล้กันแบบนั้นก็เป็นความรู้สึกที่ดีอย่างบอกไม่ถูกแล้ว พวกเราแค่อยากจะนั่งเงียบๆ อยู่ด้วยกันอย่างนั้นเรื่อยไปจนถึงวันสุดท้ายของโลก แต่ก็เหมือนที่คนเขาชอบพูดกันนั่นล่ะนะ เรื่องราวดีๆ มักจะอยู่กับเราได้ไม่นานหรอก

             การที่เรื่องราวทุกๆ อย่างเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในตอนนั้น ส่วนหนึ่งเราคิดว่าคงมีสาเหตุมาจากตัวเราเองด้วย ที่จริงแล้วเราก็รู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ แต่เราก็ไม่ได้พยายามทำอะไรกับมันเลย ในตอนนั้นเป็นช่วงเทอมแรกของชั้น ม.ปลาย ปัญหาความไม่ลงรอยกันระหว่างพ่อกับแม่เราที่สะสมมาหลายปีเริ่มปะทุออกมาให้เห็น บ้านไม่ใช่สถานที่ที่น่าอยู่อีกต่อไป เราเลยหาทางออกด้วยการทำกิจกรรมที่โรงเรียนให้มากขึ้น เพื่อจะได้เจอเพื่อนกลุ่มใหม่ๆ ได้ใช้เวลาไปกับคนใหม่ๆ เรื่องใหม่ๆ มากขึ้น และจะได้มีเวลาที่ต้องอยู่กับตัวเองหรืออยู่ในบ้านน้อยลง แต่นั่นก็ทำให้เรากับเขาได้เจอกันน้อยลงไปด้วย เพราะนาฬิกาชีวิตของพวกเราเริ่มจะเดินไม่ตรงกันอีกต่อไป

             พอขึ้น ม.5 สถานการณ์ระหว่างเราที่แย่อยู่แล้วก็ดูจะแย่ลงไปกว่าเดิม พ่อแม่เราแยกทางกันทำให้เราต้องย้ายบ้าน และเรากับเขาต้องห่างกันมากยิ่งขึ้นไปอีก เรากลับไปเจอเขาบ้างแต่ก็ไม่ได้บ่อยเท่าที่ใจเราอยากให้ไป เราจะไปหาเขาเฉพาะตอนที่เราคิดถึงเขามากจนไม่ไหวแล้วจริงๆ เท่านั้น ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่เราเริ่มรู้สึกลำบากใจเวลาอยู่ใกล้เขา ทุกครั้งที่เขามองมาเรารู้ว่าเขารู้และเป็นห่วง แต่เราก็กลัวว่าความเข้มแข็งของเราจะมีไม่พอ ความเจ็บปวดทั้งหมดที่เราแบกไว้จะต้องพังถล่มลงมาทับเราแน่ถ้าเพียงแต่เขาถามขึ้นมา ปัญหาของเรายังใหม่เกินไป แผลของเรายังสดเกินไป เราไม่อยากให้เขาเห็นตอนเรากำลังอ่อนแอและบาดเจ็บ แต่มันยากมากเลยที่จะแกล้งทำเป็น "ไม่เป็นไร" ต่อหน้าคนที่รู้จักเราดีพอกันกับที่เรารู้จักตัวเอง เราเลยเลือกมาเจอเขาให้น้อยลง

             เมื่อถึง ม.6 ทุกอย่างก็มาไกลเกินกว่าจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้ว เรากลายเป็นเด็กกิจกรรมที่มีเพื่อนมากมาย ทั้งรุ่นพี่ที่จบไปหรือรุ่นน้องเข้ามาใหม่จะต้องมีคนคุ้นหน้าเรา หรืออย่างน้อยก็ต้องเคยร่วมงานกับเราในกิจกรรมอะไรสักอย่าง เรื่องเรียนเราไม่ได้ทิ้งไปทั้งหมด แต่เราเรียนแค่พอให้สอบผ่าน เพราะจะได้เอาเวลาไปทุ่มเทกับกิจกรรมและการทำงานให้โรงเรียน เราหยุดตัวเองไม่ได้ เราทำงานหนักเพื่อที่จะได้อยู่ท่ามกลางแสงสว่างและความเคลื่อนไหวตลอดเวลา เพราะเรากลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับความรู้สึกว่างโหวงในหัวใจตัวเอง เราไม่อยากตกลงไปอยู่ในก้นหลุมแห่งความเศร้าที่มืดมนนั่นอีกแล้ว

             ในระหว่างที่เรากำลังดิ้นรนหาทางหนีจากหลุมดำในใจตัวเองอยู่นั้น เขาก็ยังมั่นคงและค่อยๆ ก้าวไปตามทางที่ตัวเองฝัน มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เขาพยายามจะเข้าหาเรา พยายามทำความเข้าใจว่าทำไมเราถึงเปลี่ยนไป แต่คนแย่ๆ อย่างเราก็เอาแต่หนี พอเขาแน่ใจว่าไม่มีทางที่จะดึงเรากลับมาได้แล้ว เขาก็ค่อยๆ ห่างออกไป แล้วจมหายไปกับตำราเรียนและการเตรียมสอบ ในที่สุดเราก็แยกจากกันไปทั้งอย่างนั้น แม้แต่ในวันสุดท้ายคำอำลาระหว่างเราก็ยังเป็นคำบอกลาตามมารยาทเหมือนเพื่อนร่วมรุ่นคนอื่นๆ เขาได้เรียนในที่ที่เราสองคนเคยหวังว่าจะได้ไปใช้ชีวิตในมหาลัยอยู่ด้วยกัน ส่วนเราก็กลายเป็นคนที่ผิดสัญญาและฉีกเส้นทางชีวิตของตัวเองออกมาอีกทางหนึ่ง และตั้งแต่วันนั้นจนมาถึงวันนี้ วันที่กำลังนั่งลงเขียนเรื่องนี้อยู่ เราก็ยังไม่เคยได้รู้เลยว่าเขาคนนั้นกำลังไปทำอะไรอยู่ที่ไหน

             ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้ เราไม่เคยเขียนอะไรได้ยาวเท่านี้มาก่อนเลย การได้ดูซีรี่ส์ "อาตี๋ของผม" ทำให้เราย้อนนึกถึงชีวิตในวัยเรียนของตัวเอง มันไม่ใช่ซีรี่ส์ที่ดีที่สุดแต่มันส่งผลต่อความรู้สึกเราที่สุด ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีอะไรใกล้เคียงกันกับเรื่องของเราเลย ในวันที่ความรู้สึกเก่าๆ กลับมาเอ่อล้นและชัดเจนแบบนี้ เราเลยอยากบันทึกเรื่องราวของเรากับเขาเอาไว้ ก่อนที่ทุกอย่างจะจมลงไปเป็นแค่ความทรงจำที่ลางเลือนอีกครั้ง
SHARE

Comments