5 Foods for Ego 5 อาหารทิพย์ปลูกอีโก้ในตัวคุณ
1. ความคิด : การวิพากษ์ ตัดสิน บ่นว่า เปรียบเทียบ กับผู้อื่นไม่ว่าจะทางวาจา หรือแค่คิดอยู่ในใจล้วนแต่เป็นตัวเสริมให้อีโก้ของเรานั้นแข็งแกร่งมากขึ้น

2. ร่างกาย : การยึดติดในร่างกาย หลงใหลในรูปร่างที่ดีของตัวเอง ถ่ายรูปโชว์ซิกซ์แพ็คตัวเอง หรือกังวลว่าตัวเองกำลังอ้วนไป ผอมไป เหล่านี้ล้วนแต่เป็นสัญญาณบอกแล้วว่าอีโก้กำลังเข้าครอบงำตัวคุณ

3. อารมณ์ / ความรู้สึก : ความรู้สึกรัก โกรธ เกลียด ชอบ ไม่ชอบ กังวล หงุดหงิด ไม่สบายใจ เรามักคิดว่าเป็นเราที่กำลังรู้สึกอย่างนั้น แต่เมื่อมองลึกเข้าไปจะเห็นว่าอีโก้ต่างหากที่กังวลบงการอยู่เบื้องหลัง อาทิ เรารักรถของเราเพราะอะไร มองให้ลึกๆ ก็จะเห็นว่าเราเกลียดคนๆนี้เพราะอะไร มองให้ลึกเข้าไป ความเกลียดนี้มาจากคนๆนี้ทำให้เรารู้สึกด้อยกว่า ทำให้ตัวอีโก้ในตัวเราหดเล็กลงจนต้องออกมาแสดงอารมณ์อื่นๆ เพื่อปกป้องไม่ให้อีโก้นั้นหายไป

4. สิ่งของ : นับเป็นสิ่งแสดงอีโก้ยอดนิยม ไม่ว่าจะรถ บ้าน กระเป๋า รองเท้า นาฬิกา โทรศัพท์ ฯลฯ ทุกสิ่งที่เราเติมคำว่า "ของฉัน" ห้อยท้ายไว้ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เราเอาอัตตาเข้าไปครอบงำอย่างสมบูรณ์ หากรถคันหนึ่งถูกเฉี่ยว เราย่อมไม่รู้สึกอะไร แต่เมื่อ รถ"ของฉัน" ถูกเฉี่ยวกลับสร้างความเจ็บปวดให้เราได้มากมาย ทั้งๆ ที่เป็นวัตถุสิ่งเดียวกัน..กรณี "กราบรถกู" เป็นเคสศึกษาที่ชัดเจนมากของการที่อีโก้เข้าครอบงำโดยสมบูรณ์ เขาขาดไร้จิตสำนึกและสติโดยสิ้นเชิง เหลือไว้แต่อีโก้ตัวเป้งๆ สิงสถิตย์อยู่ในตัวราวกับผีห่าซาตาน ในทุกๆการช้อปปิ้งล้วนแต่เป็นการซื้อเพื่อให้เราขยายอัตตาให้ยิ่งใหญ่ สิ่งของที่เราครอบครองไว้ เมื่อมองให้ลึกเข้าไปก็จะเห็นว่าที่บอกว่าของมันต้องมี ก็เพื่อมีไว้ยกตัวเองให้สูงขึ้น อีโก้จะรู้สึกดีขึ้น แต่ก็เพียงชั่วครู่ชั่วยาม จนกระทั่งเมื่อเห็นว่าคนอื่นมีสิ่งที่ดีกว่า สวยกว่า ใหม่กว่า อีโก้ก็จะเรียกร้องให้เราเกิดความต้องการอยากครอบครองสิ่งนั้นอีกครั้ง วนเป็นลูปแบบนี้เรื่อยไป 

5. บทบาทหน้าที่ : ด้วยหน้าที่การงานของหลายคนนั้นมักส่งเสริมให้อีโก้เพิ่มกำลังได้ไม่ยาก เช่น อาชีพที่มีอำนาจอย่างตำรวจ อาชีพที่มีคนนับถือมากๆ อย่างหมอ หรืออยู่ในตำแหน่งสูงๆ อย่างผู้บริหาร เมื่อทุกอย่างเป็นใจให้อีโก้เบ่งบาน พวกเขาก็จะเสพติดในอำนาจ การนับหน้าถือตาเหล่านั้น กระทั่งหากมีอะไรเปลี่ยนแปลงไป หรือมีสัญญาณอันตรายที่สั่นคลอนความมั่นคงของอีโก้ ก็จะเกิดพฤติกรรมรุนแรง เช่น ทำโทษทางวินัยผู้ที่กระด้างกระเดื่อง ไล่ออกลูกน้องที่คิดต่าง หรือหมอที่หลงในความสามารถของตัวเอง และคิดว่าทุกอย่างควบคุมได้กระทั่งเมื่อคนรักไม่เป็นดั่งใจก็เกิดความไม่พอใจจนทำสิ่งรุนแรงแบบที่เป็นข่าวอยู่บ่อยๆ

6. ปมภายในใจ : ปมในวัยเด็กก็มีส่วนกระตุ้นให้อีโก้ทำงานเช่นกัน เช่น เด็กน้อยที่ถูกทิ้งให้รอคอยไม่มีใครสนใจคอยป้อนนม เปลี่ยนผ้าอ้อมให้ เมื่อโตขึ้นอาจจะมีความรู้สึกเจ็บปวดมากเป็นพิเศษเมื่อทำให้รู้สึกถูกทิ้งขว้าง ไม่สนใจ เช่น คนรักมาสายไป 5 นาที ก็อาจสร้างความเจ็บปวด จนระเบิดอารมณ์ออกมา ซึ่งเป็นการป้องกันตัวของอีโก้ที่รู้สึกว่ามีคนละเลย ไม่ให้ความสำคัญ ก็จะโต้ตอบด้วยอารมณ์ต่างๆ ที่น่าสนใจคือเรามักจะเลือกผู้คนที่เกี่ยวข้องกับปมภายในใจของเรามาอยู่รอบข้าง เช่น คนที่เติบโตมาในบ้านที่ใช้ความรุนแรง กลับเลือกคู่ครองที่ซ้อมเช้าเย็น คนที่โตมาในบ้านที่ขาดความอบอุ่น เลือกคบกับคนที่เย็นชา ไม่แสดงความรู้สึกเป็นต้น

ท้ายที่สุด สิ่งที่ขับดันให้อีโก้แสดงตัวออกมานั้น ล้วนแล้วแต่มาจาก "ความกลัว" กลัวถูกลืม กลัวไม่ใช่คนสำคัญ กลัวไม่เก่งเท่าเขา หากเมื่อไรที่คุณเกิดความรู้สึกกลัว หรือกังวล ให้รู้ไว้เถิดว่าอีโก้ หรืออัตตากำลังเข้าควบคุมคุณเสียแล้ว

ส่วนจะทำยังไงเพื่อเป็นการสลายอัตตา..รอบหน้าจะมาเฉลย :)

เนื้อหาจากหนังสือ A New Earth โดย Eckhart Tolle
https://www.amazon.com/New-Earth-Awakening-Purpose-Selection/dp/0452289963

ถอดบทเรียนจากวิชาธรรมชาติแห่งโลกและชีวิต โดย ดร.ศักดิ์ชัย อนันต์ตรีชัย ป.โท คณะจิตตปัญญา ม.มหิดล
SHARE
Writer
pimmier
Moment collector
คุยเรื่องปรัชญา ศาสนา การรู้จักตัวเอง สติ ความฝัน และความคิดที่วาบขึ้นมาระหว่างวัน

Comments