ตั้งคำถามแบบไหนถึงจะเจอคำตอบ
ในการลงทุนของพวก Venture Capital (VC) จะมีส่วนที่ต่างจากการลงทุนในหุ้นทั่วๆไป ในการลงทุนในหุ้นเมื่อคุณซื้อหุ้น คุณมีทางเลือก 3 อย่างคือ ซื้อหุ้นเพิ่มอีก ถือหุ้นไว้เท่าเดิม หรือขายทิ้ง(ทั้งหมดหรือบางส่วน) แต่สำหรับ VC จะมีเพียง 2 ทางเลือกคือ ซื้อเพิ่ม(ถ้าเขาให้ซื้อ) หรือถือหุ้นต่อไป  

เนื่องจากธุรกิจที่พวก VC จะเข้าไปลงทุนก็คือธุรกิจที่เพิ่งเริ่มก่อตั้งหรือก็คือพวกสตาร์ทอัพ ฉะนั้นจึงหาคนมาซื้อกิจการพวกนี้ต่อได้ยาก ถ้าพวกเขาลงทุนถูกตัว พวกเขาก็จะได้รับผลตอบแทนมหาศาล กลับกันถ้าพวกเขาลงทุนผิดตัวแล้วล่ะก็ พวกเขาต้องทนดูเงินก้อนนั้นค่อยๆหายไป จะซื้อเพิ่มก็ไม่ได้ จะขายทิ้งก็ไม่มีใครเอา ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องไม่ฉลาดนักถ้าจะต้องลงเงินก้อนเดียวเพื่อวัดดวงกับธุรกิจสตาร์ทอัพ

ปัญหาที่เลี่ยงไม่ได้ของพวก VC คือ มีโอกาสที่จะลงทุนผิดตัว บางครั้งชีวิตเราก็เหมือนกับพวก VC เช่นกัน เราต้องเจอกับปัญหาบางอย่างที่ไม่สามารถเลี่ยงได้  

สมมติคุณซื้อบ้านมาหลังหนึ่งที่เราเลือกมาอย่างดี คุณจ่ายเงินก้อนโตเพื่อให้ได้บ้านหลังนั้นมา คุณเข้าไปอยู่อย่างมีความสุขกับครอบครัว วันดีคืนดีมีเพื่อนบ้านมาใหม่ที่นิสัยแย่ สร้างความเดือดร้อนให้กับคุณแทบทุกวัน เพื่อนบ้านเปิดเพลงเสียงดังทุกคืน ปล่อยให้หมาสร้างความสกปรกให้กับบ้านของคุณ คุณขอร้องให้เพื่อนบ้านช่วยหยุดสร้างปัญหา แต่เหมือนเขาจะไม่มีท่าทีจะหยุด

ถ้าไปขอคำแนะนำจากบางคน เขาอาจจะบอกว่าให้คุณย้ายบ้านไปสิ เอ่อ จะบอกว่าถูกก็ได้ แค่ย้ายบ้านซะ ก็ไม่เจอมันแล้ว

แต่คุณอาจจะคิดในใจว่า "มึงพูดง่ายมากเลยนะ กูไม่ได้มีตังค์ขนาดนั้น" 

หรือถ้าเป็นเรื่องงาน คุณทำงานทุกวันๆจนเริ่มรู้สึกเบื่องาน แต่คุณก็รู้ตัวว่าค่าใช้จ่ายตอนนี้เยอะมาก ถ้าไปที่ใหม่ไม่แน่ใจว่าจะได้เยอะกว่าเดิมรึเปล่า คุณบ่นให้เพื่อนฟังทุกวันๆ จนเพื่อนถามว่า "แล้วทำไมมึงไม่ออก"  

คุณจะตอบอะไร หรือจะเป็น "กูไม่ออก ออกแล้วกูจะเอาอะไรแดก" 

พวกนี้ถือเป็นตัวอย่างปัญหาที่เราไม่สามารถเลี่ยงได้ด้วยวิธีง่ายๆ มันคือปัญหาที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่จะแก้ด้วยวิธีกำปั้นทุบดิน 
การมีปัญหายากๆที่แก้ไม่ได้ซักทีเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวและน่ารำคาญอย่างมาก คุณจำเป็นต้องหาวิธีแก้ไขมัน แต่จะใช้วิธีไหน

เริ่มแรก คุณต้องตั้งคำถามให้ถูกซะก่อน แล้วแบบไหนล่ะคือคำถามที่ถูก

ถ้าคุณเจอปัญหาเพื่อนบ้านตัวปัญหา แทนที่คุณจะถามว่า ฉันควรจะทำยังไงดี คุณต้องเปลี่ยนเป็น "ฉันสามารถทำอะไรได้บ้าง" 

คุณแค่เปลี่ยนจาก Should (What should I do?) เป็น Could (What could I do?) เท่านี้ ความคิดก็จะเริ่มไหลเข้ามา
 
Francesca Gino อาจารย์จาก Harvard Universty ได้ทำการทดลองตั้งคำถามที่ตอบได้ยากอย่างเรื่องศีลธรรมกับคนสองกลุ่ม โดยให้กลุ่มหนึ่งตั้งคำถามว่า "ฉันควรทำยังไง" ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งตั้งคำถามว่า "ฉันสามารถทำอะไรได้บ้าง" 

เธอพบว่า กลุ่มที่ตั้งคำถามว่า "ฉันสามารถทำอะไรได้บ้าง" สามารถหาคำตอบได้สร้างสรรค์กว่า การตั้งคำถามว่า "ฉันควรทำยังไง" จะทำให้ความคิดแคบลง มันจะทำให้เราเห็นคำตอบไม่กี่อย่าง การใช้คำว่า ควร มันก็จะแสดงแต่คำตอบที่อยู่แต่ในกรอบเดิมๆเท่านั้น

การตั้งคำถามว่า “ฉันสามารถทำอะไรได้บ้าง” จะทำให้เราเค้นทุกวิธีที่เราสามารถทำได้ออกมา คุณอาจจะคิดว่า แล้วถ้าสิ่งที่เราทำได้มันเล็กน้อยเกินกว่าที่จะแก้ปัญหาได้ล่ะ นั่นไม่เป็นปัญหา สิ่งที่เราต้องการคือ ความคิดที่หลากหลายแม้ว่ามันจะเป็นสิ่งเล็กๆ ก็ตาม 

เราไม่จำเป็นต้องได้วิธีที่ได้ผลตั้งแต่ทีแรก เราแค่ต้องการความคิดซักอย่างหนึ่งที่ผลักดันให้เราเริ่มทำการแก้ไข ซึ่งคุณจะไม่สามารถมีความคิดที่หลากหลายได้เลย ถ้าคุณตั้งคำถามว่า “ฉันควรทำอะไร”

สำหรับผมการตั้งคำถามว่าควรทำอะไร ผมพบว่าผมได้แต่คำตอบเดิมๆที่อยู่ในกรอบ สมมติถ้าคุณมีปัญหากับครอบครัวของคุณ พ่อแม่ไม่ฟังสิ่งที่คุณพูดหรือไม่สนับสนุนสิ่งที่คุณทำ คุณลองถามตัวเองดูสิว่า “เราควรทำยังไงดี” 

คำตอบที่ได้อาจจะเป็นก้มหน้าก้มตายอมรับเพราะเราควรเชื่อฟังพวกท่าน เราไม่ควรเถียงเพราะจะทำให้เกิดปัญหาทะเลาะในครอบครัว เราควรจะทำตามที่พวกท่านบอกเพราะพวกท่านมีประสบการณ์มากกว่า 

แล้วถ้าตั้งคำถามว่า “เราสามารถทำอะไรได้บ้าง” ล่ะ 

ถ้าคุณอยากเป็นนักร้อง แต่พ่อแม่ไม่สนับสนุน คุณลองถามตัวเองถึงสิ่งที่คุณทำได้ดูสิ คุณอาจจะทำได้แค่เริ่มซ้อมเล็กๆน้อยๆ ไปก่อน จากนั้นพอเริ่มมั่นใจคุณก็อาจจะแอบไปประกวดซักรายการหนึ่ง คุณก็จะได้รับคำวิจารณ์ตรงๆเพื่อนำไปคิดต่อ

ผลลัพธ์จากการที่คุณเริ่มทำจะบอกคุณเองว่าคุณต้องไปทางไหน


เมื่อเดือนมกราคม 2009 กัปตัน Chesly B. "Sully" Sullenberger จากสายการบิน   USAirways ได้บังคับเครื่องบินออกจากสนามบิน La Guardia จู่ๆเกิดเหตุบินชนกับฝูงนก ทำให้เครื่องยนต์เสียหาย

Sully และผู้โดยสารอีก 155 ชีวิตมีเวลาเพียงเล็กน้อยที่จะต้องหาที่ร่อนลงสู่เมืองที่มีแต่ตึกสูงใหญ่

กัปตันส่วนใหญ่ทำตามขั้นตอนที่ฝึกมาและพยายามหาสนามบินที่ใกล้ที่สุดเพื่อนำเครื่องลง และ Sully ก็ทำตามแผนฉุกเฉินนั้น (นั่นคือควรทำอย่างไร) แต่ไม่เพียงเท่านั้น เขายังคิดด้วยว่า เขาสามารถทำอะไรได้บ้าง

กัปตัน Sully ตัดสินใจนำเครื่องร่อนลงแม่น้ำ Hudson

ผลสุดท้าย ทุกคนรอดชีวิต

ถ้ากัปตัน Sully มัวแต่คิดว่าควรทำอย่างไร เขาคงไม่พบวิธีร่อนลงแม่น้ำและอาจเกิดโศกนาฏกรรมก็เป็นได้ ดังนั้นเมื่อเราเจอปัญหายากๆที่ต้องแก้ในทันที ควรจะตั้งคำถามให้ถูกเพื่อเปิดรับความคิดให้ได้มากที่สุด 

ย้อนกลับไปข้างต้น แม้ว่าปัญหาของเหล่า VC คือความเสี่ยงในการสูญเงินที่ลงไปทั้งก้อน แต่ด้วยการทำงานของพวกเขาสามารถลดความเสี่ยงไปได้ นั่นคือพวกเขาไม่ได้รออยู่เฉยๆให้เงินมันค่อยๆหายไปกับตา แต่พวกเขาจะเข้าไปคุยกับเจ้าของธุรกิจนั้นๆเพื่อช่วยกันหาทางออก วิธีที่ว่าก็มีทั้งการให้ทุนเพิ่มและให้คำแนะนำ หรือไม่ก็ช่วยหา connection เพิ่มเพื่อเพิ่มฐานลูกค้า หรือแม้กระทั่งลดบทบาทของเจ้าของธุรกิจแล้วหาคนที่เหมาะสมกว่ามาบริหารแทน 

วิธีไหนที่สามารถยันธุรกิจไม่ให้เจ๊งได้ พวกเขาพร้อมจะใช้วิธีนั้น

ปัญหาที่แก้ได้ยากอาจจะเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานานก็ได้ เท่าที่ผมรู้สึก หลายๆคนใน Storylog จะมีปัญหาเรื้อรังกันหลายคนก็เลยหาที่ระบายความรู้สึก (เอ่อ เน้นอีกทีว่าเท่าที่รู้สึกนะครับ) ความจริงคุณอาจจะกำลังตั้งคำถามผิดกันอยู่ก็ได้  

ลองเปลี่ยนคำถามดูสิ คำตอบอาจจะเปลี่ยนก็ได้ 

และถ้าได้คำตอบ ก็อย่าลืม

ลงมือทำด้วยนะครับ





ข้อมูลอ้างอิง : https://hbr.org/2018/04/when-solving-problems-think-about-what-you-could-do-not-what-you-should-do


SHARE
Writer
Stikpost
Readaholic / INFJ
กอบโกยความรู้ให้มากแล้วแบ่งใหักับผู้อื่น

Comments