ยิ้มให้...ไม่ได้แปลว่าชอบ
    สวัสดีนักอ่านทุกๆท่าน เราเชื่อว่าทุกๆคนที่เข้ามาอ่านในบทความนี้ต้องมีคนที่เกลียดเรามากๆและคนที่เราเกลียดเขามากๆเหมือนกับเรา แน่นอน... เรื่องนี้อาจจะถูกเขียนขึ้นในความรู้สึกที่แตกต่างจากบทความก่อนๆของเรา

    เรื่องมันเริ่มขึ้นเมื่อสมัยตอนที่เราเริ่มขึ้นมัธยมปลาย เนื่องจากว่าเราเคยลาออกไปแล้วครั้งหนึ่ง เพราะต้องไปสอบที่อื่น แต่ทว่าเราดันไม่ติดซะอย่างนั้น เราจึงต้องกลับมาที่เดิมและทำการสมัครใหม่ 

    พอวันเปิดเทอม เราก็ได้เข้าไปอยู่ในห้องเรียนใหม่ สังคมใหม่ๆ และเจอเพื่อนใหม่ๆ ทุกคนในห้องล้วนมาจากต่างสถานที่ ซึ่งเรายินดีที่ได้รู้จักกับเพื่อนทุกๆคนมากๆ วันนั้นเองที่เราได้พบเจอเพื่อนคนนี้... คนที่ทำให้เราไม่อยากยุ่งด้วยแบบสุดๆ

    เราได้เป็นหัวหน้าห้อง ซึ่งตอนนั้นเรารู้สึกไม่ค่อยยินดีเท่าไร เพื่อนเราอีกคนจึงอาสาที่จะช่วยดูแลเรื่องงานเอกสารให้ และเราก็รับหน้าเป็นหัวหน้าห้องไป เราก็ตอบตกลงไป

    เราไม่ได้อยากจะอวยตัวเองให้ดูเป็นคนเก่ง คนฉลาดอะไร แต่ถ้าเทียบกับคนในห้องแล้ว... เอาเป็นว่าพวกคุณน่าจะเข้าใจ อย่าให้เราต้องพูดมันออกมาเลย เป็นที่่่รู้ๆกันว่าที่เมืองไทย ในการศึกษาไทย ใครที่เก่งๆหัวกะทิในห้อง เพื่อนจะมาขอลอกการบ้านและข้อสอบ...

    เราเป็นหนึ่งในนั้นที่โดนขอลอก... การบ้านก็ด้วย ใช่ ข้อสอบก็เช่นกัน มีเหตุการณ์อยู่ครั้งหนึ่ง ที่เราโดนลอกข้อสอบจากเพื่อนคนนี้ ซึ่งเราเป็นคนจำพวกที่ว่าให้ใจทุกคนเต็มร้อยเท่ากัน ไม่ว่าใครผู้ใดที่เราเกลียด ถ้าเขาขอความช่วยเหลือ เราก็จะให้แบบเต็มร้อยเช่นเดียวกับที่ให้คนที่เราชอบหน้า...

    เรื่องนี้มันเกิดขึ้นตอนที่เราสอบเก็บคะแนนวิชาหนึ่ง ครูวิชานี้ค่อนข้างเคร่งเรื่องการทำข้อสอบ นั่นทำให้เราค่อนข้างกลัวที่จะเปิดข้อสอบและหันไปบอกคำตอบเพื่อนคนนั้น และอีกอย่างที่สำคัญ ครูคนนั้น เขาจ้องแต่เราคนเดียว...

    เราหันไปไม่ได้ จนถึงเวลาส่งกระดาษคำตอบ พอเราส่งคำตอบแล้วหัััััััััันไปมองหน้าเพื่อนคนนั้นด้วยความรู้สึกผิดที่ช่วยอะไรไม่ได้เลย แต่เพื่อนคนนั้นกลับมองกลับมาด้วยสายตาที่เกลียดแค้นเรา

    ตอนนั้นเราไม่รู้จะพูดยังไงดี เราจึงปล่อยให้เรื่องมันผ่านไป จนมาถึงการสอบอีกครั้งหนึ่ง...

    สอบครั้งนี้เป็นการสอบกลางภาค ซึ่งเราไม่อยากให้เพื่อนลอกเวลามีการสอบใหญ่ เราจึงทำได้แต่นอนรอเวลา ท่ามกลางการส่งเสียงกระซิบเรียกของเพื่อนๆ มันเป็นการสอบที่สุดแสนทรมาณ อาจด้วยความที่เราเป็นคนชอบช่วยเหลืออยู่แล้ว เจอแบบนี้ ใจอยู่ไม่นิ่งเลย...

    หลังจากสอบเสร็จ ก็ได้เวลารับผลสอบ สภาพคะแนนแต่ละคนออกมา ทุกคนต่างกุมขมับกับคะแนนของตัวเอง คนที่ผ่านหมดก็ดีใจ ส่วนคนที่ตกก็ต้องเรียนเก็บเวลาเรียนเพิ่ม เพื่อนคนนั้นก็
เหมือนกับคนส่วนใหญ่ที่คะแนนไม่ดีีบ้าง ตกบ้าง นั่นอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาเกลียดเรา

    เหตุการณ์ที่ทำให้เราเกลียดเขามันก็มีเช่นกัน พอเราสอบได้คะแนนดีหรือได้รับคำชมจากครู เพื่อนคนนี้ก็จะหันไปพูดกับเพื่่อนคนอื่นๆว่า
สร้างภาพว่ะ
    อันที่จริง คำที่พูดมันรุนแรงกว่านี้ แต่เอาเป็นว่าคำนั้นความหมายตรงกับข้อความข้างบน คุณผู้อ่านลองคิดดูเองละกัน เราเริ่มเกลียดเพื่อนคนนี้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
เราเป็นคนเกลียดคนยากมาก
    แต่ละคำพูดที่มันพูดแขวะพูดแซะมา เรานี่อยากจะย้อนกลับไปมากๆ แต่ก็กลัวจะมีปัญหาแล้วเรื่องจะบานปลาย เรายังอยากใช้ชีวิตแบบสงบสุขอยู่ ถึงเราจะเป็นคนเงียบๆที่ดูไม่ทันคน ยิ้มแย้มให้กับทุกคน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่เราก็มีความรู้สึก ยังมีความคิดของตัวเองอยู่ 

    ทุกวันนี้ เรายังคงยิ้มให้กับเพื่อนคนนี้ ถึงคนเราจะเกลียดกันยังไง แต่ว่าก็ยังต้องอยู่ร่วมโลกกันอยู่ดีี เพราะฉะนั้นก็ควรจะหลีกเลี่ยงกันเพื่อป้องกันการปะทะทางสายตาและทางกาย แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ยิ้มให้กันไว้ดีกว่า อย่าเอาความเกลียดมาทำลายเส้นบางๆที่กั้นไว้ระหว่างสติกับความเกลียดชังเลย ตั้งสติแยกแยะเรื่องสำคัญไว้น่าจะดีกว่าเกลียดแบบไม่ลืมหูลืมตา ไม่ว่าจะเรื่องงานหรือเรื่องอะไรก็จะเกลียดคนนี้ จะไม่ขอดีกับมัน อะไรแบบนี้ เชื่อเถอะ มันไม่ดีหรอก มีแต่จะทำให้อะไรๆแย่ลงกว่าเดิม บางทีการสร้างภาพใส่กันมันอาจจะดีกว่าก็ได้้:)
ยิ้มให้เถอะ ถึงจะไม่ชอบกันก็ตาม
SHARE
Writer
cricket_world
writer
หนวดจิ้งหรีด

Comments