ใครจะรู้ว่ามึงจะจับสายไฟนั่นจริงๆ
เมื่อเพื่อนฉันประสบปัญหาชีวิตรุมเร้าอย่างสาหัส ปีนี้ช่างเป็นปีที่เขาโชคร้ายอย่างเหลือเชื่อ แม้แต่หมาจรจัดยังอาจจะมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเขา หรือแม้แต่แมวที่โดนหมากัดจนไส้ไหลและกำลังรอรับเงินบริจาคเพื่อเข้าผ่าตัดที่โรงพยาบาลสัตว์เกษตรอาจมีกำลังใจที่จะสู้ต่อไปมากกว่าเขา 

ในช่วงชีวิตที่เศร้าสร้อย ฉันและเขาเดินข้างกันบนทางเดินติดถนนในซอยเอกมัย เขาดูเศร้ามาก ฉันเลยอยากลองเล่นมุกแปลกๆเผื่อเขาจะอารมณ์ดีขึ้น เขาบ่นบ่อยๆว่าอยากตายไปให้รู้แล้วรู้รอด และมักตัดสินว่าฉันนั้นอ่อนแอกว่าเขามาก ถ้าฉันเจอปัญหาแบบเขาฉันคงฆ่าตัวตายไปนานแล้ว โดยที่เขาก็ไม่รู้เช่นกันว่าปัญหาที่ฉันประสบและจิตใจของฉันถูกดลกใบนี้ย่ำยีจนชอกช้ำเพียงใด 

จู่ๆมุกตลกก็แล่นเข้ามาในหัวตอนที่ฉันจ้องมองสายไฟที่ห้อยลงมาตามข้างทางเพราะไม่ถูกจัดระเบียบให้ดี 
ฉันพูดกับเขาว่า 
"ถ้ามึงลังเลว่าจะฆ่าตัวตายหรือสู้ชีวิตต่อไปดี มึงลองจับสายไฟพวกนี้ดูสิ่ ถ้ามึงโดนช็อตตายแสดงว่าชีวิตมึงถึงจุดจบแล้ว สมควรตาย และไม่ต้องดิ้นรนต่อไป แต่ถ้ามึงรอดหรือไม่ถูกไฟช็อตแสดงว่ามึงยังไม่ถึงเวลาตาย ต้องใช้ชีวิตต่อไป"

พอฉันพูดจบ สีหน้าของเพื่อนฉันเปลี่ยนไปทันที จากคนที่ดูเศร้าหมองกลายเป็นตื่นตระหนก แันดูออกทันทีว่าเขากำลังจะหัวเราะออกมาเพราะคำพูดติดตลกของฉัน แต่แล้วฉันกลับประมวลผลผิดไป อาจจะเพราะสมองฉันไม่ได้ดีเหมือนแต่ก่อน ก่อนที่จะถูกความเศร้าจู่โจมจนย่ำแย่เหมือคนวัยเดียวกันหลายๆคนในกรุงเทพมหานคร

เสียงที่เขาเปล่งออกมาไม่ใช่เสียงหัวเราะ แต่เป็นประโยคสั้นๆ "ใครจะรู้ว่ามึงจะจับสายไฟนั่นจริง!!"

แล้วเขาก็หายไป ภาพตรงหน้ากลายเป็นสีดำ และฉันรู้สึกปวดแสบปวดร้อนประหลาดๆที่มือขวาและฝ่าเท้า โอ้ตายจริง ฉันเผลอทำท่าทางตามคำพูดของตัวเองเหรอนี่ 
SHARE

Comments