ชายหนุ่มผู้กลัวฝน กับร่มสีดำคันโปรด
วันนี้เป็นอีกวันที่เมฆฝนตั้งเค้ามาแต่ไกล
ทั้งบรรยากาศอันอึมครึม และเมฆหมอก
ที่ปกคลุมไปทั่วทุกอาณาบริเวณ
บนถนนทั้งสองฝั่งทาง

      และสักพัก ฝนก็เทลงมาอย่างหนัก

      ‘ฝนตกอีกแล้วเหรอ’

ชายคนหนึ่ง พูดพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงเย็นๆ
เขาแบมือออกไปแตะเม็ดฝนที่กำลังตกลงมา
ก่อนจะเช็ดมือด้วยเสื้อโค้ทของตัวเองจนแห้ง

ริมถนนฝั่งตรงข้าม
ปรากฏร่างของชายหนุ่มคนนั้น
ลักษณะสูง ผอม อายุน่าจะราวๆ 23 ปี
เขาสวมเสื้อโค้ทและกางเกงยีนสีดำ
มือข้างขวา ถือร่มสีดำคันหนึ่ง
ที่เมื่อดูเผินๆแล้ว ร่มคนนั้นน่าจะผ่าน
การใช้งานมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

ถ้าจะหาคำคุณศัพท์มาจำกัดความตัวเขาละก็
คงเป็นคำว่า “ลึกลับ” และ “อึมครึม”
ไม่ต่างจากสภาพอากาศในวันนี้เท่าไหร่

เขามักจะเดินผ่านแถวนี้เป็นประจำทุกๆวัน
เนื่องจากที่ทำงานของเขา
ก็อยู่ไม่ไกลจากที่พักเพียงไม่กี่ก้าว

ช่วงนี้ฝนมักจะตกอยู่บ่อยครั้ง
กลิ่นอายของความชื้น
เสียงน้ำขังที่อยู่บนพื้นถนน
ดังจ๋อมแจ๋ม เป็นช่วงๆ
เสียงของน้ำฝนเม็ดเล็กๆ ที่ตกลงมา
ผ่านชั้นบรรยากาศหลายชั้น หยดแล้วหยดเล่า
ชวนให้นึกถึงเสียงของหยดน้ำค้างจำนวนมาก
ที่ตกกระทบลงบนพื้น และสลายตัวไป

ในวินาทีนีี้ เขาเดินกลับด้วยความเร่งรีบ
ทั้งๆที่ในมือของเขา ก็จับด้ามถือร่มสีดำคันนั้น
อย่างแนบแน่น ไม่แม้แต่จะปล่อยให้มีช่องหายใจ
ประหนึ่งมันเป็นสิ่งที่สำคัญมากในชีวิต

จู่ๆ เขาก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าร้านกาแฟแห่งหนึ่ง
ที่ตกแต่งด้วยต้นไม้เล็กๆ หลากชนิดนานาพันธุ์
กลิ่นกาแฟที่อบอวลอยู่ภายในร้าน
บรรยากาศอันเงียบสงบ ไร้เสียงพูดคุย
มีเพียงเสียงสายฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง
แสงไฟสลัวๆที่แขวนอยู่ข้างหน้าร้าน
ภาพบาริสต้าที่กำลังยืนชงม่อคค่า
อย่างพิถีพิถัน และตั้งอกตั้งใจ
และภาพคู่รักชายหญิงคู่หนึ่ง
ที่กำลังนั่งจับมือกัน
และส่งยิ้มให้กันอย่างอบอุ่น

‘เขาเบือนหน้าหนีอย่างไม่ใยดี’
สมกับคำว่า “ลึกลับ”
และ “อึมครึม” ใช่ไหมล่ะ?

หลังจากที่เดินข้ามถนนไปได้สักพัก
ขาข้างนึงของเขา ก็ดันไปสะดุดกับก้อนหิน
เขาทำท่าเหมือนจะล้ม แต่ก็ประคองตัวไว้ได้
มารู้ตัวอีกที ขาทั้งสองข้างของเขา
ก็อยู่ในแองน้ำขังเล็กๆบนถนนเสียแล้ว

ภาพข้างหน้าของเขา มีกลุ่มเด็กตัวเล็กๆ
ออกมาเล่นน้ำฝนอย่างสนุกสนาน
ทั้งสภาพอากาศที่ฝนเทลงมาอย่างต่อเนื่อง
และกลุ่มเด็กที่ส่งเสียงเจี้ยวจ้าว
เล่นน้ำฝนกันอย่างมีความสุข

เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้นไปชั่วขณะ
และจ้องมองบ่อน้ำขังเล็กๆ
ในขณะที่เท้าของเขากำลังจุ่มอยู่

ภาพนั้น ก็ทำให้อดนึกถึง
เรื่องราวในอดีตของเขาไม่ได้
ที่เมื่อครั้งก่อน ช่วงอายุที่ยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ
เด็กผู้ชายคนหนึ่งที่รักการออกไปเล่นกับฝน
กระโดดโลดเต้นบนบ่อน้ำขังเล็กๆ
รอยยิ้มของเด็กคนหนึ่ง
ที่เปี่ยมไปด้วยความสนุกสนาน
กับบรรยากาศอันชวนชื่นใจ

แต่ในวันรุ่งขึ้น หลังจากที่เขา
ได้ออกไปเล่นกับฝนเมื่อวานนี้
เขากลับล้มป่วยลง ทั้งเสียงหาย 
เจ็บคอ และมีไข้ขึ้นสูง

เขาคิดว่าอาการป่วยในครั้งนี้
คงมาจากการที่เขาไปเล่นน้ำฝนเป็นแน่

หลังจากนั้นไม่นาน หลังจากที่หายป่วยดีแล้ว
หลายๆครั้งที่เขาออกไปตากฝน
เหมือนทุกๆครั้ง ที่เขาออกไปเล่นในวันที่ฝนพรำ
นั่นกลับทำให้เขาเป็นไข้เสียเกือบทุกครั้งไป
และอาการป่วยที่สะสมกันมาหลายๆครั้ง 
กลับแปรเปลี่ยน เป็นความกลัวที่ทำให้เขาไม่กล้า
ออกไปเล่นน้ำฝนข้างนอกอีกเลย

แต่เขาก็ไม่รู้มาก่อนเลยว่า
นอกจากเขาจะเป็นโรคไข้หวัดแล้ว
เขาเองก็ยังเป็นอีกโรคนึง
โดยที่เขาเองก็ไม่รู้มาก่อน

โรคที่ว่านั้นก็คือ โรค “ฟิโลโฟเบียร์”
หรือ คนทั่วไปอาจรู้จักในชื่อ
โรคกลัวความรัก”

“โรคที่พร่ำบอกกับเราเสมอว่า
การมีความรัก เปรียบเสมือนการสวมมงกุฎหนาม”

ในส่วนลึกของหัวใจชายหนุ่มผู้นั้น
เขารู้ตัวว่าเขาเองอยากเล่นน้ำฝนมากแค่ไหน
เหมือนกับกลุ่มเด็กเล็กๆ 
ที่กำลังเล่นน้ำฝนกัน อย่างสนุกสนาน
ด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความฝัน

เขาอยากวางร่มคันนั้นลง
และออกไปสัมผัสกับน้ำฝนดูอีกสักครั้ง
อยากอ้าแขนกว้างๆ เหมือนวินาที
ที่เขากำลังจะสวมกอดใครซักคน
และชูหน้ารับหยาดฝนที่หยดลงมาบนใบหน้า

ความรู้สึกเหมือนกับ 
คนที่หลงอยู่กลางทะเลทราย
กระหายน้ำมาเป็นเวลาหลายวัน
เพิ่งได้รับรสและสัมผัส น้ำเพียงหยดสุดท้าย
จากกระติกน้ำ ที่เขาอดกลั้น
ตัดสินใจไม่ดื่มมาตลอดทาง

เขายืนนิ่งไปสักพักใหญ่
จนสุดท้ายก็คิดว่าเขาทำเช่นนั้นไม่ได้
เพราะเขาเอง ก็กลัวว่าผลที่ตามมา
ที่ว่าในวันรุ่งขึ้น เขาอาจจะเป็นหวัด
เหมือนในทุกๆครั้งที่เขาเคยเป็น

ชายหนุ่มผู้กลัวฝน กับร่มสีดำคันนั้น
เขาเองก็กลัวความรัก ไม่น้อยไปกว่ากลัวฝนเลย

เขามองว่า ความรัก
คือความเจ็บปวด

เขามองว่า ความผูกพันธ์
เป็นเหมือนด้ายแดงที่รัดกันแน่น
แน่นเสียจนทิ้งรอยรัดของมันเอาไว้

ความเจ็บปวดเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการเติบโต

กว่าเด็กจะเติบโต ก็ต้องเจ็บปวดมาก่อน
กว่าจะเป็นผู้ใหญ่ ก็ต้องผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อน
กว่ากล้ามเนื้อจะโต ก็ต้องเจ็บจากการฝึกฝนมาก่อน
กว่าจะเก่งและชำนาญได้ ก็ต้องเรียนรู้จากสิ่งที่ตนผิดพลาดมาก่อน
กว่าจะแผลจะหายดี ก็ต้องเจ็บมาก่อน
กว่าจะมีความรักที่ดีได้ ก็ต้องเรียนรู้ที่จะรับมือกับความเจ็บปวดเสียก่อน


เขาไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับความรัก
เพราะทุกครั้งที่ได้ลองเปิดใจ หรือได้ลองสัมผัส
ภาพจำในอดีตจะคอยออกมาเตือนอยู่เสมอๆ
บางสิ่งที่ต้องเปลี่ยนไป และราคาที่ต้องจ่าย
น้ำตาที่เขาเสียไป หยดแล้วหยดเล่า
รอยแผล ที่บาดลึกหลายสิบรอย
ความเชื่อใจที่เป็นดั่งปราสาทอันสวยงาม
สุดท้ายก็พังทลายลงมาไม่มีชิ้นดี เหลือเพียง
เศษซากที่ให้เห็นเพียงต่างหน้าเท่านั้น

หลายครั้งที่มีคนเข้ามาในชีวิต
หลายคนที่เข้ามาจีบ และเปิดใจให้
ถึงแม้ว่าเขาจะหวั่นไหวบ้างในบางครั้ง
แต่เขากลับไม่รู้สึกถึงความรักนั้นเลย

เหมือนจิตใต้สำนึกของตัวเอง
มีคนคอยกระซิบข้างๆหูอยู่ตลอดว่า
‘จำไม่ได้หรอ ว่าที่ผ่านมาเคยเจ็บแค่ไหน'

“ความรักมันอันตราย”
เขาพยายามหักห้ามใจ
จากการถลำลึกและตกลงไป
ในห้วงแห่งความรักอันลึกซึ้ง
จนใครหลายคนมองว่า
เขาให้ความหวัง และสุดท้ายก็เทเอาดื้อๆ
แต่ความจริงแล้ว เขาแค่กลัวว่า
จะกลับมาเจ็บแบบนี้อีกครั้งหรือไปทำให้ใครเจ็บอีก เท่านั้นเอง

เขาชอบปลีกตัวเองออกมาอยู่ในพื้นที่ส่วนตัว
จนหลายคนคิดว่าเขาเป็นคนโลกส่วนตัวสูง
จริงๆแล้ว เขาไม่ใช่คนที่ไม่เข้าสังคม
แต่เขาแค่ปกป้องตัวเองจากผู้คน
และปกป้องหัวใจตัวเองไม่ให้บาดเจ็บ
จากความรักที่กำลังจะเข้ามา

บ่อยครั้งที่เขาเองเลือกที่จะอยู่คนเดียว
ทั้งๆที่ก็ไม่ใช่คนที่โลกส่วนตัวสูงเสียหน่อย
แต่ที่เขาชอบอยู่แบบนั้น
อาจจะเพราะความเคยชินของเขา
ที่อยู่ตัวคนเดียวมาโดยตลอด
จนลืมไปแล้วว่า คนสองคนจะรักกัน
ต้องทำอย่างไร หรือต้องวางตัวอย่างไรบ้าง

ประตูหัวใจล็อคแน่นกว่าประตูบานใดๆในโลก

ทุกครั้งที่เขาล็อคประตูหัวใจตัวเอง
หลังประตูบานนั้น ไม่มีใครรู้ว่าเขารู้สึกยังไง 
เขาผ่านอะไรมาบ้าง หรือเขาเจออะไรมาบ้าง
เขากีดกั้นตัวเอง ไม่ให้ตัวเองเจอ
กับความรักครั้งใหม่

เขาเลือกที่จะปิดตัวเอง
ไม่ยอมให้ใครมีโอกาสเข้ามา
ทำให้เขาตกหลุมรักเสียด้วยซ้ำ
กำแพงที่สูงตระหง่าน
เหมือนป้อมปราการภายในหัวใจ
ที่มีทีท่าว่าจะสูงและแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ

ก็เหมือนกับการที่เขาเลือก
ที่จะกางร่มสีดำคันนั้นนั่นแหละ
ที่เขาเอง จะกางทุกครั้งเมื่อฝนตกลงมา
เป็นเสมือนตัวขั้นกลาง

ระหว่าง

       ‘น้ำฝน กับตัวเขา’

ระหว่าง

       ‘ความรัก กับหัวใจของเขาเอง’

เพื่อไม่ให้ตัวเองได้สัมผัสกับเม็ดฝน
ที่ครั่งหนึ่ง เขาเองก็เคยมีความสุขมาก
กับการได้ออกไปเล่นน้ำฝนแบบนั้น

เพื่อไม่ให้ตัวเองได้สัมผัสกับความรัก
ที่ครั่งหนึ่ง เขาเองก็เคยมีความสุขที่สุด
กับการได้มีความรักที่สมหวังแบบนั้น

ความรักอาจะเป็นยารักษาโรคที่ดีที่สุดก็จริง
ถึงกระนั้น ความรักเองก็อาจเป็นยาพิษ
ที่รุนแรงที่สุดได้เช่นกัน

เขาก็ยังเชื่ออยู่เสมอว่า 
ไม่มีใครรักษาหัวใจเราได้ดี
เท่ากับตัวเราเองอีกแล้ว

เขาไม่ใช่คนอ่อนแอ
เขาไม่ใช่คนขี้ขลาด
และเขาไม่ใช่คนขี้แพ้

แต่เขาแค่กลัวมัน
ในฐานะที่มันเป็นสิ่งที่เขา
เคยให้ความสำคัญกับมันมาก
มากเสียจนลืมไปว่า ยังมีสิ่งอื่น
ที่สำคัญมากกว่าความรัก

ทุกคนย่อมมีความกลัวเป็นของตัวเองทั้งนั้น
ขึ้นอยู่กับว่าความกลัวนั้น จะส่งผลกับชีวิตเรา
มากน้อยเพียงใด หรือมากน้อยแค่ไหน

ในวัยที่เรายังเด็ก ความกลัวมักมา
ในรูปของสัตว์ประหลาด
ที่อยู่ในจินตนาการของเราเพียงเท่านั้น

       สัตว์ประหลาดใต้เตียง
       ที่จะคอยส่งเสียงประหลาดออกมาในยามค่ำคืน

       มือปริศนาที่จ้องจะสัมผัสเท้าเรา
       เวลาที่เราห่มผ้าไม่สุดเท้าสองข้าง

       ดวงตากลมโตสีเหลืองในตู้เสื้อผ้า
       ที่คอยจ้องมองเรานอนหลับในทุกๆคืน

เมื่อเราเติบโตขึ้น สัตว์ประหลาดเหล่านี้จะ
สวมรอย และเปลี่ยนเป็นไปตาม
สิ่งที่เรากลัวมากที่สุดในวัยผู้ใหญ่
อาจไม่อยู่ในร่างของสัตว์ประหลาดจริงๆ
แต่อาจเป็นนามธรรม เหตุการณ์ 
สิ่งมีชีวิต หรือคนด้วยกันเอง

ถึงกระนั้น
สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความกลัวใดๆ
คือการที่เราตกอยู่ในภวัง
แห่งความกลัว อยู่แบบนั้นเรื่อยไป
โดยปราศจากซึ่งความพยายามใดๆ
เสมือนเราติดอยู่ในคุกกลางทะเล
ที่มีเพียงเสียงคลื่นกระทบฝั่ง
รอคอยการช่วยเหลือ ทั้งๆที่ไม่มีเรือ
หรือเครื่องบินลำไหนผ่านมาให้เห็นเลย

เพราะทุกๆการเริ่มต้นใหม่
ย่อมน่ากลัวเสมอ.

แต่กับผู้ชายคนหนึ่ง 
ที่ครั้งนึงเคยรักการเล่นน้ำฝนมากที่สุด
ที่ครั้งหนึ่ง เคยมีความรักที่ดีที่สุด
มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่จะเอาชนะความกลัว
ที่ครั้งนึงเคยเป็นความรักมาก่อน

เขาพยายามเปิดใจตัวเองอยู่หลายครั้ง
เขาพยายามเปิดประตูบานนั้น
ประตูห้องที่ปิดตายอยู่ตลอดเป็นเวลาหลายปี
ถึงเขาจะเปิดได้ไม่สุด หรือเปิดไม่ออก
แต่นั่น ก็สุดความสามารถของเขาแล้ว

ทุกๆความกลัวย่อมเอาชนะได้ด้วยความกล้าหาญ
เรื่องราวของชายหนุ่มผู้กลัวฝน
กับร่มสีดำคันโปรดของเขา
เขาตัดสินใจละทิ้งความคิดนั้นไป
ความคิดที่เอาชนะความกลัวส่วนลึกในใจ
เขาเดินจากไป ด้วยสีหน้านิ่งๆ
และไม่หันหลังกลับมามอง
กลุ่มเด็กเหล่านั้นที่กำลังเล่นน้ำฝน

และเดินหายลับไปในเมฆหมอก
ที่ปกคลุมอยู่บนถนนฝั่งตรงข้าม
พร้อมกับร่มสีดำคันนั้น.

SHARE
Writer
snupphat
An incomplete sentence
บุคคลผู้ล้มเหลวในทุกความสัมพันธ์

Comments

Alicha
2 months ago
ชอบเรื่องนี้มาก ถึงกับต้องสมัครมาเม้นเลยนะ555555555

จริงๆแล้วก็ต้องมองในแง่ดีว่าผู้ชายคนนั้นก็ไม่ได้กลัวฝนถึงขนาดไม่อยากสัมผัสมันอีกต่อไปแล้วนะ 

การเริ่มต้นใหม่มันก็น่ากลัวเสมอแหละ เหมือนวันที่เราไปโรงเรียนวันแรกไง ถึงวันนั้นมันจะน่าหวาดหวั่นแค่ไหน แต่จนถึงตอนนี้ที่ตรงนั้นก็ยังเป็นที่ที่เรามีความทรงจํา​ให้คิดถึงอยู่เสมอ

แล้วมันก็ไม่ผิดอะไรเลยที่คนเราจะกลัวเจ็บหรือเลือกที่จะรักตัวเองก่อน เพราะเราคงจะเป็นคนรักดีสำหรับใครไม่ได้ ถ้ายังไม่เรียนรู้ที่จะรักตัวเองให้เป็นในขั้นแรก

ถึงตอนนี้ผู้ชายคนนั้นก็ต้องลองชั่งใจดูว่าระหว่างการอยู่'คนเดียว'​กับการอยู่'ด้วยกัน'​กับใครอีกคน อันไหนจะเป็นทางเลือกที่จะทำให้เขารู้สึกสุขมากกว่ากัน

จริงๆมันก็ไม่จำเป็นจะต้องเร่งรัดที่หาคำตอบขนาดนั้นหรอก เพราะบางทีที่ถนนฝั่งตรงข้าม อาจจะมีใครสักคนยืนหลบฝน รอให้้เขาแชร์ร่มสีดำคันนั้นแล้วก้าวเดินไปพร้อมๆกันอยู่ก็ได้นะ :)​

เพราะอะไรๆก็เกิดขึ้นได้เมื่อมีความรัก คิดเหมือนกันไหมคะ?

จาก... คนที่ตอนเด็กๆชอบเล่นน้ำฝนมาก แต่โตมาไม่ยักจะอยากโดนฝนแม้แต่นิด ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็ยังชอบที่จะนั่งมองฝนตกอยู่ที่มุมนึงในร้านกาแฟเสมอ :)​
Reply
Maliwan
2 months ago
👏
Kodchapohn
2 months ago
“ถึงแม้ว่าเขาจะหวั่นไหวบ้างในบางครั้ง
แต่เขากลับไม่รู้สึกถึงความรักนั้นอีกเลย”
เขียนได้ดีในมุมความรู้สึกของคนที่บาดเจ็บจากความรักมา และไม่อยากที่จะมีความรักอีก
ชอบมากๆ ค่ะ
Reply
snupphat
2 months ago
ผมก็ยินดีที่คุณชอบนะครับ :))
1stqy
2 months ago
ชอบ
Reply
snupphat
2 months ago
😊
Physics
2 months ago
อ่านเพลินมากๆๆๆ
Reply