การหลงรักที่เจ็บปวด /ความฝัน/
สบายดีนะ

       นั้น....นั้นคือคำพูดประโยคแรกหลังจากสี่ปีที่เราไม่ได้เจอกัน พราวยังคงตัดผมสั้นเหมือนเดิมเหมือนเมื่อสี่ปีก่อน 

      ความสัมพันธ์ของผมกับพราว เราเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็ก และตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ที่ความทรงจำของผมมีพราวเข้ามา แต่ที่แน่ๆผมรู้ว่าเราจะอยู่ข้างๆกันเสมอ จนเมื่อสี่ปีก่อนวันที่โลกเหวี่ยงเราออกจากกัน ผมต้องเดินทางไปไกลเพื่อความฝันที่มันเหมือนจะมองไม่เห็นปลายทาง ผมไม่โทษพราวที่ไม่เลือกเดินไปกับผมในวันนั้น เธอบอกลาผ่านข้อความสั้นๆในเมล์ และหลังจากนั้นเราก็ไม่เคยได้พบกันอีก ผมไม่รู้ว่าพราวเป็นยังไงหลังจากส่งเมล์ฉบับนั้น แต่ผมไม่เคยลืมเธอเลย ผมใช้ชีวิตเหมือนกับว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมันเล็กน้อย แต่ความจริงถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้แสดงความเศร้าหรือโวยวายอะไร แต่ลึกๆผมก็เหมือนพยายามหลอกตัวเองอยู่ตลอดเวลา กระทั่งวันหนึ่งมีจดหมายจ่าหน้าซองมาที่สตูดิโอของผมที่ญี่ปุ่นด้านในคือการ์ดสีขาวพร้อมข้อความระบุวันแต่งงานของพราว ผมใช้เวลาตัดสินใจอยู่จนในที่สุดผมก็มา มายืนอยู่ที่นี่มายืนต่อหน้าคนที่ผมรักอีกครั้ง

      ผมสบตาพราวอีกครั้งแววตาของพราวดูตกใจและสงสัยบางอย่าง แต่รู้มั้ยพอผมได้มองหน้าเธอแบบไม่หลบสายตาอีกครั้ง พราวในชุดเจ้าสาวกระโปงยาวเปิดไหล่ มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนอยู่ในความฝัน เพราะนี่คือชุดที่ผมเคยบอกพราวว่าผมชอบในวันที่เราเดินผ่านร้านเช่าชุดเจ้าสาว 

“คือ....” 
“ไปถ่ายรูปเหอะ คนอื่นรออยู่” 
“คือ...เรา” 
“ไว้ค่อยคุยกัน” 

     ผมยิ้มให้กับพราวก่อนจะเดินหลบออกมาจากจุดนั้น ส่วนพราวเองก็ถูกเพื่อนคนอื่นๆดึงตัวไปถ่ายรูปทันที ตัวผมกลับมานั่งที่โต๊ะเดิม ผมนั่งมองภาพของเพื่อนๆยืนถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนานโดยที่ไม่มีผม ถึงมันจะดูเหงาๆไปซักหน่อยที่ในวันสำคัญแบบนี้กลับไม่มีรูปซักรูปให้ใครๆได้จำ แต่ถึงแบบนั้นผมก็เลือกที่จะนั่งอยู่ตรงนี้เงียบๆ นั่งมองรอยยิ้มของทุกคนในวันนี้อย่างมีความสุขและดื่มด่ำไปกับอารมณ์ที่แสนอบอุ่น 

“พราวกับทัสนี่เหมาะสมกันมากเลยนะ” 
“ใช่เลย พราวนี่โชคดีมากเลยแกว่ามั้ย” 
“ทัสก็หล่อมากๆเลย” 

เสียงของผู้หญิงสองคนดังมาจากด้านหลังผม คงจะเป็นเพื่อนๆของพราวที่มหาลัย ผมเข้าใจและไม่โกรธหรือโมโหอะไรที่พวกเขาพูด และทำเป็นไม่สนใจนั่งมองเพื่อนยืนถ่านรูปต่อไป จนผมสังเกตเห็นพวกมันยืนคุยอะไรซักอย่างพร้อมกับสลับหันมามองผม แต่ไม่ยอมเดินมาที่โต๊ะซักที จนผมเกือบจะลุกเดินไปหาซะเองด้วยความสงสัย แต่ต้นก็เดินมาหาผมก่อนที่ผมจะลุกจากเก้าอี้ ต้นนั่งลงข้างๆผมถอนหายใจยาวแล้วกันมามองหน้าผม

“เออ คือมึง” 
“อะไร???” 
“คือ....” 
“....อะไร” 
“โอ้ยยย คืออย่างนี้ในพิธีวันนี้ตอนที่คู่บ่างสาวเดินเข้างานมาต้องตั้งแถวโปรยดอกไม้ให้ แล้วตอนนี้คนขาดคนนึงเพราะเพื่ิอนฝั่งเจ้าบ่าวเมายังไม่ได้สติตั้งแต่เมื่อคืน” ต้นพูดพร้อมกับแสดงสีหน้าหนักใจออกมาทันที 

“แล้วยังไง???” 
“พวกสาวๆเลยอยากให้มึงไปยืนโปรยดอกไม้แทนหน่อย...” 
“......” 
“แต่มึงไม่ต้องไปหรอก พวกนั้นใจร้ายกับมึงเกินไป แค่มึงมางานนี่ก็มากพอแล้ว มึงไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้นเชื่อกู” 

ก็ถูกอย่างที่ต้นพูดนั้นละสิ่งนี้สำหรับผมแล้วมัน
โครตใจร้ายเลย ผมต้องไปยืนโปรยดอกไม้ในงานแต่งของคนที่ผมเคยรัก ต้องยืนยิ้มแสดงความยินดีต่อเขาคนที่แย่งเธอไปจากผม และเธอขโมยความรักของผมและใส่สิ่งที่เรียกว่าความเจ็บปวดมาแทนที่ แต่....

“เอาสิ” 
“เฮ้ย!!!!” 

ต้นร้องออกมาด้วยความตกใจ มันไม่คิดว่าผมจะตอบตกลงใจคำขอที่แสนจะใจร้ายนี้ ผมลุกจากโต๊ะและเดินตรงไปยังกลุ่มเพื่อนที่ยืนอยู่ด้านนอกพร้อมกับไอ้ต้นที่ยังคงทำหน้าช็อก 

“ไหนๆ เราต้องยืนตรงไหน พวกแกบอกด้วยนะ เดี๋ยวยืนผิด”

ผมยิ้มพร้อมกับถามพวกเพื่อนคนอื่นๆ ทุกคนทำนิ่งเงียบไม่กล้าสบตาผม คงไม่มีใครคิดว่าผมจะตอบตกลงสินะ ผมมองซ้ายมองขวาหาพราวแต่เหมือนเธอจะไม่อยู่ตรงนี้ พราวคงจะไปเตรียมตัวเพราะนี่ก็ใกล้จะได้เวลาเริ่มพิธีแล้ว หลังจากทุกคนนิ่งเงียบอยู่ได้ซักพักสุดท้ายต้นก็เป็นคนชี้จุดที่ผมต้องยืนโปรยดอกไม้ มันหยิบตระกร้าไม้ที่มีกลีบดอกกุหลาบสีชมพูอยู่เต็มให้ผม ถึงแถวจะไม่ได้ยาวมากแต่ก็แน่นด้วยเหล่าเพื่อนๆที่กำลังมีความสุข ยิ้มและหัวเราะ 

“มึงไหวนะ” ต้นถามขึ้นย้ำอีกครั้ง ผมพยักหน้าแทนคำตอบ ในขณะที่ผมเดินไปประจำจุด ใจผมเหมือนกำลังจะหยุดเต้น ภาพต่างๆค่อยๆไหลเข้ามาในหัว ภาพของวันเวลาที่ผมเคยอยู่กับพราว เคยกินข้าว เคยร้องไห้ หัวเราะ และยิ้มด้วยกัน  

“เอาละคะ ต่อจากนี้คือเวลาแห่งความสุข เชิญเจ้าบ่าวเจ้าสาวขึ้นมาบนเวทีที่เลยคะ” 

       พอเสียงพิธีการประกาศจบ ประตูหน้างานค่อยเปิดออกภาพของเจ้าบ่าวเจ้าสาวจับมือกันและค่อยๆเดินมาตามทาง ทุกคนเริ่มทำตามที่นัดกันไว้ หยิบกลีบดอกกุหลาบโยนขึ้นในอากาศให้ค่อยๆตกลงมาผมเองก็ทำเช่นเดียวกัน ทั้งสองคนเดินผ่านผมไปอย่างรวดเร็ว ผมดีใจนะที่พราวไม่สังเกตเห็นผม เพราะถ้าเราสบตากันอีกครั้งผมก็ไม่รู้จะทำหน้าเรียบเฉยเหมือนครั้งที่แล้วได้อีกมั้ย 

        พอทั้งคู่เดินขึ้นไปบนเวทีทุกคนก็หยุดโปรยและยืนมองทั้งคู่ ผมไม่เข้าใจตัวเองเลยใจผมเจ็บจนอยากจะร้องไห้ แต่น้ำตาผมไม่ไหล มือผมสั่นเทาด้วยความเจ็บใจแต่ขาก็ไม่มีแรงมากพอที่จะขยับ ได้แต่ยืนนิ่งๆมองงานพิธีดำเนินไป นี่เป็นหนึ่งในวันที่เหมือนเวลาเดินช้าเสียใจจนเหมือนกับหยุด แต่ไม่เป็นไรหรอกผมไม่ได้สนใจอะไร ผมแค่ยืนมองหน้าของพราวไปเรื่อยๆ มองรอยยิ้มที่ผมเคยหลงรักเมื่อนานมาแล้ว

“ผมสาบานว่าจะดูแลพราวตลอดไป จะไม่มีอะไรแยกเราจากกัน” 

เสียงของเจ้าบ่าวพูดขึ้นมันคือคำสัญญาของคนที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างคนสำคัญ ทุกคนโหร้องด้วยความยินดี พิธีจบลงแล้วทั้งคู่สวมกอดกันน้ำตาแห่งความยินดีค่อยๆไหลอาบแก้มของคนทั้งสอง 

    ผมยืนมองฉากตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม ผมไม่รู้หรอกว่ารอยยิ้มของผมตอนนั้นมันเป็นแบบไหน มันจะดูเศร้า หรือมีความสุข แต่ที่แน่ๆคือความรู้สึกตอนนั้นมันว่างเปล่า มันจบลงแล้วทุกอย่างจบลง มือที่เคยสั่นก็หยุดลง ขาเริ่มกลับมามีแรงอีกครั้ง และน้ำตาของผมค่อยๆไหลออกมา 

    ผมยกมือปาดน้ำตาและบอกตัวเองว่ามันได้เวลาแล้ว ใช่มันถึงเวลาที่ผมต้องไปแล้วละ ผมค่อยๆปลีกตัวออกมาอย่างเงียบๆ เดินออกจากประตูงานไปอย่างแผ่วเบา มือค่อยๆล้วงหยิบโทรศัพท์ออกมากกดส่งข้อความให้ต้นว่าของตัวกลับก่อน และฝากบอกลาทุกคนด้วย วันนี้ทำให้ผมได้รู้อะไรหลายๆอย่าง ผมได้เห็นรอยยิ้มและน้ำตาของคนที่ผมรัก ใช่มันอาจเจ็บปวดสำหรับผมแต่อย่างน้อย เธอก็มีความสุขละนะ 

“ลาก่อนเจ้าสาวในความฝันของฉัน”


“ความฝันของแกคืออะไรเหรอ??” 

“ก็คงทำงาน ซื้อบ้านหลังเล็กๆ เลี้ยงหมาซักตัว
อยู่กับคนที่เรารัก แล้วของแกละ” 

“ของฉันเหรอ... ได้อยู่ในบ้านหลังนั้นกับแกไง” 

“.....ไอ้บ้า” 

“ ฮ่าๆ เอาเป็นว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่ว่าความฝันของฉันจะเป็นอะไร แต่สิ่งที่จะมีอยู่ในนั้นเสมอคือแก” 

“หึ จะอ้วกนี่แกดูหนังมากไปนะเนี่ย” 

“ไม่ดีเหรอ ฉันแค่อยากให้แกอยู่กับฉันตลอดไป” 

“งั้นเหรอ....” 

“อืม แค่นั้นละ” 


/ไม่มีอะไรสมบูรณ์ได้หรอก ต้องมีขาดต้องมีเกิน แบบนั้นถึงเรียกว่า ชีวิต/ 
SHARE
Written in this book
เรื่องสั้นแห่งวันเวลา
หนังสือสำหรับรวมเรื่องสั้นที่แต่งขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวผมเองเท่านั้น 
Writer
Singtosan
ชายผู้หลบซ่อนตัวในความสงบ
เราคือชายคนหนึ่ง ที่อาศัยอยู่อย่างสงบในหมู่บ้านอันห่างไกล ไม่ต้องพบเจอผู้คนมากมายก็ได้ แค่ในยามราตรีได้นั่งเขียนข้อความถึงดวงจันทร์และท้องฟ้า บอกเล่าความฝันของผู้คนก็เพียงพอแล้ว

Comments