เด็กชายบนสะพานไม้


"คนเราตื่นขึ้นมาทำไมกัน"
ผมเริ่มถามตัวเองเมื่อตอนอายุ7ขวบ ในตอนนั้นผมสนทนากับความคิดอันใสซื่อของตัวเอง คนเราตื่นมาเพื่อกินข้าว ตื่นมาเพื่อไปโรงเรียน กลับมาก็ทำการบ้าน อ่านหนังสือสอบ แล้วก็นอน...

พอโตขึ้นมาอีกหน่อย ผมตั้งคำถามนี้ขึ้นมาอีกครั้ง คนเราตื่นมาเพื่ออะไร..เพื่อมาเจอกับคนที่เรารัก เพื่อมาบอกรักใครสักคน เพื่อมาเจอกับความเบื่อหน่าย หรือตื่นมาเพื่อทักทายความเจ็บปวดที่รุมล้อมเราอยู่...

นี่น่ะเหรอ...ความหมายของคำว่า"ชีวิต"

นั่นเป็นสิ่งที่ผมคาใจมาตลอด แม้จะพยายามหาคำตอบเท่าไร แต่ก็ไม่มีสิ่งใดทำให้ผมหายข้องใจได้อยู่ดี

และแล้ววันหนึ่ง ผมก็ได้พบกับกุญแจดอกสำคัญ ในขณะที่ผมกำลังเหม่อลอยอยู่บนสะพานไม้เก่าๆ ที่สร้างขึ้นเพื่อข้ามคูน้ำเล็กๆที่หลังบ้านของผม

หญิงสาวตัวเล็ก ผมสั้นสีดำเงาในชุดสีเทาอ่อนๆยืนอยู่บนสะพานที่ทอดขนานกับสะพานที่ผมยืนอยู่ ห่างกันเป็นระยะทางพอสมควร
ผมตะโกนทักทายเธอด้วยเสียงสั่นเครือ ประหม่า และไม่สามารถควบคุมตัวเองได้

แม้ระยะทางระหว่างสะพานจะห่างกัน ทำให้ผมมองเห็นทุกอย่างพร่ามัว แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ผมกลับเห็นรอยยิ้มบางๆบนใบหน้าของเธออย่างชัดเจน
ผมแน่ใจแล้วว่าเสียงของพวกเราสองคนส่งถึงกัน

เราเริ่มคุยกัน ทักทายกันแบบเด็กน้อยไม่รู้เดียงสา คุยกันเรื่องของเล่น ขนม การ์ตูน ผมมักจะบ่นให้เด็กสาวคนนั้นฟังอยู่เสมอๆ ทั้งเรื่องการเรียน...

"ชีวิตคนเราไม่เหมือนสูตรเลขหรือหลักการใดๆหรอก" เธอกล่าว
"เพราะชีวิตของเราไม่มีกรอบตายตัว บ่อยครั้งผู้คนมักจะต้องทำตามกฎเกณฑ์ จนลืมให้อิสระกับตัวเอง ไม่ใช่ว่าเราแหกกฎของสังคม แต่บางทีเราต้องแหกกฎของชีวิตตัวเองบ้าง"

เรื่องเพื่อน...
"ถูกเพื่อนทิ้ง ทำไงดี" ผมกล่าวพลางร้องไห้ไปด้วย
"เขาเกลียดเธอเหรอ?"เด็กสาวกล่าว
"คงงั้นแหละ"
"แต่เธอยังมีฉันนี่หน่า" เธอยิ้ม
กี่คนที่เกลียดเธอ แต่ก็ยังมีฉันเป็นหนึ่งในไม่กี่ล้านคนที่รักเธอนะ..

แม้ในวันสุดท้ายที่เราเจอกัน..
"เธอเศร้าเหรอ วันนี้เธอดูแปลกๆนะ" ฝ่ายตรงข้ามชิงพูดก่อนผม
"เราเพิ่งเกิดมาบนโลกได้แค่ไม่กี่ปี ทำไมเราต้องแบกรับความเจ็บปวดไว้เยอะขนาดนี้"
"เธอก็โยนความเจ็บปวดนั้นไปสิ โยนมาให้ฉันก็ได้นะ"ผมชะงักไปชั่วครู่

"...ละครทุกเรื่องล้วนมีตอนจบ
ถนนทุกสายล้วนมีทางตัน
แม้กระทั่งชีวิตของคนเรา วันนึงก็ต้องสิ้นสุด
ความเศร้าแม้มันจะยาวนาน แต่สุดท้ายมันก็เป็นได้แค่อดีตความเศร้าที่เราเคยแบกรับไว้..."


ถ้าชีวิตคือการเดินทาง จิตใจของเราคือรถที่แล่นไปตามเส้นทาง และความเศร้าคือก้อนหินที่วางไว้บนรถ
...เธอก็โยนก้อนหินนั้นทิ้งไปเสียเถอะ
แม้จะเป็นเพียงคำพูดเบาๆจากปากเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนนึง แต่มันเป็นคำพูดที่แสนทรงพลัง
แม้เราจะอยู่ห่างกัน 
แต่ผมสัมผัสได้ว่าเธอกำลังโอบกอดผมไว้อยู่

วันต่อมา ผมก็ไม่ได้เจอเธออีกเลย แม้จะพยายามเรียกหาเท่าไร เด็กสาวคนนั้นก็หายไปอย่างไม่มีวันกลับ
ผมยืนมองสะพานที่ทอดขนานนั้นด้วยความว่างเปล่า
ผมยังจำไว้แรกที่เราเจอกันได้ดี
และยังจำวันสุดท้ายที่เราเจอกันได้แม่นยำ
จนถึงตอนนี้ผมเข้าใจทุกสิ่งที่เธอพูดแล้วล่ะ การที่เราลืมตาตื่นขึ้นมา การที่เรามีชีวิตอยู่ คือการไม่ได้มีชีวิตเพื่อความเจ็บปวด แต่หากต้องเก็บเกี่ยวสิ่งดีๆเข้ามาในชีวิต
บางที..เราก็แค่ตื่นมาเพื่อมาเจอใครสักคนที่เรารัก ใครสักคนที่เป็นพลังบวกให้แก่เรา และใครสักคนที่พร้อมจะรักเรา
ความหมายของชีวิต ก็เป็นไปด้วยเช่นนี้แหละ

อ้อ..อีกอย่าง ถ้าหากผมโตขึ้นกว่านี้ แล้วเห็นสะพานไม้ยังอยู่ที่เดิม ผมจะนึกถึงคุณตลอดนะ..เด็กสาวผู้เป็นกุญแจให้กับผม
เธอไม่เพียงแต่ยืนอยู่บนสะพานไม้นั่นหรอก แต่ยังยืนอยู่ในใจผมด้วยต่างหาก
-Annamel
บุคคลสมมติผู้เป็นนิรนาม






SHARE
Writer
Annamel
One thing in your world
บุคคลสมมติผู้เป็นนิรนาม

Comments