ความเชื่อใจหาซื้อไม่ได้
เราเคยเล่าไว้ในบล็อกนี้ว่าเราโดนไทร์ตอนปีสี่
เพราะเหตุการณ์นั้น ทำให้ทุกอย่างในชีวิตที่เคยดี หรือเคยปกติ กลับไม่เป็นอย่างที่เคยเป็น

ตอนนี้ผมเป็นนิสิตชั้นปีที่สองอีกครั้ง
การเรียนก็ยังไม่ค่อยเข้าที่ขนาดนั้นหรอกนะ ก็พึ่งเข้าภาคใหม่มานี่แหละ ยังปรับตัวไม่ค่อยได้ ตามไม่ค่อยทันอยู่

เช้าวันที่ต้องไปเรียนตามปกติ เนื่องจากว่าเป็นเช้าที่เรียนไม่ได้เช้านัก เลยตัดสินใจว่าจะออกไปเรียนเอง ไม่ต้องให้พ่อแม่ส่ง
และแน่นอนว่า ถ้าไม่จำเป็น ก็ไม่ได้อยากให้พ่อแม่ปลุกสักเท่าไหร่หรอก เพราะพอพ่อแม่ปลุกทีไร ก็มักจะเป็นการขัดลูปการนอนที่วางแผนไว้เมื่อคืน ก่อนจะทิ้งตัวลงกับฟูก
การขัดลูปการนอนมันสำคัญยังไงน่ะหรอ...
เดี๋ยวจะมาพูดให้ฟังอีกทีละกัน

และเช้านี้ เหตุการณ์ก็ซ้ำเดิมดังคาด พอไม่ได้เตี๊ยมกันไว้ก่อน พ่อแม่ก็จะมาปลุกตอนเช้า (มาก) ตอนเกือบตีห้า ทั้งที่จริง ๆ ถ้าตื่นเองและไปเรียนเองก็คงได้นอนเพิ่มอีกสักลูป ไปตื่นตอนประมาณหกโมงครึ่งก็จะไปเรียนทันอยู่
แต่ก็นั่นแหละ พอโดนปลุกไปแล้ว ถึงนอนต่อ อารมณ์มันก็ขุ่นไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้วไง แถมไปพังระบบร่างกายตอนตื่นมาตอบตอนตีห้าว่าเดี๋ยวไปเองอีก
เรื่องก็มาเกิดขึ้นตอนตื่นรอบที่สอง ที่เลทไปจากเวลาที่ตั้งไว้พอสมควร ก็กว่าจะลุกมาตอบ กว่าจะกลับไปนอน กว่าจะหลับใหม่ แต่ก็นั่นแหละ มันก็ยังอยู่ในแพลนของเรา เดี๋ยวค่อยรีบอาบน้ำแต่งตัวขึ้นหน่อย ออกเลทกว่าเดิมนิดหน่อย ไปถึงก็คงใกล้ ๆ เวลา ไม่ก็ช้้าไม่เกินสิบนาที
แต่พออาบน้ำเสร็จแล้วเดินออกมาจากห้องน้ำ
ความหูดีของตัวเองก็มาทำลายบรรยากาศอันดีในเช้านี้ลง
"แค่ตื่นไปเรียนแค่นี้ยังรับผิดชอบตัวเองไม่ได้เลย"
"ถ้าจะเกาะพ่อแม่กินไปจนแก่เลยก็ได้นะ แต่ก็คงเลี้ยงได้จนถึงแค่พ่อแม่ตายนี่แหละ" 
ประโยคที่ทำให้ผมแทบจะล้มทั้งยืน
ความเชื่อใจทั้งหมดที่สั่งสมมากว่ายี่สิบปี ดูจะไม่มีความหมายอีกต่อไปนับจากวันนั้น
วันที่โดนผลการเรียนกระแทกหน้าจนพ้นสภาพนิสิต
เรายังเหลืออะไรให้พ่อแม่คิดในแง่ดีได้อีกวะ
เรามันไม่ดีขนาดนั้นเลยหรอ

ทิ้งระยะเวลาเพียงไม่นาน หลังจากพ่อแม่ออกจากบ้านไปทำงานตามปกติ
สติทั้งหมดที่พยายามรวบรวมเพื่อให้ตัวเองสามารถเดินทางไปเรียนได้ทัน ก็ขาดผึงลง
เสียงตะโกนราวกับสัตว์ป่าก้องออกมาจากลำคอ ขณะที่หยดน้ำใส ๆ ไหลออกมาจากเบ้าตาทั้งสอง
พร้อมกับข้าวของหน้ากระจกห้องน้ำทั้งหมดที่กระจัดกระจายลงกับพื้น

เราพยายามมากแล้วนะ
เราพยายามใช้ชีวิตต่อเพราะยังมีพวกเค้าอยู่
พยายามตั้งใจเรียน
พยายามแบ่งเวลาให้ดีขึ้น เพื่อให้สามารถทำกิจกรรมที่เรายังรักได้อยู่
แต่ความพยายามทั้งหมด เค้ากลับไม่เคยมองเห็นมันเลย
แล้วเราจะพยายามต่อไปทำไมวะ

ถ้าเราอยู่ แล้วมันทำให้พวกเค้าต้องลำบาก มาคอยปลุก ไปส่ง หาเงินให้ใช้
ถ้าพวกเค้าต้องมาลำบากให้เราขนาดนี้
เราไม่ต้องอยู่แล้วก็ได้รึเปล่าวะ

ในหัวเริ่มวางแผนการที่จะไม่ต้องอยู่บนโลกนี้ต่อ
หรืออย่างน้อย แผนที่จะไม่ต้องอยู่ที่นี่แล้ว
มันก็ดูไม่มีทางแหละ นอกเสียจากว่าจะตัดสินใจจบชีวิตตัวเองลง

สุดท้าย ก็แบกสังขารอันโรยแรงออกมาจากบ้านสำเร็จ
และชีวิตก็ยังต้องดำเนินต่อไป
แม้หนทางข้างหน้าจะยากลำบากกว่าที่เคยเป็นก็ตาม...

และนี่ก็คือสิ่งที่ยังรุงรังอยู่ในหัวจนถึงตอนนี้

แด่สามสัปดาห์ก่อนสอบ
TBC.

PS. ผลลัพธ์จากการกระทำในเช้าวันนั้น ทำให้เราพลาดแล็บวิชาหนึ่งไปหนึ่งครั้ง (และดันเป็นแล็บในวิชาที่ทำไม่ทันตอนคาบก่อนหน้านั้นด้วย)
PS.2 เรายังมีชีวิตอยู่ และยังพยายามมีชีวิตอยู่ด้วยการทำ Mission เล็ก ๆ น้อย ๆ ไปเรื่อย ๆ ก่อน ถ้าอารมณ์เราดิ่งถึงขนาดนั้นแล้ว เราคงต้องไปหาหมอจริงจังซะที (ตอนนี้มันก็ยังดิ่งอยู่ แต่ก็ไม่ขนาดวันนั้นแล้วแหละ)
SHARE
Written in this book
สถานภาพนิสิต
ชีวิตจริงของนิสิตชั้นปีที่สี่คนหนึ่งที่ถูกรีไทร์ แล้วชีวิตที่เหลือควรจะไปต่อยังไงดี?
Writer
Kanntorn
Univ. Student
ชีวิตคนมันก็เท่านี้แหละ

Comments

wore
11 months ago
เราไม่สามารถบอกว่าเข้าใจคุณได้ แต่เราให้กำลังใจนะคะ เอาใจช่วยค่ะเพราะตอนนี้เราที่ควรจะกำลังขึ้นปีสามแต่ดันต้องมานั่งหาที่เรียนใหม่เพราะโดนไทร์มาเหมือนกัน ยังมีความคิดว่าจะสอบใหม่ปีหน้าดีมั้ยเพราะปีนี้ดูเหมือนตัวเองยังไม่พร้อมด้วย เอาใจช่วยค่ะ
Reply
Kanntorn
11 months ago
ขอบคุณ​นะ​ครับ