บริษัทไม่ได้เป็นคนเลือกเรา แต่เราต่างหากเป็นคนเลือกบริษัท
1
สัปดาห์ที่ผ่านมามีโอกาสไปพูดให้นักศึกษาคณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ฟัง ในหัวข้อ "พันครั้งที่หวั่นไหวกว่าจะเป็นผู้ใหญ่" กับคุณบอล เจ้าของหนังสือและเพจ "เท่าที่รู้" ที่มีคนติดตามอยู่ประมาณ 250,000คน

บังเอิญคุณบอลเคยทำงาน HR (ทรัพยากรบุคคล) เป็นเฮดฮันเตอร์ที่จะได้รับงานจากบริษัทใหญ่ๆ ไปดึงตัวพนักงานหัวกะทิที่บริษัทเหล่านั้นอยากได้มาร่วมงาน ซึ่งส่วนใหญ่จะมีเงินเดือนหนึ่งถึงสามแสนบาทขึ้นไป

คุณบอลเล่าว่า สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะพนักงานพวกนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ทำงานสายเดียวมาเกินสิบปี และมักจะมีความสุขกับบริษัทเดิมอยู่แล้ว และพวกเขาจะไม่มาเปิด JobsDB หางาน จึงเป็นหน้าที่ที่เฮดฮันเตอร์จะต้องไปยื่นข้อเสนอที่ดีกว่าบริษัทเดิมให้ (คล้ายๆ เอเยนต์นักฟุตบอล)

ได้ฟังแล้วผมก็น้ำลายไหล ฝันว่าวันหนึ่งจะมีเฮดฮันเตอร์มาหาบ้าง

2
บังเอิญที่ผู้ร่วมฟังการบรรยายเป็นนักศึกษาชั้นปี 4 ซึ่งหลายคนก็ยังไม่รู้ว่าจบไปจะทำอะไร จะสมัครงานอะไร อาจเป็นเรื่องธรรมดาของคณะที่ไม่ใช่วิชาชีพอย่าง หมอ วิศวกร เภสัช หรือสถาปนิก ที่จบมาแล้วรู้เลยว่าต้องประกอบอาชีพอะไร 

มองมุมหนึ่งก็เสียเปรียบ แต่มองอีกมุมก็ได้เปรียบ เพราะจบมาจะไปทำอะไรก็ได้ ขึ้นอยู่กับความสนใจและความมุ่งมั่น (จะเห็นว่าไม่ได้ใช้คำว่าความสามารถ เพราะความสามารถฝึกฝนเอาได้ เพิ่มขึ้นจากประสบการณ์ และการเรียนรู้)

แต่ความสนใจและความมุ่งมั่นต่างหาก ที่จะทำให้ใครสักคนทำงาน 10-20 ปีโดยไม่เปลี่ยนสายอาชีพ (อันนี้ขอยกเว้นคนที่ไม่กล้าก้าวออกจากคอมฟอร์ดโซน)

คุณบอลบอกว่า ทุกอาชีพมียอดพีระมิดของมันอยู่ คือทำอาชีพอะไรก็มีรายรับสูงได้ เพราะทุกอาชีพมีพวกที่ได้เงินเดือนหนึ่งถึงสามแสนอยู่ ขึ้นอยู่กับความสามารถและประสบการณ์ของเรา หรืออย่างอาชีพนักเขียนก็เช่นกัน คือมีทั้งนักเขียนที่มีรายรับไม่สูง และนักเขียนที่ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ ขึ้นอยู่กับความสามารถ แนวทางที่เขียน และสำนักพิมพ์ที่ออก

อันนี้ผมขอเสริมว่า อย่างนักเขียนคนหนึ่งที่ผมรู้จัก เขาก็ได้ค่าต้นฉบับปีละ 1ล้านบาท (คือเสียภาษี 25% ) มาสองปีติดแล้ว เพราะเขามีหนังสือใหม่ออกปีละ 2-3 เล่ม และงานเก่าๆ ของเขาก็ได้รับการพิมพ์ซ้ำ หนังสือหลายเล่มของเขาตีพิมพ์ซ้ำครั้งที่ 11 หรือ 12 แล้ว

3
คุณบอลบอกว่า การที่เรารู้ว่าชอบอะไรและมุ่งสั่งสมประสบการณ์ไปสายเดียว จะได้เปรียบกว่าคนที่ทำงานหลายอย่างเช่นเขามาก
คือคนที่ทำหลายอย่างมีข้อดีคือรู้กว้าง แต่อาจจะไม่เด่นสักอย่าง
ขณะที่คนทำอย่างเดียวจะรู้ลึก และเป็นที่ต้องการของตลาดนั้นๆ

แต่ในช่วงเริ่มต้น ตอนที่เป็นพนักงานใหม่ ถ้าหากต้องทำหลายอย่างก็อย่าไปเกี่ยงงาน เพราะมันทำให้เราได้สั่งสมประสบการณ์ และเวลาเปลี่ยนงาน เราก็จะได้เปรียบ เพราะสามารถบอกบริษัทใหม่ได้ว่าเคยทำสิ่งนั้นสิ่งนี้มา เพราะบริษัทส่วนใหญ่จะไม่ค่อยให้โอกาสคนที่ไม่มีประสบการณ์ หรือเวลาเปลี่ยนสายงาน หากเคยทำมาหลายอย่าง ก็จะมีโอกาสข้ามสายงานได้มากกว่า ก่อนที่สุดท้ายเราจะเลือกลงลึกในสายวิชาชีพเดียวไปตลอดชีวิต

สำหรับผมคิดว่า หลังเรียนจบ จริงๆ มันเป็นช่วงเวลาที่ดีมาก ที่จะได้ลองงานต่างๆ เพราะวัย 22-29 ปีเป็นช่วงที่ไม่มีภาระมากนัก และสามารถสนุกกับชีวิตการเปลี่ยนงาน ย้ายงานได้เต็มที่ แต่สิ่งสำคัญในการสมัครงานที่ผมบอกน้องๆ ไปก็คือ ทุกครั้งที่สมัครงานขอให้จำไว้ว่า "บริษัทไม่ได้เป็นคนเลือกเรา แต่เราต่างหากที่เป็นคนเลือกบริษัท"

หากที่ไหนไม่เลือกเราก็ให้คิดว่า
“เขาได้พลาดคนที่ดีที่สุดไปแล้ว"
SHARE
Writer
porglon
Editor
พอกลอน ซาเสียง จบสถาปัตย์ ม.เกษตรศาสตร์ เริ่มทำงานหนังสือด้วยการเป็น กองบรรณาธิการสำนักพิมพ์ a book (2551-2553) บรรณาธิการสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุ๊คส์ (2554) ปัจจุบันเป็นบรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ springbooks และ สำนักพิมพ์ shortcut / ผู้เขียนหนังสือ "ทดเวลาฝันเจ็บ" (2559) บรรณาธิการหนังสือ เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด / ก่อนความฝันจะล่มสลาย / บ๊อบ แมวเตะฝันข้างถนน / เรื่องนี้พี่บอกเธอคนเดียว / ไม่เอาน่ะ อย่าคิดมาก / สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก / โตขึ้นจึงรู้ว่า / นักสะสมความรู้สึก / ชีวิตมันก็แบบนี้แหละ / โลกนี้สอนให้รู้ว่า... ฯลฯ

Comments

KCstory
10 months ago
ชอบบทความ ติดตามอยู่นะคะ 
Reply
porglon
10 months ago
ขอบคุณที่ชอบครับ เป็นกำลังใจให้มากเลย:)
Nu_Bell
10 months ago
เยี่ยม
Reply
porglon
10 months ago
ขอบคุณมากครับ
sundaymorning
10 months ago
หนูเพิ่งจบจากคณะมนุษฯ มก.เมื่อปีที่แล้ว ตอนนี้กำลังหางาน ขอบคุณสำหรับบทความดีๆค่ะ. :)
Reply
porglon
10 months ago
ขอให้น้องได้งานที่สนุกๆ นะครับ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านฮะ
Minel
10 months ago
ขอบคุณสำหรับมุมมองใหม่ๆ ครับ 
Reply
porglon
10 months ago
ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์ครับ
Cakecre
6 months ago
รู้จริงในงาน รอดค่ะ ต่อยอดเรื่อยๆ เริ่ดค่ะ
Reply