เรื่องน่าเบื่อ

บางครั้งก็ไม่ใช่ใครที่ใหนหรอก
แต่เป็นตัวเราเองต่างหาก
ที่ไขว่คว้าหาชีวิตของผู้อื่น
เพื่อนำมายัดเยียดลงไปในชีวิตของตัวเอง





.......
......
.....
....
...
..
.




มันน่าแปลกจริงๆ นั่นแหละ
แปลกที่มนุษย์เรา
ชอบเอาชีวิตของตัวเอง
มายัดเยียดใส่ในชีวิตคนอื่น

แต่ที่น่าแปลกยิ่งกว่า
คือการที่บางครั้ง
เรากลับชอบเอาชีวิตของคนอื่น
มายัดเยียดลงไปในชีวิตของตัวเอง

และสิ่งที่น่าแปลกที่สุด
คือการที่สังคมก็ส่งเสริมในการกระทำนั้น
ด้วยคำว่ามาตรฐานที่เป็นเช่นกรอบวัด
ที่นำมาจากชีวิตหรือความคิด
แค่เพียงของใครบางคน



เสียงปากกาขีดเขียนลงบนกระดาษยาวนานต่อเนื่องเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด เสียงอาจารย์ยืนพูดน่าชั้นเรียนที่ชวนให้จิตใจผ่อนคลายจนอยากจะหลับใหลลงไปทั้งที่มือยังคงจับปากกาไว้อย่างมั่นคง สายตาของผมจ้องมองไปยังกระดานไวท์บอร์ดสีขาวที่เต็มไปด้วยหมึกสีดำสลับแดง ผมไม่รู้ว่าผมกำลังเขียนอะไรอยู่ด้วยซ้ำไป รู้แค่เพียงว่าต้องทำตัวให้กลมกลืนเสมือนว่าตั่งใจและเข้าใจมันเป็นอย่างดี


ใช่ผมกำลังนั่งอยู่ในห้องเรียน กำลังเรียนในวิชาที่ไม่รู้สักนิดว่าอนาคตผมจะได้ใช้มันจริงๆ สักเท่าไร แต่มันเป็นสิ่งที่ผู้คนรอบตัวต่างบอกกันว่าสำคัญ และจำเป็นอย่างมากต่ออนาคต ผมอยากถามกับพวกเขาเหล่านั้นเหลือเกินว่าพวกคุณรู้กันได้อย่างไรว่าผมจะต้องใช้มัน ในเมื่ออนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน และพร้อมจะพลิกวนหมุนเวียนไปได้ไม่รู้จบ พวกเขาต่างพร่ำบอกจนผมเริ่มจะสงสัย ว่าพวกเขาเป็นหมอดู ที่กำลังมองเห็นอนาคตของผมอยู่เช่นนั้นหรืออย่างไร


ใครบางคนเคยดุด่าว่าผมไม่ตั่งใจเรียน แต่เค้าเหล่านั้นกลับไม่เคยตอบผมได้เลยว่าสิ่งที่เรียนไปผมจะได้ใช้มันตอนใหน อนาคตอาจจะมีถึงแค่พรุ่งนี้ก็ได้แล้วถ้ามันมีแค่นั้นจริงๆ ผมจำเป็นต้องทุ่มเทกับมันมากขนาดใหนกัน


จะว่าผมขี้เกียจอย่างนั้นหรือ

ไม่นะ

ผมว่าผมขยันกว่าพวกเขาบางคนที่ว่าผมอย่างนั้นด้วยซ้ำ ในเมื่อผมอ่านหนังสือบางวันจบไปหลายเล่ม แต่กลับกันพวกเขาแทบจะไม่เคยอ่านมันเลยด้วยซ้ำ ผมก็ขยันที่จะทำของผมแบบนี้ พวกเขาก็ขยันในสิ่งที่พวกเขาเชื่อ เราต่างมีความชอบ ความต้องการ และมีความคิดที่ไม่เหมือนกัน

พวกคุณก็ขี้เกียจกันทุกคนนั่นแหละ
ถ้าเอาเกณฑ์ของผมเป็นมาตรฐาน



ผมเบื่อ 

ใช่ 

ผมกำลังเริ่มเบื่อ 

หรือบางที

ผมอาจจะเบื่อมานานแสนนานแล้วด้วยซ้ำ 

เบื่อกับการทำอะไรเดิมๆ 

แต่กลับกัน

ผมยังไม่กล้าพอจะเริ่มทำสิ่งใหม่



อาจบางทีคงเป็นดังในความฝันเมื่อคืน

พระเจ้าท่านบอกผมไว้ถูกต้องแล้วจริงๆ

มนุษย์หรอ อืมก็คงสัตว์แปลกๆ
ที่ชอบความท้าทายมาก
มากพอๆ กับที่กลัวความเสี่ยงล่ะมั้ง

มันน่ากลัวจริงๆ นะความเสี่ยงนี่

ถ้าผมเดินออกมามันจะเป็นยังไง

ผู้คนรอบตัวจะมองผมด้วยสายตาแบบใหน

ชีวิตของผมจะเป็นยังไง

มันเป็นทางที่ถูกแล้วจริงหรือเปล่า



ผมเริ่มอ่านหนังสือครั้งแรกตอนอายุเท่าไร
ผมจำไม่ได้
แต่ทุกวันนี้ผมยังคงอ่านมันอยู่

ผมเริ่มเรียนหนังสือครั้งแรกตอนอายุเท่าไร
ผมจำไม่ได้
และทุกวันนี้ผมยังคงเรียนอยู่


แต่ผมไม่เคยอ่านหนังสือเล่มเก่า
ครั้งแรกผมอ่านหนังสือเกี่ยวกับชีวิตในป่า
ต่อมาอ่านการฝึกจิตกรรมฐาน
ผมเริ่มอ่านหนังสือสวดมน
เปลี่ยนไปอ่านนิทานก่อนนอน
และตามด้วยนิทานชาดก
ผมเริ่มอ่านวรรณคดี
มัธยมต้นอ่านการ์ตูนตามเพื่อน
มัธยมปลายเริ่มอ่านนิยาย
ช่วงใกล้จบชอบอ่านจิตวิทยา
มหาลัยถึงเปลี่ยนมาเป็นเรื่องสั้น วรรณกรรม

ผมไม่ชอบอะไรซ้ำๆ
และไม่ทำมันนานเกินไป
ตอนนี้ผมเบื่อหนังสือเกี่ยวกับป่า
ถ้าอ่านหนังสือฝึกจิตหรือสวดมนต์ก็คงหลับ
นิทานก็รู้สึกไร้สาระ
วรรณคดีบางทีก็ไม่สมเหตุสมผล
การ์ตูนก็มีแต่คล้ายๆ เดิม
นิยายที่เดาทางได้ก็ไม่คิดจะอ่าน
จิตวิทยาส่วนใหญ่ก็หลักการเดิมๆ
ใครจะรู้ผมอาจเปลี่ยนไปอ่านอะไรอีกก็ได้


ผมเคยเล่นเกมส์มาก่อน
เคยติดมันมากถึงมากที่สุด
แต่ไม่นานหรอก
ประมาณสามสี่ปีผมก็เริ่มเบื่อ

ออ ผมแทบไม่เคยเล่นเกมส์ใหนเกินเดือนเลย


ผมเคยชอบดูละครก่อนนอนเป็นที่สุด
แต่เดี๋ยวนี้กลับถามหาแต่ความสมจริง
ผมจำไม่ได้แล้วเรื่องสุดท้ายที่ดูคือเมื่อไร


ผมเป็นเด็กเรียนดีมาตลอด
ประถมผมสอบได้ท็อบหลายวิชา
คณิต สังคม วิทย์ พละ สุขะ
และไปแข่งอยู่หลายครั้ง
แม้ผมจะท่องสูตรคูณไม่ได้
และจำสูตรพื้นฐานเลขาคณิตไม่ได้เช่นกัน

มัธยมต้นผมเริ่มไม่ตั่งใจเรียน
แต่เกรดผมยังคงดีอยู่
ผมแทบจะไม่เรียนในห้อง
แต่นั่งอ่านและทำโจทย์เสร็จก่อนเสมอ

มัธยมปลายผมวิ่งเข้าหากิจกรรม
การเรียนแถบจะทิ้งไว้เบื่องหลัง
แต่ยังรักษาเกรดได้ดี

ทำไมผมถึงต้องเรียนมหาลัย
ทำไมผมต้องทำเช่นกันกับที่ทำมาแล้วหลายปี
บรรยากาศมันไม่ได้ต่างกันสักนิด
นอกจากจำนวนคนในห้องเรียนที่มากขึ้น
กับคะแนนเก็บที่น้อยลง

ผมไม่เห็นได้ใช้ความรู้ที่เรียนมาเท่าไรเลย
ทั้งๆ ที่ผ่านมาแล้วกว่ายี่สิบปี
บางครั้งความรู้จากหนังสือที่อ่านเล่นๆ
ยังได้ใช้บ่อยกว่าเลยด้วยซ้ำ
แล้วทำไมผมต้องตั่งใจทำในสิ่งที่น่าเบื่อ
ในเมื่อผมรู้ว่าถ้าผมตั่งใจจริงผมสามารถทำไดดี

เพื่อพิสูจให้คนอื่นเห็นว่าผมเก่ง
เพื่อทำให้คนอื่นภาคภูมิใจ

อย่าบอกว่าเพื่ออนาคตของผมเลย
ถ้าผมบอกว่าผมไม่ได้ต้องการความรวย
ชื่อเสียง หรือความมั่นคงสักนิด
และผมสามารถเลี้ยงดูชีวิตตัวเองได้

และอย่าได้บอก
ว่าผมยังไม่เคยเห็นความโหดร้ายของสังคม
บางทีผมอาจพบเห็นมามากกว่าใครบางคน
ที่เรียนจบมาแล้วได้งานทำ
แต่เป็นงานที่ตนนั่งบ่นว่าลำบากด้วยซ้ำไป



ผมพยายามใช้ชีวิตของผมให้คุ้ม
แต่มันไม่ง่ายสำหรับกรอบที่กำหนดไว้

ผมชอบความท้าทาย
แต่ไม่ใช่ความท้าทายที่คนอื่นสร้างขึ้น
เพราะมันไม่ได้ท้าทายสำหรับผม

แต่ผมกลัวความเสี่ยง
เพราะพันธนาการของคำว่าครอบครัว



" แล้วเราจะมีสอบท้ายบทกันทุกครั้งนะ ห้ามขาด "


เสียงอาจารย์พูดหลังสิ้นสุดคาบเรียน





..........
.........
........
.......
......
.....
....
...
..
.





" กุว่าจะดรอปว่ะ แม่งเรื่องมากชิบ งานก็เยอะ สอบก็บ่อย ขาดก็ไม่ได้ เอาเวลาไปทำอย่างอื่นก็ไม่ได้ "


ผมพูดกับตัวเองและเพื่อนบางคน




" ครูไม่แนะนำให้เธอดรอปนะเพราะคะแนนเธอก็อยู่ในเกณที่พอใช้ "


อาจารย์ประจำวิชาพูดกับผม


แต่ผมไม่ได้อยากดรอปเพราะคะแนน
ผมแค่เบื่องาน เบื่อสอบ
และจะเอาเวลาไปทำอย่างอื่น

ผมเคยเครียดกับเกรดนะ
เพราะเพื่อนเกรดดีกันทั้งนั้น
แต่ผมนึกได้ว่ามันไม่ใช่มาตรฐานของผม
และผมเอาเกรดมากินหรือซื้ออะไรไม่ได้

มาตรฐานของใครก็ไม่รู้
คุยกันสักครั้งก็ยังไม่เคย
แล้วเอาอะไรมาตัดสินผม
แล้วผมจะไปเอามาตัดสินตัวเองทำไม


ผมไม่ได้ดรอป
เพราะผมยังกลัวความเสี่ยง
และจะพยายามหาอะไรที่มันท้าทายทำ
แต่จะทำอะไรดี???

มีแต่เรื่องน่าเบื่อ!!!





















ต่อจาก " ความจริง "



SHARE
Written in this book
เรื่องของผม
มนุษย์คืออะไร มีอยู่เพื่ออะไร แล้วทำไมผมต้องเป็นมนุษย์

Comments

U-mairah
6 months ago
ชอบอ่ะ
Reply
konimon
3 months ago
ขอบคุณครับ 😀😀