จะปลุกไฟในการทำงานได้อย่างไร?
อย่า! อย่าเข้ามาอ่านถ้าคุณอยากได้แรงบันดาลใจ เพราะนี่คือการบ่นจากคนที่เริ่มหมดไฟในการทำงานคนหนึ่งเท่านั้นเอง...ต้องขอโทษผู้อ่านไว้ ณ จุดนี้...อาเมน 

เป็นวันทำงานที่น่าเบื่ออีกวัน วันที่หัวหน้าไม่อยู่ รีพอร์ททำเสร็จและส่งรายงานไปยังแผนกอื่นเรียบร้อย งานเก่าไม่คั่งค้างรอเพียงแค่ตรวจงานใหม่ของลูกน้องที่เพิ่งรับเข้ามาใหม่ไม่เกิน 3 เดือน แน่นอนต้องเพิ่มความรอบคอบเป็นทวีคูณพลาดไม่ได้ พลาดเมื่อไหร่จบกันพอดีทั้งหัวหน้าทั้งลูกน้อง หลังจากกลับมาจากลาคลอดเหมือนไฟในการทำงานเริ่มมอดลงทุกที ด้วย2-3 เหตุผล
 
เหตุผลแรกผลงานที่กะจะให้เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงปีนี้เพื่อจะเลื่อนตำแหน่งถูกทีมที่เพิ่งฟอร์มขึ้นมาใหม่แย่งไปหน้าตาเฉย..เฉยยยยยย (เสียงเอคโค่) อะไรกันว๊าาาา ช่วงที่ลาคลอดนั่นเอง หัวหน้าก็ดูเซ็งน่าดูเพราะนอกจากผลงานทีมตัวเองจะถูกแย่งไม่พอ ยังถูกตัด headcount ลูกน้องไปอีกสองคน แต่ทำอะไรไม่ได้เขาได้แต่บอกว่า เราก็ทำของเราไปเรื่อย ๆ แหละ ถ้าอีกทีมทำไม่ได้เราจะได้เอากลับมา แต่ในมุมของเราการทำแบบนั้นมันคือคลื่นใต้น้ำที่เป็นได้แค่คลื่นใต้น้ำที่ไม่มีใครมองเห็นคุณค่า ดีไม่ดีการทำแบบนั้นเท่ากับไปช่วยทำผลงานให้คนอื่นโดยที่ไม่มีใครเห็นเลย ปิดทองหลังพระอย่าเอามาใช้ในแง่ของการทำงานเพื่อแข่งขันเลย แต่ละคนก็อยากถีบตัวเองขึ้นไปในจุดที่ตัวเองต้องการ และยิ่งมี KPI ค้ำคอใคร ๆ ก็อยากทำผลงานที่ outstanding กันทั้งนั้น เอาไว้โม้น้ำลายแตกฟองกับหัวหน้าว่าตัวเองมี improvement อะไรบ้างในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาก็ว่ากันไปวิถีมนุษย์เงินเดือน

เหตุผลที่สองต่อเนื่องจากเหตุผลแรก พอผลงานที่อุตส่าห์ถางทางมาตั้งแต่เริ่มต้นมาได้ครึ่งทางโดนแย่งไป ทำให้เคว้งแล้วจะเอาอะไรมาเป็น KPI ละนี่ตรู ฮืออออ เหมือนจะหลงทางไปต่อทางไหนดีฟร่ะ งานอื่นก็ดูน้อยลงไปไม่มีอะไรให้ทำมาก พองานน้อยเวลาว่างมากขึ้นแต่ต้องแสร้งว่ามีงานเยอะ เพื่อให้ดูไม่น่าเกลียดและไม่ถูกเพ่งเล็งว่าทำไมบทบาทคุณน้อยลง  

เหตุผลที่สามก็คงเป็นเพราะคิดถึงลูก ความคิดที่อยากหางานใกล้้บ้านทำก็ผุดขึ้้นมาในหัวทุกวัน ทุกวันนี้กว่าจะกลับถึงบ้านใช้เวลาไม่น้อยกว่าชั่วโมงครึ่งหรือแย่กว่านั้นก็สองชั่วโมง กลับไปเพียงแค่ได้เห็นลูกนอนร้องไห้หลับไปกับอกคนอื่น (สักวันฉันจะถูกหวยและจะรวยให้ดูจะได้ไม่ต้องทำงานงก ๆ แบบนี้อีกแล้ว คอยดู๊!) โอ๊ะความคิดในหัวดังไปหน่อย โทษ ๆ 

ขอแถมเหตุผลอีกหน่อยนึงได้ไหมอ่ะ...ขณะที่นั่งพิมพ์บทความนี้อยู่เพื่อนร่วมงานก็ขยันยื่นหัวมาอ่านเสียเหลือเกิน อยากรู้ไปซะทุกเรื่อง เบื่อสังคมการทำงานแบบนี้แลดูไม่สงบ ถ้ารู้แล้วเงียบเหยียบไว้ละไว้ในฐานที่เข้าใจได้ก็โอเค แต่รู้แล้วโพนทะนาให้ภาพลักษณ์คนทำงานเสียหาย.. ไม่ได้โว้ย เว่อวังเวิ่นเว้อไปเรื่อย 55

เอาเป็นว่าตั้งแต่กลับมาทำงานย่างอาทิตย์ที่สาม ไฟในการทำงานเริ่มมอดลงเรื่อย ๆ จนใกล้จะดับลงไปทุกวัน ใครมีแรงบันดาลใจที่นอกเหนือจากคำว่า "หนี้" และเพื่ออนาคตที่ดีมาบอกกันบ้างจะถือเป็นพระคุณเลยล่ะค่ะ (หน้าตาอ้อนวอน)


SHARE
Writer
KCstory
Writer
นักฝัน ที่อยากแบ่งปันมุมมองชีวิตผ่านตัวหนังสือให้คนที่ไม่รู้จักอ่าน

Comments

Praewhun
7 months ago
ทำงานมาสองปีเเต่เปลี่ยนมาสามงานเเล้วค่ะ ปัญหาอยู่ที่ตัวเองล้วนๆ เบื่อง่าย เพื่อนร่วมงาน โดนขโมยความคิด ปวดหัวจัง เง้ออ
Reply
KCstory
7 months ago
เรื่องขโมยผลงานนี่เจ็บปวดจริงๆ และที่ปวดหัวกว่าคือเพื่อนร่วมงานสมองกลวงที่ดีชะเลีย โว๊ะ!
porglon
5 months ago
ต้องแนวคิดของสำนักสโตอิกครับว่า เราควบคุมความคิดและการกระทำของคนอื่นไม่ได้ แต่เราพอจะควบคุณความคิดและการกระทำของเราได้ครับ 
Reply
KCstory
5 months ago
ขอบคุณที่มาอ่านและขอบคุณสำหรับคำแนะนำค่ะ....

ปลื้มมมผลงานติดตามอยู่เสมอนะคะ