คนไทยในกองทัพนาซี

“ข้าพเจ้าไม่รู้จะตอบแกว่าอย่างไร เลยกล่าวว่า “ พระพุทธเจ้าทรมานกายได้ผอมกว่าท่านมากนักยังไม่เห็นตาย นึกเสียว่าการอดอาหารช่วยทำให้กิเลสเบาบางลงก็แล้วกัน “ ตกเวลากลางคืน เกสตาโปนายทหารเอกของฮิตเลอร์นอนตามยาวของห้อง นายทหารม้าของพระเจ้าซาร์นอนตามขวาง ส่วนนายทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแห่งประเทศไทยนับว่าเป็นแขกหน้าใหม่ จะไปแย่งที่นอนเขาก็ไม่ได้ เลยต้องนอนข้างส้วมทุกคืนไป “


น้อยคนจะทราบว่า ขณะที่ญี่ปุ่นถูกปลดอาวุธในไทย ภายหลังลงนามยอมแพ้สงคราม ท่ามกลางเสียงโห่ร้องดีใจของชาวไทยทั้งแผ่นดิน สงครามได้จบลงแล้ว ยังมีคนไทยจำนวนหนึ่งที่ต้องนอนคุดคู้จนตัวสั่น ในมือมีเพียงเศษขนมปังดำๆ อยู่กลางกระแสลมหนาวของคุกเชลยสงครามในเมืองๆหนึ่งของออสเตรีย

ข้อความในอัญประกาศข้างต้น ยกมาจากตอนหนึ่งของ “ คนไทยในกองทัพนาซี “ บันทึกของ พ.อ. วิชา ฐิตวัฒน์ นักเรียนนายร้อยเยอรมันชาวไทยในสมัยสงครามโลกครั้งที่2 หนึ่งในคนไทยเพียงไม่กี่คน ที่ได้ลิ้มรสเชลยศึกในค่ายกักกันหลังสงคราม และเป็นหนึ่งในคนไทยเพียงไม่กี่คนที่ได้สะท้อนภาพมหาสงครามครั้งนั้นในมุมของผู้คนในแนวรบยุโรป ตั้งแต่สงครามเริ่มต้นจนสิ้นสุด

ขอเขียนบทความนี้ ด้วยความรู้สึกประทับใจ และความรู้สึกว่าอยากเก็บความรู้สึกนึกคิดหลังอ่านหนังสือเล่มนี้เอาไว้ ให้ได้จดจำไปนานๆ

ทีแรกไม่ได้ตั้งใจอ่านหนังสือเล่มนี้และไม่ได้ไปหอสมุดกรุงเทพฯเพื่อหาเล่มนี้แต่อย่างใด แต่ด้วยความที่หมวดของหนังสือที่ตั้งใจหา คือเบื้องแรกประชาธิปไตย ของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย อยู่ใกล้กับชั้นหนังสือแนวประวัติศาสตร์ ก่อนกลับ หลังจากก้มๆเงยๆดูสันหนังสือไปสักพัก ก็ได้เล่มนี้มาโดยบังเอิญ ด้วยสะดุดตาว่า คนไทย.. หืม นาซี ? ไปเกี่ยวกันตอนไหนฟระ

เพียงได้อ่านคำนำทักทายท่านผู้อ่าน ซึ่งลงท้ายด้วย ชื่อผู้เขียน ลงวันที่ ปีที่เขียน พ.ศ.2491 ก็รู้สึกมีแรงดึงดูดให้อ่านอย่างมาก มันมีความขลังบอกไม่ถูก ประหนึ่งว่าเรากำลังฟังเรื่องราวของคนรุ่นทวด ที่ยินดีต้อนรับเราเข้าสู่พื้นที่ความทรงจำของเขา

เรื่องนี้เป็นบันทึกของนายทหารชาวไทยที่ได้ทุนไปเรียนวิชาการทหารที่ประเทศเยอรมันก่อนไฟสงครามจะประทุขึ้น เพราะฉะนั้นในฉากต่างๆในบันทึก ตั้งแต่เริ่มลงเรือที่มาร์กเซย ประเทศฝรั่งเศส ไปร่ำเรียนที่เมืองต่างๆ ระหว่างทางก็แวะเมืองนั้นเมืองนี้ จึงฉายภาพชีวิตและความเป็นยุโรปก่อนสงครามได้อย่างน่าสนใจมาก ซึ่งการที่ไปเรียนที่ยุโรปในตอนนั้น ทำให้พอสงครามเปิดฉากขึ้นด้วยการรุกรานสายฟ้าแลบของเยอรมันภายใต้การนำของฮิตเลอร์ สถานทูตไทยประจำประเทศนั้นๆ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ชาวฝรั่งที่ดูแล จึงมีหน้าที่พาคณะนักเรียนและชาวไทยที่ตกค้างในดินแดนต่างๆหนีไฟสงครามลงมาเรื่อยๆ จนลงมาถึงฝรั่งเศส

บรรยากาศของการนั่งจิบชา การชมละคร การเต้นรำในกรุงปารีส ยังดำเนินไปสำหรับชาวฝรั่งเศสและชาวต่างชาติจากแดนไกลอย่างคณะนักเรียนไทยที่อพยพหนีลงมาฝรั่งเศสในยุคนั้น นั่นคงเป็นภาพฝรั่งเศสฉากสุดท้ายก่อนเยอรมันจะยาตราทัพเข้าชมหอคอยปารีสอย่างผู้พิชิต ผู้เขียนย้ายที่พักลงมาชนบททางใต้ของฝรั่งเศส นอกเขตที่เยอรมันจะมายุ่มย่าม พอถึงระยะหนึ่งเมื่อการเข้าปกครองฝรั่งเศสของฝ่ายอักษะสงบลง ก็มีคำสั่งให้นักเรียนไทยส่วนหนึ่งไปเรียนที่สหรัฐ ไปเบลเยี่ยม และประเทศอื่นๆที่อยู่ในยุโรปภายใต้การปกครองของอักษะที่มีเสถียรภาพขึ้น ผู้เขียนได้รับการเอื้อเฟื้อให้ไปเรียนการทหารสื่อสารต่อที่เยอรมัน ประเทศที่เกรียงไกรที่สุดด้านการทหารที่ชาติใดๆในโลกก็ต้องยอมรับ ในจุดนี้ ทำให้พบได้ทราบเบื้องหลังตอนหนึ่งของคุณอร่าม รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ เพื่อนที่ในตอนแรกจะไปเยอรมัน แต่เกรงว่าเยอรมันจะไม่ให้เกียรติชาวเอเชียผิวคล้ำ จึงขอทำเรื่องไปสวิสเซอร์แลนด์ และได้รู้จักกับพระพี่นาง ตลอดจนเป็นคนเดียวที่อยู่ในรถพระที่นั่งคันเดียวกับในหลวงภูมิพล เมื่อเกิดอุบัติเหตุทางท้องถนนจนเสียพระองค์เสียพระเนตรข้างหนึ่งไปในเหตุการณ์นั้น

กลับมาต่อที่คุณวิชาที่ไปเรียนต่อเยอรมัน ตอนช่วงกลางของหนังสือนี้ เราก็ได้เห็นภาพชีวิตของคนเยอรมันในมุมที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน อย่างน้อยก็เป็นวิถีชีวิตของคนเยอรมัน ขนบคติคิดต่างๆ และที่สำคัญที่สุดคือภาพของเมืองต่างๆในเยอรมันก่อนไฟสงครามจะโหมกลับมา ก่อนเสียงหวอและฝูงบินเหล็กของสัมพันธมิตรจะหอบเอาระเบิดกว่า 1.5 ล้านตันกลับมาคืนสนอง จนเมืองที่เคยได้พรรณาไว้มลายสิ้นไม่เหลือแม้เค้าโครงเดิมอีกเลย ระหว่างนั้นผู้เขียนได้บรรยายการใช้ชีวิตในกองทหารสื่อสารของเยอรมันไว้อย่างละเอียด การฝึก กฎระเบียบ ชีวิตในกองทัพ การทำงานในกองทัพเยอรมันในช่วงที่สัมพันธมิตรเริ่มรุกกลับ สงครามในแอฟริกาอักษะเริ่มมีทีท่าที่ไม่ดี สุดท้ายผู้เขียนจึงต้องย้ายกรมกองกลับเข้ามาทำงานในเบอร์ลิน ในวันที่เยอรมันเริ่มก่อสร้างหลุมหลบภัยเสริมเหล็กให้คณะทูตชาติต่างๆในเบอร์ลิน ขณะที่เสียงหวอและแรงระเบิดเริ่มทวีความถี่ขึ้นเรื่อยๆ

ตอนท้ายของเรื่อง ผู้เขียนจึงติดตามขบวนรถคณะทูตทหารชาติต่างๆออกจากเบอร์ลินด้วยการพรางแสงไฟ และเข้าเขตออสเตรียที่บ้านเมืองยังสงบสวยงามอยู่มาก เพราะสัมพันธมิตรเข้าไม่ถึง และที่ออสเตรียนี่เองที่ผู้เขียนเฝ้าติดตามข่าวสงครามจนรัสเซียขยับแนวรบมาประชิดเบอร์ลิน ตั้งแนวปืนใหญ่นอกป่าชานเมืองโหมระดมยิงใส่เบอร์ลินทั้งวันทั้งคืน ในจังหวะเดียวกับที่ทัพร่วมสัมพันธมิตร ที่มีอเมริกาแถมมาด้วย ตีเข้ามาบรรจบกันที่เบอร์ลินจากทางตะวันตก สัมพันธมิตรได้ชัยชนะ เริ่มมีการปลดอาวุธของเจ้าหน้าที่เยอรมันในภูมิภาคต่างๆ สายลับเกสตาโปและสมุนนาซีถูกเก็บเข้าคุก ทหารหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับเยอรมันถูกสอบสวน บางคนถูกจับเข้าค่ายเชลย คุณวิชาโชคร้าย ถูกติดตะรางไปด้วยความมึนงง แม้จะทำลายเอกสารความทรงจำเกี่ยวกับการเป็นทหารให้เยอรมันจนสิ้นแล้วก็ตาม ด้วยความชุลมุนของข้อมูล การทำทะเบียนต่างๆ ทำให้ต้องติดคุกอยู่เป็นปี ออกมาสงครามก็สงบไปสักพักแล้ว ผู้คนก็ทยอยกลับ สำหรับเขา ก็ต้องรีบติดต่อสถานทูต เขียนเอกสารแทนพาสปอร์ตเอง เพื่อเข้าสวิสไปออกฝรั่งเศส ติดเรือเดินสมุดของเดนมาร์กกลับประเทศบ้านเกิด ระหว่างอยู่สวิสก็มีตอนหนึ่งที่ได้บันทึกบรรยากาศของคนไทยยุคเปลี่ยนแผ่นดิน เมื่อได้ข่าวการสูญเสียรัชกาลที่8 และบรรยากาศการรับเสด็จในหลวงรัชกาลที่9 ครั้งเสด็จมาศึกษาต่อ (หลังจากขึ้นครองราชย์แล้ว) ณ รันเวย์สนามบินตรงนั้นเลย ซึ่งได้บรรยายไว้ละเอียดจนชวนให้นึกภาพตาม เป็นมุมมองที่เราไม่เคยจะได้นึกภาพ เพราะส่วนใหญ่เราได้ยินได้อ่านจากมุมมองของคนไทยที่อยู่บนแผ่นดินบ้านเกิดมากกว่า

นี่เป็นเรื่องราวคร่าวๆของหนังสือเล่มนี้ มีเรื่องราวและเกร็ดประวัติศาสตร์อื่นๆที่เราเชื่อว่าเป็น unseen หรือไม่ค่อยได้ยินคนพูดถึง หากเป็นเพียงนักอ่านสามัญ(อย่างเราเป็นต้น) ไม่ได้คลุกคลีกับวิชาประวัติศาสตร์นี้อย่างเจาะลึกจริงๆ ต้องกล่าวว่าหนังสือเล่มนี้ให้รสชาติที่หลากหลายไม่ใช่แค่ภาพของสงคราม แต่เป็นภาพชีวิต เป็นไดอารี่ของคนที่อยู่ในเหตุการณ์จริงเพียงไม่กี่คนที่บันทึกไว้ในภาษาไทย และจะช่วยปะติดปะต่อภาพประวัติศาสตร์ได้ดีมากหากใครเคยรู้จักเรื่องของนักเรียนไทยในยุคไกเซอร์ ( มีอยู่เล่มนึงของสำนักพิมพ์สารคดี ) ซึ่งฉายภาพกลุ่มนักเรียนนายร้อยไทยที่ส่งไปเรียนในยุคไกเซอร์ยังเป็นประมุขของเยอรมัน ยุคที่กลุ่มเชษฐบุรุษ คือนายทหารรุ่นคณะราษฎรโดยเฉพาะฝ่ายทหารยังเป็นเพื่อนร่วมเรียนร่วมนอนกับเจ้านายหลายพระองค์ที่ไปเรียนด้วยกัน และได้เริ่มแตกหน่อทางความคิด นายทหารรุ่นเดียวกันหลายคนก็ผันมาเป็นศัตรูทางอุดมการณ์ กระชับแนวรบเข้าประมือกันเองในเหตุการณ์กบฏบวรเดชที่เกิดขึ้นต่อมาหลังเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง ก็น่าจะทำให้เข้าใจไทม์ไลน์ของประวัติศาสตร์ได้ดีขึ้นในระดับของบุคคลในช่วงยุคต่างๆ ได้ดีขึ้นจริงๆ

เช่นมีตอนหนึ่ง ที่นายทหารฮุสซาร์ ทหารม้ารักษาพระองค์ของพระเจ้าซาร์ก่อนบอลเชวิคจะโค่นราชวงศ์โรมานอฟนายหนึ่งได้มาติดคุกพร้อมผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ จนได้เป็นเพื่อนร่วมนอนด้วยกัน นายทหารคนนี้พูดว่าเคยเป็นสหายของเจ้านายไทยพระองค์หนึ่งในกองทหารฮุสซาร์ ซึ่งถ้าเคยทราบมาก่อน ก็น่าจะปะติดปะต่อได้ว่าเป็น สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ พระโอรสในล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 (เสด็จทวดของฮิวโก้) ที่ไปเรียนกับนายพุ่ม สาครเพื่อเป็นคู่แข่งกัน จนพระองค์ทำคะแนนได้อันดับหนึ่งจารึกไว้ที่โรงเรียนแห่งนั้น และกลับมาเป็นเสนาธิการทหารบกในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์

หรืออีกตอนหนึ่งที่ผู้เขียนถูกย้ายขึ้นเหนือมาอยู่ในค่ายเชลยสงครามในเขตเยอรมันร่วมห้องขังเดียวกันกับเสนาธิการของนาซีเยอรมัน(เพราะล่ามเยอรมันที่คอยแปลให้ผู้คุมอเมริกัน ให้เกียรติว่าเป็นเจ้าหน้าที่ทูตทหารไทย เลยช่วยคุยให้ประมาณนั้น) และก็ได้นั่งเรียนปรัชญาชีวิต ยันยุทธวิธีสงครามจากยอดขุนศึกกองทัพเยอรมัน ซึ่งก็มีหลายคนถามไถ่สารทุกข์สุกดิบถึง นายดิ่น (พระศรีสิทธิสงคราม ) พระยาพหลฯ และคนไทยคนอื่นๆซึ่งเป็นเพื่อนๆกันในสมัยเป็นนักเรียน กอดคอกันเที่ยว เต้นรำ นั่งเรียนด้วยกัน ทำให้เห็นว่าประวัติศาสตร์ที่เหมือนเป็นจิ๊กซอว์ได้ค่อยๆต่อกันออกมาเป็นภาพที่ชัดขึ้น

เป็นความประทับใจเล็กๆ ที่อ่านจบอีกเล่มนึงก่อนฤดูอ่านสอบที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นเร็วๆนี้

ปล. ชอบคำกล่าวตอนนึงที่ว่า

“ แต่ก่อนเรามักจะกล่าวกันว่า มนุษย์เพียรสร้างและพระผู้เป็นเจ้าเพียรทำลาย แต่ในครั้งนี้ มนุษย์เพียรสร้าง แล้วมนุษย์เองก็เพียรทำลาย น่าอนาถยิ่ง “
จริงอยู่ บางครั้งเราอ่านหนังสือสงครามจนได้ความหดหู่ แต่ก็เพื่อจะได้บทเรียน เราเชื่อว่า หนังสือแนวนี้ ยิ่งอ่านยิ่งเห็นเพียงใด คนรุ่นหลังเราจะได้เห็นคุณค่าของสันติภาพมากขึ้นเพียงนั้น






คัดมาจากเฟสของข้าพเจ้า ครบหนึ่งปีที่เขียนพอดี
SHARE
Writer
Natcvich
Reader
เกิดหลักสี่ เรียนวังหลัง

Comments

MiRinDreamGirl
1 year ago
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆนะคะ เป็นความรู้ที่ดีมากๆค่ะ
Reply
Natcvich
1 year ago
ครับผม ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะครับ ^^