บัตรนักเขียน & ความเป็นนักเขียน
เมื่อวาน มีคนมาพูดอะไรแปลกๆ กับฉันด้วยล่ะค่ะ เธอถามฉันว่า “มีบัตรนักเขียนรึยัง?” 

คนที่มาพูดด้วย เธอเล่าให้ฟังว่าเธอมีเพื่อนเป็นนักเขียน ลูกของเพื่อนคนหนึ่งก็เป็นนักเขียน ทั้งคู่เป็นนักเขียนอยู่ที่อเมริกา ถ้ามีบัตรนักเขียนแล้วก็สามารถใช้ลดราคาเวลาซื้อหนังสือได้ทั่วโลกเลย 50 เปอร์เซ็นต์

ไม่แน่ใจว่ามีข้อเท็จจริงในบทสนทนาของเธอมากน้อยแค่ไหน แต่ตัวฉันไม่สนใจเรื่องส่วนลดค่าหนังสือ 50% เท่าไร เพราะแค่ได้ลด 10-20% ก็ดีใจแล้วค่ะ คือเราเห็นใจทั้งนักเขียนทั้งสำนักพิมพ์น่ะ ถ้าต้องโดนลดราคาลงมามากมายขนาดนั้น

แต่เนื่องจากว่า นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้ยินเรื่อง “บัตรนักเขียน” ก็เลยพยายามวิเคราะห์ดูว่า...มันคืออะไรกัน
 
จะใช่ “วีซ่าสำหรับศิลปิน” เวลาจะเดินทางเข้าประเทศหรือเปล่า? 
เพราะเคยได้ยินว่าถ้าเป็นศิลปิน เวลาไปทำการแสดงในต่างประเทศ ต้องยื่นขอวีซ่าศิลปิน ซึ่งฉันก็ไม่รู้ว่าคนเป็นนักเขียนจะเข้าข่ายศิลปินในหมวดนี้ไหม นักเขียนยื่นสมัครวีซ่าชนิดนี้ได้รึเปล่า และวีซ่าชนิดนี้มันมีสิทธิประโยชน์ต่างจากวีซ่าท่องเที่ยวตามปกติยังไง

หรือมันคือ “ใบยืนยันสถานภาพ” ว่าคนคนนี้เป็นนักเขียน? 
เป็นเอกสารจำพวกเดียวกันกับบัตรไกด์หรือใบประกอบโรคศิลป์ของแพทย์หรือเปล่า?

หรือมันอาจจะหมายถึง “การเป็นสมาชิกของสมาคมนักเขียน” 
ในต่างประเทศเขามีสมาคมนักเขียนหลากหลาย ไม่ว่าจะสมาคมนักเขียนแห่งชาติ สมาคมนักเขียนอิสระ สมาคมนักเขียนแนวสืบสวน สมาคมนักเขียนแนวแฟนตาซี สมาคมนักเขียนหญิง ฯลฯ แต่ละสมาคมจะมีการจัดสัมมนามี workshop เพื่อพัฒนาทักษะของนักเขียน รวมทั้งประชาสัมพันธ์ข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับแวดวงนักเขียน 

เช่น สมมติว่ามีเทคโนโลยีใหม่แบบ Kindle โผล่ขึ้นมา สมาคมก็จะช่วยนักเขียนที่เป็นสมาชิกให้ได้เตรียมตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลง ต้องเตรียมพร้อมเรื่องไหนอย่างไรบ้าง เป็นต้น
หรือ จากนโยบายให้อังกฤษออกจากอียู มันส่งผลต่อนักเขียนอังกฤษที่ตีพิมพ์ผลงานขายในประเทศในกลุ่มสมาชิกอย่างไรบ้าง ก็ว่ากันไป...

คือเรื่องพวกนี้มันเป็นข้อมูลข่าวสารเฉพาะกลุ่มเฉพาะทางในแวดวงนักเขียนสุดๆ ไม่สามารถหาอ่านข่าวแบบนี้ได้ในรายงานข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์ เพราะว่ามันเป็นข่าววงในแบบเฉพาะทางมาก เปรียบเทียบแล้วก็เหมือนพวกวารสารวงการแพทย์ วารสารสถาปนิกนั่นล่ะค่ะ


ตอนที่ฉันได้ยินคำว่า “บัตรนักเขียน” หลุดออกจากปากของคุณพี่คนนั้น สิ่งแรกที่แว้บขึ้นมาในหัวเลยก็คือ Quote ของสตีเฟน คิงค่ะ 
 
สตีเฟน คิง บอกไว้ในหนังสือ On Writing ว่า “Do you need someone to make you a paper badge with the word ‘WRITER’ on it before you can believe you are one?’
(ต้องมีคนทำป้ายแปะว่าคุณเป็น "นักเขียน" ก่อนที่คุณจะเชื่อว่าตัวเองเป็นนักเขียนงั้นเหรอ?)
 
แต่แน่นอนว่าตอนที่ฉันคุยกับคุณพี่คนนั้น ฉันไม่ได้เล่าเรื่อง Quote นี้ให้เขาฟังหรอกนะคะ แหม... เราก็ผู้น้อยนี่คะ น้อมรับฟังก็คือน้อมรับฟังค่ะ :P 
 


คำถามคือ ...แล้วเราจะพูดได้เต็มปากและรู้สึกได้เต็มที่ว่าตัวเองเป็นนักเขียนเมื่อไรดีล่ะ?

ฉันไม่รู้ค่ะ 
ที่ไม่รู้ เพราะก่อนนี้ฉันไม่เคยคิดเรื่องนั้นเลย ที่ฉันทำลงไปก็แค่ลงมือเขียน

คนบางคนอาจจะแย้งอยู่ในใจ “แหม... ปากเก่งเนอะ ก็แค่ลงนิยายออนไลน์โนเนม แต่งเรื่องที่คนไม่รู้จักได้เรื่องสองเรื่องแค่นี้ก็กล้าเรียกตัวเองเป็นนักเขียนเหรอ”

555
นั่นน่ะสิคะ. 
แต่สิ่งที่ฉันอยากเป็นจริงๆ น่าจะเรียกว่า “นักเขียนอาชีพ” มากกว่าค่ะ
กำลังอยู่ในระหว่างก้าวเดินเพื่อไปให้ถึงจุดนั้น 
ยังงงๆ และยังต้องเรียนรู้อีกมาก แต่ก็ยังลุยต่อนะ

ระหว่างนี้ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าระยะทางกว่าจะไปถึงจุดนั้นมันต้องใช้เวลานานเท่าไร ต้องเจอกับอะไรอีกบ้าง ดังนั้น ขอบคุณจริงๆ สำหรับกำลังใจที่มีให้กันนะคะ ไม่ว่าจะคอมเม้นท์หรือ inbox หรือข้อความที่เขียนรีวิว-คอมเม้นท์นิยายของเรา มันช่วยในเรื่องกำลังใจมากมายจริงๆ ขอบคุณมากๆๆๆๆ เลยค่ะ
 


ยังคะ. 
บทสนทนาของฉันกับคุณพี่คนนั้นยังไม่จบ.

คุณพี่คนนั้นแสดงความเห็นว่า การจะเข้าวงการได้เนี่ย มันต้องรู้จักคนใน แล้วให้เค้าพาเข้าไป แล้วเธอก็ถามฉันว่าฉันรู้จักใครบ้าง

ฉันรู้จักใครบ้างเหรอ? 
อืม... จะตอบยังไงดีนะ

คือฉันไม่ได้รู้จักใครเลยล่ะค่ะ

การจะเข้าวงการนักเขียนได้ต้องใช้เส้นสายจริงเหรอ? 
ส่วนตัวแล้วฉันไม่ค่อยเชื่อเท่าไร แต่ก็ไม่สามารถหาคำตอบที่คลุกวงในกว่านี้มาตอบได้ 
เหตุที่ไม่เชื่อเรื่องเส้นสาย เพราะสุดท้ายแล้ว ผลงานมันก็มีให้เห็นกันอยู่คาตา... 
ฉันคิดว่าคุณภาพงานเขียนคือสิ่งสำคัญค่ะ แต่ไม่น่าจะเป็นแค่เหตุผลเดียวว่างานเขียนชิ้นนั้นจะถูกหยิบไปตีพิมพ์หรือไม่
 
ลองมองว่าถ้าเป็นคนมีชื่อเสียง เช่น นักธุรกิจ นักบริหาร นักเคลื่อนไหวเพื่อสังคม นักร้อง นักแสดง นักจัดรายการ ฯลฯ คนมีชื่อเสียงเหล่านั้นลุกขึ้นมาเขียนหนังสือสักเล่มหนึ่ง ความมีชื่อเสียงเหล่านั้นย่อมช่วยให้ผลงานเขียนของเขาเป็นที่รู้จักในวงกว้างกว่าการที่ใครก็ไม่รู้สักคนลุกขึ้นมาเขียนหนังสือขาย 

สำนักพิมพ์ไม่ได้เป็นแค่โรงพิมพ์ สำนักพิมพ์ยังต้องสวมบทบาทของนักลงทุน ถ้าจะตีพิมพ์งานของใครสักคนที่ไม่มีใครรู้จักกับคนมีชื่อเสียง ก็ไม่แปลกเลยถ้าเค้าจะเลือกคนมีชื่อเสียง ก็การลงทุนมีความเสี่ยงนี่คะ สำนักพิมพ์ก็ต้องเพลย์เซฟอยู่แล้ว ไม่น่าแปลกใจเลยสักนิด

พอสงสัยเรื่องการเข้าวงการ เราก็เลยลองนึกย้อนไปว่านักเขียนคนโปรดของเราเค้าเข้าวงการกันมายังไง

ลองดูคุณฮิงาชิโนะ เคโงะ กว่าจะเดบิวได้ เขาเขียนเรื่องระดับ “ฆาตกรรมคืนฝนดาวตก” เลยนะคะ (สนุกมากกกกกกก ครบทุกรส คือดีมากกกกกก)
****ข้อมูลผิดนะคะ เราเข้าใจผิดเองมาโดยตลอด อันนี้เช็คข้อมูลแล้ว คุณเคโงะเปิดตัวงานเขียนปี 1985 แต่กว่าจะดังเปรี้ยงๆ คือ กลลวงซ่อนตาย( The Devotion of Suspect X) ในปี 2005... คือกว่าจะดังระเบิดระเบ้อก็....แค่ 20 ปีเอง =____="")

หรือคุณมินะโตะ คะนะเอะ กับ “คำสารภาพ” (อัญเชิญขึ้นหิ้งไปเลยแบบไม่มีข้อโต้แย้ง คือเทพ คือเลิศ คือเขียนได้ไง???)

กว่านักเขียนญี่ปุ่นจะเข้าวงการได้ต้องชนะเลิศการประกวดเท่านั้น หรือถ้าไม่อย่างนั้น ก็ต้องเป็นการรวมเล่มนิยายออนไลน์ที่ผลงานโดดเด่นมากๆ การจะมีผลงานรวมเล่มของตัวเองในญี่ปุ่นได้จึงยากสุดๆ และ print on demand ที่ญี่ปุ่นก็แพงจับใจ นักเขียนคิดจะพิมพ์งานขายเองไม่ง่ายเลยล่ะค่ะ


หันมาดูทางเมืองไทยบ้าง.
ผลงานเดบิวของคุณกิ่งฉัตร เรื่อง “พรพรหมอลเวง” ทั้งสนุก แปลก แล้วไอเดียก็ดีด้วย น้าวีกับน้องเมย์คือแหวกทุกขนบของนิยายรักยุคนั้นจริงจัง

ผลงานของคุณทมยันตี ถ้าไม่นับเรื่องสั้นสามเรื่อง เรื่องยาวเรื่องแรกของเธอที่ตีพิมพ์คือ “ในฝัน” ในนามปากกาโรสลาเรน

เราอ่าน “ในฝัน” น่าจะตอนปี 3 ปี 4 คุณพระ... ตอนเขียนเรื่องนี้คุณทมยันตีอายุ 19-20 ปี ยังเป็นนักเรียนม.ปลาย อยู่เลย (เรียนม.8) เด็กขนาดนั้นแล้วเขียนประเด็นการเมืองระหว่างประเทศได้ขนาดนี้??? แล้วความโรแมนติกในเรื่องนี่ก็รสนิยมดีเกินวัยไปแบบสุดๆ OMG OMG... (แต่เรายอมรับนะคะ ถ้าจะเรียกใครสักคนว่าเป็นอัจฉริยะด้านการเขียน คุณทมยันตีสมควรเป็นหนึ่งในนั้นค่ะ)

เราไม่สันทัดผลงานของนักเขียนรุ่นใหม่สักเท่าไร เพราะช่วงที่โตขึ้นมาหันไปอ่านนอนฟิคชั่นกับนิยายแปลเป็นส่วนมาก จึงไม่รู้เลยจริงๆ ว่ากว่านักเขียนแต่ละท่านจะได้เดบิวมันยากขนาดไหน

อาจเพราะกำลังอินกับผลรอบไฟนอลของ Produce48 ด้วยค่ะ เพราะสาวๆ ที่เราเชียร์อยู่เหลือรอดจนได้เดบิวจริงๆ แค่สองคนเท่านั้น เลยรู้สึกว่าการจะได้เดบิวนี่มันช่างยากเย็นเหลือเกิน (เชียร์วอนยองกับแชยอนค่ะ แต่ทำใจเรื่องกาอึนกับมิรุไม่ติด 12 คนสุดท้ายไม่ได้จริงๆ)


ถึงการเดบิวจะสำคัญ 
แต่ส่วนตัวแล้ว เราเชื่อเรื่องพัฒนาการกับการรักษาระดับในระยะยาวมากกว่านะคะ 
การเดบิวสำคัญ แต่ที่สำคัญกว่าคือผลงานหลังจากนั้น เรื่อยมาจนถึงผลงานชิ้นปัจจุบัน
 
นักเขียนที่เราติดตามผลงานหลายคนมีลักษณะร่วมอย่างหนึ่ง คือ งานเขียนช่วงแรกๆ ของเขาในฐานะนักเขียน เราอ่านไม่ได้เลยล่ะค่ะ 
ไม่ว่าจะ “สดับลมขับขาน” หรือ “นอร์วีเจียนวูด” ของมูราคามิ หรือ “ปีเตอร์ คาเมนซิลด์” ของ เฮอร์มานน์ เฮสเส 
ต้องเป็นผลงานลำดับถัดๆ มา เราถึงจะโอเคกับมัน กว่าจะเจอผลงานชนิดที่อ่านแล้วตกหลุมรัก ก็เป็นเรื่องที่ห่างไกลจากตอนพวกเขาเริ่มเข้าวงการนานหลายปีเลยทีเดียว 

 
บังเอิญไปเจอข้อเขียนเก่าในกระดานสนทนาของ winbookclub วันที่ 24 พ.ย. 2017 คุณวินทร์ เลียววาริณ โพสต์ไว้ว่า 
"เขียนหนังสือปีแรก หืดขึ้นคอ ไม่รู้จะเริ่มประโยคแรกยังไง ไอเดียเยอะ แต่เขียนไม่ออก
2 ปี พอขยับตัวได้บ้าง แต่ยังวางพล็อตเรื่องสะเปะสะปะ
3 ปี คิดฝันแต่จะเล่าเรื่องใหญ่ คิดว่าจะให้งานเขียนของตนเปลี่ยนโลก
5 ปี เริ่มเข้าใจว่างานดีเป็นอย่างไร
8 ปี เริ่มเข้าใจว่าเล่าเรื่องง่ายๆ ให้เป็นยากกว่าเล่าเรื่องใหญ่ๆ
10 ปี เริ่มจับทางได้ เขียนเป็นเรื่องได้ แต่คุมไม่ได้ทุกเรื่อง
15 ปี เริ่มแม่นยำขึ้น รู้ว่าจะเริ่มอย่างไร จบอย่างไรจึงมีพลัง
20 ปี เริ่มเป็นนายของภาษา แต่ยังหลุดเป็นระยะ
25 ปี เริ่มแม่นยำขึ้น ผิดน้อยลง ฉับไวขึ้น
30 ปี เริ่มเข้าใจว่างานเขียนไม่มีกฎเกณฑ์อะไร
35 ปี หันไปเขียนเรื่องเล็กๆ ให้ดี น้อยที่สุดแต่ได้ผลมากที่สุด
50 ปี เริ่มไม่เข้าใจว่าเขียนทำไม ก็แสดงว่าได้เวลาเลิกแล้ว!" 

  
อ่านแล้วใจเย็นขึ้นเยอะเลยค่ะ :-)
งานเขียนเนี่ยมันเป็นเกมระยะยาวจริงๆ เลย
อยากเขียนเรื่องดีๆ ได้เร็วๆ จังเลยล่ะค่ะ


ที่ติดใจและคิดมากกับเจ้า "บัตรนักเขียน" ขนาดนี้ อาจเพราะจู่ๆ ก็มีคนที่ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้นมาชวนคุยเรื่องการเป็นนักเขียน ก็เลยแปลกใจละมั้งคะ
 
แต่อย่างไรก็ดี เมื่อไม่นานมานี้ เราได้เจอ “ความสนุก” อย่างหนึ่งของการเป็นนักเขียนด้วยล่ะค่ะ

ความสนุกอย่างหนึ่งของการเขียน คือ เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอด

ความรู้และทักษะด้านการเขียนมันมีเยอะมาก ใหญ่ยักษ์เป็นภูเขาน้ำแข็ง เรียนยังไงก็ไม่มีวันหมด ที่เขียนจบไปได้สองเรื่องนี่เป็นแค่พื้นที่เล็กๆ เป็นติ่งตรงยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้นเอง ยังมีสิ่งที่ต้องดำดิ่งลงลึกไปศึกษาอีกมาก และนั่นคือความสนุกล่ะค่ะ

คือมันไม่จำเป็นว่าต้องเป็นแบบนี้เฉพาะกับการเขียนนะ ทุกคนย่อมมีภูเขาน้ำแข็งเป็นของตัวเอง 
เมื่อหมกมุ่นกับอะไรบางอย่างมากๆ การเรียนรู้ก็จะไม่มีวันจบสิ้น

เหมือนนักวิทยาศาสตร์ ที่วิจัยเจาะลึกๆๆๆๆ ลงไปเรื่อยจนรู้จัก A จนทะลุปรุโปร่ง และเมื่อรู้ว่า A สัมพันธ์กับ B จึงเริ่มศึกษา B ด้วย แล้วก็ศึกษาลงลึกๆๆๆ ลงไป ความรู้ที่ได้ก็เลยยิ่งขยายขอบเขตออกไปอีก

หรืออย่างจิตรกรย่อมฝึนฝนจนชำนาญเทคนิคการวาดภาพแบบต่างๆ การลองใช้สีแต่ละชนิด ทดลองวาดภาพลงบนผืนผ้าหรือกระดาษชนิดใหม่ หรืออุปกรณ์การวาดแบบใหม่ๆ

หรือการอบขนม ชนิดของแป้ง ชนิดของเกลือ อุณหภูมิ ความชื้น ฯลฯ

เราคิดว่าเมื่อหลงใหลกับอะไรมากๆ สนุกกับมันจนลืมเวล่ำเวลา ถึงบางทีจะปวดหัว ตีบตัน คิดงานไม่ออก แก้ปัญหาไม่ตก แต่ก็ยังคิดๆๆๆๆ ทำๆๆๆ ต่อไปจนผ่านมาได้ นั่นก็คงเป็นเพราะ “ชอบ” นั่นแหล่ะค่ะ

แปลกจังเลยที่พึ่งรู้สึกตัว 
เราชอบการเขียนนั่นเองล่ะค่ะ :-)
เพราะชอบ ดังนั้นจึงไม่รีบเลย 
ใจน่ะอยากเห็นงานถูกตีพิมพ์วางขายเป็นเล่ม
แต่ไม่ว่างานจะได้ตีพิมพ์หรือไม่ ถ้ามีเวลาก็อยากจะกลับมาแก้ไขให้มันดีขึ้น 
ส่วนอีกใจก็อยากเร่งเก็บประสบการณ์และฝึกฝนฝีมือ อยากเดินหน้าลุยเรื่องใหม่ต่อให้เต็มที่

ถ้าหากว่า "10,000 ชั่วโมงสู่การเป็นเป็นผู้เชี่ยวชาญ" มีอยู่จริงอย่างที่มัลคอห์ม แกลดเวลล์ บอกไว้  ฉันก็อยากไปให้ถึงชั่วโมงที่ 10,001 เร็วๆ จังเลยล่ะค่ะ
 


การยอมรับว่าตัวเองไม่รู้ แต่ตัวเอง “อยากรู้” ก็เป็นความสนุกอย่างหนึ่ง 

...ฟังดูแล้วอาจเหมือนพวกชอบอยากรู้อยากเห็น แต่ก็เพราะว่าไม่รู้และอยากรู้เนียะล่ะ ความรู้สึกแบบนี้ มันปลุกจิตวิญญาณการผจญภัยดีจังเลยล่ะค่ะ

ตอนจะเขียน Say You Love Me ฉันไม่รู้วิธีเขียนนิยายสักนิด
ตอนจะเขียน ร้านหนังสือเที่ยงคืน ฉันแทบเป็นบ้าตาย เพราะไม่รู้เลยว่าเรื่องแบบนี้ต้องเล่าออกมายังไง (ใครตามอ่านโพสต์ของเรามาแต่แรก คงรู้ดี เพราะเราเขียนไม่ได้จริงๆ จนเป็นเหตุให้มาเริ่มเล่น storylog นี่ล่ะค่ะ)

ฉันชอบที่ฉันไม่รู้ แต่ฉันอยากรู้ แล้วก็ค่อยๆ ลองผิดลองถูกงมไป มันไม่มีผิดมีถูก แต่มันคือการพยายาม ศึกษา จับหลัก จับประเด็น แล้วลองทำดู

อย่างตอนนี้อยู่ในช่วง Brainstorm งานเขียนเรื่องที่ 3 ค่ะ ยังไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยสักอย่าง แต่รู้สึกสนุกดี

ฉันกลับสู่โหมด “ไม่รู้” อีกครั้ง 
และก็งงกับตัวเองด้วยว่า ทั้งที่ไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง แต่กลับสนุกกับการ figure it out 
สนุกที่ต้องเรียนรู้อะไรใหม่ๆ 
ไม่ว่าจะเป็นการหาข้อมูลเฉพาะทาง 
หรือการกลับไปเรียนรู้พื้นฐานของการเล่าเรื่องใหม่ 
ได้ทบทวนและทำความเข้าใจเรื่องพื้นฐานใหม่ทั้งหมดอีกครั้ง 
ซึ่งมันก็เป็นการสำรวจตัวเองด้วยว่าเขียนนิยายจบไป 2 เรื่องแล้วเราเข้าใจมากขึ้นกว่าเดิมขนาดไหน ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เพิ่มเติมกว่าเดิมไปเท่าไรแล้ว


เวลาแบบนี้ พอไปเปิดดูคลิปสอนเขียนใน youtube แล้วเห็นนักเขียนมืออาชีพเค้า Brainstorm & Outline กันเสร็จได้ภายได้ 4-5 วันแล้วอยากจะกรีดร้องจริงๆ ค่ะ 555 ไวอะไรจะปานนั้น
 
แน่นอนว่าความเร็วในการทำงานเขียนของแต่ละคนมันไม่เท่ากัน บางคนเขียนหลายเรื่องพร้อมกันได้ บางคนเขียนเรื่องหนึ่งจบได้ภายได้ 2-3 เดือน (คืออิจฉาค่ะ ไม่ใช่อะไรหรอก)

ที่แน่ๆ คือ เราไม่ใช่พวกนั้นค่ะ เขียนได้ทีละเรื่องเท่านั้นแหล่ะ 555

ฉันในวันนี้ก็ยังพยายามต่อไป 
ทุกคนก็สู้ๆ นะคะ :-)
 
Happy Creating!
สุขสันต์เดือนกันยาค่ะ :-)

 
ณัฐ nananatte
10.09.2018



ป.ล. มีสถิติอย่างหนึ่งที่เราพึ่งค้นพบค่ะ คือ ในระยะหลังมานี้ มีผู้ชายมาอ่านเรื่อง “ร้านหนังสือเที่ยงคืน” เพิ่มมากขึ้นค่ะ เราเองก็ตั้งใจว่าอยากเขียนเรื่องที่ผู้ชายอ่านได้ เพราะส่วนตัวเราก็ไม่ถนัดอ่านเรื่องจี๋จ๋าหวานจ๋อย ดังนั้น "ร้านหนังสือเที่ยงคืน" ก็เลยเป็นเรื่องหวานอ่อนๆ ชนิดที่คุณผู้ชายอ่านได้ค่ะ

ทั้ง Say You Love Me และ ร้านหนังสือเที่ยงคืน ยังเปิดให้อ่านฟรีใน Fictionlog ตามลิ้งค์ข้างล่างนี้ สามารถตามไปอ่านและคอมเม้นท์ได้ตามอัธยาศัยค่ะ :-)


Say you love me (2016) เป็นเรื่องโรแมนติกแบบ slow life ของคุณผู้ชายเจ้าของร้านขายต้นไม้ที่บังเอิญไปช่วยหญิงสาวคนหนึ่งในวันฝนตกค่ะ
https://fictionlog.co/b/5a05d31b6b556f73e1fe6c1a
 
ร้านหนังสือเที่ยงคืน (2018) เป็นเรื่องกึ่งโรแมนติกกึ่งแฟนตาซีของร้านหนังสือปริศนา เรื่องราวของหญิงสาวและชายหนุ่มที่เธอไม่เคยลืมค่ะ
https://fictionlog.co/b/5b112a8d9e33a33c0d9e3025
SHARE
Written in this book
what i've learned this year...
บันทึกข้อคิดจิปาถะที่เราค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละนิด

Comments

takumacheerup
15 days ago
เรื่อง Say you love me
น่าสนใจนะคะ อิอิ
เด๋วไปหาอ่านนะ
Reply
nananatte
15 days ago
555 ขอบคุณค่า
khaikung
15 days ago
ถ้า storylog มีบัตรนักเขียน ก็อยากมอบให้คุณ nananatte เหมือนกันฮะ :)
Reply
nananatte
15 days ago
5555 ขอบคุณค่ะคุณไข่
ตอนจะหาภาพประกอบโพสต์นี้นี่ไปไม่เป็นเลยค่ะ บัตรนักเขียนมันจะเหมือนนามบัตรรึเปล่านะ 555
barbarbar
14 days ago
สู้ต่อไปจนกว่าจะถึงฝันของนักเขียนมืออาชีพนะคะ สู้ๆค่ะ 😊
Reply
nananatte
14 days ago
ขอบคุณค่า ไฟติ้งๆ (^___^)/
StikPost
14 days ago
สู้ๆนะครับ 
เดี๋ยวจะลองแวะไปอ่านดูบ้าง :D
Reply
nananatte
14 days ago
ขอบคุณค่า (^___^)
imonkey7
11 days ago
'เล่าเรื่องง่าย ๆ ยากมาก"
---
บทนี้ก็เวิ่นไปนะ สุดท้ายก็ไม่ได้สรุปว่าอีเจ๊คนนั้นคือไคร อะไรยังไง และต้องทำหรือไม่ต้องทำ ทำแล้วดีหรือไม่

จับใจความคือประเด็นไม่ได้อยู่ที่บัตร แต่อยู่ที่ว่าจะเขียนหรือไม่เขียนอะไร (ตามด้วยแม่น้ำแปดสาย) และการมี 'บัตรนักเขียน' เหมือนเส้นเรื่องที่เป็นกาวติดให้แม่น้ำ หรือความรู้ของผู้เขียน ติดกันแบบ อย่างหลวม ๆ เท่านั้น ซึ่งมีผลทำให้เรื่องรก
เลยรู้สึกว่า ตัดเรื่องบัตรนักเขียนออกไปแล้วเล่าเรื่องที่อยากเล่าเลยดีกว่านะ
Reply
nananatte
11 days ago
555 ขอบคุณมากค่ะ คราวหน้าจะระวังมากขึ้นนะคะ มีคนเคยทักจุดนี้เหมือนคุณ imonkey7 เหมือนกันค่ะ
ขอบคุณสำหรับคอมเม้นต์นะคะ :-)