หุ่นแมวสีฟ้า
 
KONNA KOTO II NA DEKITARA II NA ANNA YUME KONNA YUME IPPAI ARU KEDO”
คุ้น ๆ กันมั้ยกับเนื้อเพลงภาษาญี่ปุ่นนี้ ถ้าไม่คุ้นลองอ่านอีกทีแล้วนึกภาพตัวการ์ตูนกลม ๆ สีฟ้า ที่ชอบโดนล้อว่าเป็นแรคคูนทั้ง ๆ ที่ตัวเองถูกสร้างมาให้เป็นแมว เมื่อก่อนเป็นสีเหลืองแต่ดันโดนหุ่นยนต์หนูกัดหูขาดแล้วร้องไห้เป็นวัน ๆ จนน้ำตาล้างสีเหลืองที่เคลือบไว้ออก ใช่ อย่างที่คุณคิดนั่นแหละ ผมกำลังพูดถึงหุ่นยนต์แมวพี่เลี้ยงจากโลกศตวรรษที่ 22 โดราเอม่อน

โดราเอม่อนเกิดวันที่ 3 กันยายน ค.ศ. 2112 หรืออีก 94 ปีนับจากปีที่บทความนี้ถูกเขียนขึ้น (2018) เป็นหนึ่งในตัวละครที่เด็ก ๆ ยุค 90 ส่วนใหญ่จำได้ว่าเขามาจากโลกอนาคต และมีของวิเศษมากมาย คอยช่วยเหลือเด็กขี้แงคนนึง ขึ้นชื่อว่าของจากโลกอนาคตมันคงเป็นของที่ไฮเทคมาก ๆ เลยจริงมั้ย แต่ของวิเศษชิ้นแรก (ไม่นับอัลบั้มภาพนะ อันนั้นเอาออกมาชิ้นแรกจริง แต่มันเป็นของธรรมดา ขอไม่นับ) ที่เขาเอาออกมากลับเป็น คอปเตอร์ไม้ไผ่ อุปกรณ์การบิน (ซึ่งในยุคที่การ์ตูนออกมา คนก็มีเครื่องบินกันแล้ว) แต่มันก็โอเคนะ ถึงจะมีเครื่องบิน แต่มันก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าเราบินได้จริง ๆ หรอก ของยอดฮิตต่อมาที่หลายคนคงรู้จักก็คงหนีไม่พ้น ประตูไปที่ไหนก็ได้ ประตูที่เปิดมาแล้วคุณก็ไปโผล่ที่ไหนก็ได้บนโลก ไฟฉายย่อ/ขยายส่วน ที่ทำให้คุณย่อหรือขยายขนาดของวัตถุได้ ขนมดังโงะตราโมโมทาโร่ ที่ทำให้สัตว์ทุกชนิดเชื่องได้ไม่ว่ามันจะดุร้ายแค่ไหน และสุดท้าย ไทม์แมชชีน ที่เขาใช้เดินทางข้ามเวลามา แต่ละอันฟังดูมันมีเส้นบาง ๆ กั้นระหว่าง เพ้อฝัน กับ ไฮเทค ไหม.. ดูเหมือนจะมีนะ

หลายคนคงเคยได้ยินคำพูดประมาณว่า “อย่าเพ้อฝันให้มากนัก อยู่กับความเป็นจริงบ้าง” มันฟังดูย้อนแย้งนะ ในเมื่อความฝันคนเรามันเกิดขึ้นจากความจริงทั้งนั้น เราเห็น เราทำ เราอินกับอะไร มันถึงจะกลายมาเป็นความฝันไม่ใช่เหรอ หรือหลายคนอาจจะเถียงว่าบางทีเราก็ฝันในสิ่งที่เราไม่เคยประสบพบเจอในโลกแห่งความจริงเลยนะ เชื่อสิคุณเคยเจอ แถมบางครั้งมันออกมาในรูปแบบที่บิดเบือนไปแล้วด้วย แต่หลัก ๆ มันก็มาจากสิ่งที่คุณเจอมานั่นแหละ ซึ่งถ้ามาคิดกันจริง ๆ เนี่ยคำว่า เพ้อฝัน มักจะถูกใช้กับสิ่งต่าง ๆ หรือกิจกรรมบางอย่างที่คนพูดไม่คิดว่ามันจะทำได้ หรือเอาจริง ๆ คือตัวคนพูดเองนั่นแหละทำไม่ได้ ไม่ว่าจะด้วยค่านิยมที่บอกว่าสิ่ง ๆ นั้นควรหรือไม่ควรทำ กระแสความสำเร็จ ที่สามารถพบเห็นได้.. ฟังดูไม่ยุติธรรมเลย

ตอนแรกพูดถึงโดราเอม่อนไม่ใช่เหรอ แล้วมาเกี่ยวอะไรกับความฝัน? ถ้าคุณเอาเนื้อเพลงด้านบนไปค้นใน Google คุณจะเจอความหมายของเพลงที่ว่าด้วยเรื่องของความฝัน และหุ่นยนต์แมวตัวนี้แหละที่จะมาเติมเต็มความฝันด้วยสิ่งที่เขาทำได้จากของวิเศษในกระเป๋าหน้าท้องของเขา นั่นคือความหมายรวม ๆ ของเพลงที่ผมสรุปให้ โดราเอม่อนเป็นจุดเริ่มต้นของความฝันและจินตนาการมากมายของผู้คน ไม่ใช่เพียงของวิเศษแต่เรื่องราวการผจญภัยของเจ้าหุ่นยนต์แมวสีฟ้าตัวนี้ก็สร้างแรงบันดาลใจให้ไม่แพ้กัน

สามอัศวินในจินตนาการ เป็นหนึ่งในตอนแรก ๆ ที่ผมนึกถึง ว่าด้วยเรื่องของเครื่องเล่นความฝันที่เราสามารถเลือกเรื่องที่จะฝันพร้อมกำหนดตัวละครในฝันได้ ที่เจ๋งกว่านั้นคือมันมีปุ่มที่ทำให้โลกแห่งความจริงและความฝันสลับกันได้ ก็คือเราจะกลายเป็นตัวละครนั้นจริง ๆ เป็นอัศวินที่มีพลังพิเศษจริง ๆ โอโห นี่มันยิ่งกว่าใส่แว่น VR เล่นเกม open world อีก 

ตอนต่อมาคือ ผจญภัยใต้สมุทร ที่โดราเอม่อนใช้ ไฟฉายปรับสภาพ ให้ทุกคนใช้ชีวิตอยู่ในทะเลได้เหมือนบนบกปกติ แถมยังมองเห็นกลางวันกลางคืนไม่ว่าจะลงไปลึกแค่ไหนไม่ได้มืดสนิทเหมือนความเป็นจริง นี่คือสวรรค์สำหรับคนชอบทะเลอย่างผมมาก ๆ แต่ขออย่าให้เจอเผ่าอะไรใต้ทะเลแบบในเรื่องเลยนะ ฮ่าๆๆๆ 

ตอนสุดท้ายที่จะขอกล่าวถึงซึ่งเป็นตอนที่ชอบที่สุด ท่องแดนญี่ปุ่นโบราณ เป็นตอนที่ย้อนกลับไปโลกหลังยุคจูราสสิค (ไดโนเสาร์) แต่เป็นช่วงก่อนที่จะมีมนุษย์เกิดขึ้น และใช้ของวิเศษสร้างที่อยู่ เสื้อผ้า อาหาร ที่เจ๋งที่สุดคือโนบิตะดันเล่นพิเรณผสมพันธุ์สัตว์เล่นจนออกมาเป็นสัตว์ในตำนานสามตัวคือ เพกาซัส มังกร และกริฟฟิน (เพกะ โดราโก้ และกูริน) จริง ๆ ตอนนี้ทำรีเมคออกมาในปี 2016 ด้วยนะแต่ใช้ชื่อตอนว่า “โนบิตะกำเนิดประเทศญี่ปุ่น” ซึ่งในตอนใหม่เจ้าสัตว์ในตำนานดันไม่มีชื่อแล้วซะงั้น เรื่องราวในตอนนี้ยังคงเป็นความฝันของผมจนถึงทุกวันนี้ มันคงวิเศษมากถ้าได้อยู่บนโลกที่ว่างเปล่า ทุกสิ่งรอบตัวเราสามารถสร้างขึ้นมาได้ตามต้องการ โห เหมือนเป็นผู้สร้างโลกเลย
 
นอกจากเรื่องดินแดนวิเศษทั้งหลายแล้ว ของในกระเป๋าม่อนนี่ก็ตัวกระตุ้นต่อมจินตนาการเลย ผมจำได้ว่าสมัยเรียนอยู่ชั้น ป.4 (เท่าโนบิตะ) ผมมักจะคิดเสมอว่าถ้ามีประตูไปไหนก็ได้ ผมจะไปที่ไหน ไปทำอะไร กับใคร ถ้ามีวุ้นแปลภาษาผมจะคุยกับแมวว่าอะไรดี หรือถ้ามีไทม์แมชชีน ผมจะย้อนเวลากลับไปตอนเด็กกว่านั้นแล้วแก้ไขเรื่องผิดพลาดบางอย่างมั้ย หรือจะไปหาตัวผมเองตอนโตแบบที่โนบิตะชอบทำมั้ย ผมกำลังทำอะไรอยู่นะ นั่นแหนะ! ผมรู้นะ คนที่อ่านถึงตรงนี้ต้องมีบางคนเคยคิดแบบผมมั่งล่ะ บางคนอาจจะคิดตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ หรือบางคนอาจจะคิดอยู่ตอนนี้ที่คุณอายุ 28 เท่าผมหรือไล่เลี่ยกัน 

เรื่องน่าเศร้าคือผมเคยพูดแบบนี้กับผู้ใหญ่ ผมได้รับสุดยอดคำสอนมาเต็มสองหูเลย “เพ้อฝัน” ตอนนั้นผมไม่เข้าใจเอามาก ๆ มันปิดกั้นต่อมจินตนาการผมไปมากเลยทีเดียว กลายเป็นว่าผมเลิกสงสัย เลิกตั้งคำถาม เลิกสนุกกับการนั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อย เลิกวาดรูป กลายเป็นเด็กที่เชื่อฟังผู้ใหญ่ (ยอมโดนล้างสมอง) มากขึ้น ฟังดูเหมือนไม่มีอะไร (?) แต่นั่นคือสิ่งที่เลวร้ายมากสำหรับเด็ก จินตนาการไม่ได้สำคัญกว่าความรู้ แต่มันต้องไปด้วยกัน และขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้ จะบอกว่ามันคือสิ่งเดียวกันก็ยังได้ ความคิดแบบเด็ก ๆ ที่ว่ามานั่นแหละที่ส่งผลให้คุณมีความคิด ทั้งในด้านการจัดระเบียบความคิด การจำ การวิเคราะห์ ไปจนถึงการสังเคราะห์สิ่งที่คุณมีในหัว

พอโตมาอีกนิดช่วงมัธยมต้นผมโชคดีที่เริ่มเล่นดนตรี เลยทำให้ต่อมจินตนาการที่เคยปิดทิ้งไปเปิดขึ้นอีกครั้ง (มันเป็นไปได้ยังไงขอไม่กล่าวถึง ณ ที่นี้ เพราะคงต้องเขียนขึ้นอีกบทความนึง) แต่ถ้ามองกลับกัน ผมคงไม่มีต่อมจินตนาการอะไรให้เปิด ถ้าไม่ได้ถูกสร้างไว้แต่แรก ผมอาจจะเล่นดนตรีไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ถ้าไม่ได้กระบวนการคิดและทัศนคติจากตอนนั้นมา สุดท้ายดนตรีกลายเป็นอาชีพและเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตไปเลย ตรงนี้ต้องให้เครดิตหุ่นยนต์แมวสีฟ้าตัวนั้นไปเต็ม ๆ ไม่งั้นทุกวันนี้ผมอาจจะเผาบ้านคนเล่นอยู่ก็ได้ (ฮ่าๆๆๆ...) 

แต่ก็อย่างที่เคย จะมีผู้มีประสบการณ์ชีวิตสูงทั้งหลายคอยบอกว่า “เพ้อฝัน” แต่ตอนนั้นผมพอจะมีวุฒิภาวะที่ทำให้ตระหนักได้ว่าพวกเขาพูดแบบนั้นทำไม แต่คำพูดนั้นทำอะไรผมไม่ได้แล้วล่ะ ผมมีภูมิคุ้มกันที่มากพอ ผมเริ่มจินตนาการอีกครั้งว่าผมจะไปไหนด้วยประตูไปไหนก็ได้ เริ่มจินตนาการสิ่งที่ผมจะพูดกับแมว เริ่มจินตนาการถึงการไปพบตัวเองในอดีตและอนาคต ซึ่งถ้าผมกลับไปพบได้จริง ๆ ผมจะพูดว่า “นายไม่ได้เพ้อฝันหรอกนะ” อีกไม่กี่ปีข้างหน้า นายจะมี ประตูไปที่ไหนก็ได้ เอาไว้ไปสถานที่ที่นายอยากไป ไปหาใครบางคนที่จะทำให้นายรู้สึกว่ามีเค้าคนเดียวก็พอ นายจะมี วุ้นแปลภาษา ที่ทำให้นายเข้าใจคนทุกคน รวมไปถึงแมวด้วยนะ นายจะมี คอปเตอร์ไม้ไผ่ เอาไว้บินเล่นตอนนายเบื่อ ๆ

เอาจริง ๆ ทั้งหมดที่เขียนมาก็ฟังดูเพ้อฝันนะ มันมีที่ไหนล่ะของที่ว่าน่ะ ใช่ ผมเพ้อฝันจริง ๆ แต่การเพ้อฝันครั้งนี้ของผมเป็นการตั้งใจเพ้อฝัน เป็นการเพ้อฝันจากการที่ ได้เห็น ได้คิด ได้เลือก และได้ทำ แน่นอนมันไม่ได้สำเร็จไปทุกอย่างหรอก ผมสร้างประตูไปที่ไหนก็ได้ขึ้นมาเองและมันพาผมไปเจอคนใจร้าย พาผมไปที่ที่อยู่แล้วอยากออกมา ซึ่งผมอาจจะเปิดมันผิดไปเอง ผมมีวุ้นแปลภาษาก็ไม่ได้ทำให้ผมเข้าใจคนอื่นได้ซักเท่าไร ซึ่งผมอาจใช้งานมันผิดเอง ผมได้คอปเตอร์ไม้ไผ่มา ก็ไม่ได้ทำให้ผมบินได้เลย ซึ่งผมอาจจะไม่กล้าบินขึ้นไปเอง

รู้มั้ยทำไมตาถึงติดอยู่ข้างหน้า ก็เพื่อให้เราก้าวไปข้างหน้าไง
 ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ไม่มีอะไรเป็นอย่างที่คิดหรอก หลายครั้งที่เราหลอกตัวเองว่ามันเป็นไปตามที่คิดแล้วด้วยซ้ำ ฟังดูสิ้นหวังนะ แต่รู้มั้ย มันไม่เป็นอย่างที่คิดก็เพราะเราคิดกันมากไปนี่แหละ สิ่งที่มันเกิดขึ้นก็เพราะมันเกิดขึ้น สิ่งที่มันไม่เกิดขึ้นก็เพราะมันไม่เกิดขึ้น เรามองย้อนกลับได้แต่อย่าเดินกลับไป เดินไปข้างหน้าโดยให้ความสำคัญกับทุกก้าวเดิน อย่าตีโพยตีพายกับสิ่งที่ยังไม่เกิดมากนัก เปิดประตูไปที่ไหนก็ได้แล้วไปในที่ที่เราต้องการ ไปเจออะไรดี ๆ ก็เก็บไว้ เจออะไรแย่ ๆ ก็ให้มันเป็นบทเรียน ใช้วุ้นแปลภาษาให้ถูกภาษา ให้ถูกคน แค่นี้ก็สื่อสารไม่ผิดพลาดแล้ว ส่วนคอปเตอร์ไม้ไผ่น่ะเหรอ... บางทีเราอาจจะบินได้โดยไม่ต้องพึ่งมันก็ได้ แค่คุณกล้าที่จะบินขึ้นไป 
 
“…สวยทุกที โลกนี้น่ะมีไว้ทำอะไร มีให้เธอได้อยู่…”
 
 
SHARE

Comments