Vanishing Point จุดที่ทุกสิ่งอันตรธานหายไป

“การวาดรูป One-Point Perspective หรือ การวาดทัศนีย์ภาพเพอร์สเปกทีฟจุดเดียว เราต้องหาจุด Horizontal Line หรือเส้นขอบฟ้า กับจุด Vanishing Point หรือที่เรียกว่าจุดรวมสายตา จุดที่เส้นขนานมาบรรจบกัน …”
 
“... หรือจุดที่ทุกสิ่งอันตรธานหายไป ...” 

เสียงความคิดส่วนตัวของฉันมันดังก้องขึ้นในหัว เมื่อย้อนนึกถึงคำสอนของคุณครูในวิชาศิลปะตอนมัธยมปลาย


บอกตามตรงว่าตอนนั้นฉันไม่ได้ใส่ใจให้ความสำคัญกับวิชานี้เลย นอกเหนือจากการติววิชา เลข เคมี ชีวะ ฟิสิกส์ ... คุณครูสอนอะไร ให้ทำอะไรในห้อง ฉันก็วาดๆเขียนๆตามไป ทำการบ้านส่งแค่ให้เกรดผ่าน ผิดกับเพื่อนๆที่ตั้งใจจะเป็นสถาปนิก มัณฑนากร หรือที่จะไปต่อด้านศิลปะ ส่วนเป้าหมายของฉันก็คือเรียนต่อทางด้านบัญชี เศรษฐศาสตร์ หรือการเงิน


หลายครั้งที่ฉันมีคำถามว่าทำไมฉันต้องเข้าเรียนวิชาศิลปะ เพราะฉันมั่นใจว่าในอนาคต ฉันไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะทางด้านนี้แน่นอน


แต่ใครจะรู้ว่าชีวิตมันจะเล่นตลกกับเรา ที่มันนำสิ่งที่เราคิดว่าเราคงจะไม่ได้เจอะเจอหรือข้องเกี่ยวให้เข้ามาพัวพัน และมีบทบาทสำคัญในชีวิต


เหมือนเขาคนนั้น คนรักคนแรกและคนเดียวของฉันในรั้วมหาวิทยาลัย สาวบัญชีกับหนุ่มจิตรกรรม เราเจอกันในวันปฐมนิเทศรวมของมหาวิทยาลัย และด้วยความบังเอิญหลายๆอย่างที่ทำให้เราเป็นเพื่อนสนิทและกลายมาเป็นคนรักกันโดยปริยาย


ช่วงเวลาในมหาวิทยาลัย เป็นเวลาที่เต็มไปด้วยความสุขสนุกสนาน ถึงจะมีบางครั้งที่เราสองคนต้องเรียนหนักจนมีเวลาเจอกันน้อยมาก แต่มันก็ไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่สำคัญอะไร ... จนเมื่อใกล้เรียนจบ ... เวลาที่เรา (หรือฉันคนเดียว) ต้องเริ่มซีเรียจว่าจบแล้วจะไปทำอะไร จะทำงานอะไร หรือจะเรียนต่ออะไร


จนเราเรียนจบแล้วแยกย้ายกันไปทำงานในสาขาอาชีพของตัวเอง ฉันได้เข้าทำงานที่บริษัทการเงินมีชื่อแห่งหนึ่ง ส่วนเขารับจ้างฟรีแลนส์ทำงานศิลปะและการออกแบบในแนวที่เขาถนัด


ผ่านไปปีกว่า ฉันเริ่มเรียนปริญญาโทด้านบริหาร ... ในเวลาไม่ถึงสองปี ฉันรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ฉันมีสังคมที่หลากหลายขึ้น นอกจากเพื่อนเก่าสมัยเด็กและสมัยเรียน ฉันมีสังคมเพื่อนใหม่ที่ที่ทำงาน สังคมนักศึกษาปริญญาโท ฉันรู้สึกว่าความคิดและทัศนคติของฉันเติบโตขึ้นมากกว่าเดิม และเริ่มมองอนาคตอย่างจริงจัง


แต่เขาคนนั้นที่ฉันเห็น สังคมเพื่อนพ้องน้องพี่หน้าเดิมๆ เขายังคงนอนดึก ตื่นสาย งานยุ่งบ้าง ว่างงานบ้าง ตั้งวง วนลูปเป็นกิจวัตร


หลังๆเราสองคนเริ่มมีปากเสียงและระยะห่างกันมากขึ้น


เราจะทะเลาะกันบ่อยมากเรื่องเวลาที่ฉันชวนเขาไปงานสังสรรค์กับเพื่อนๆหรือที่ทำงาน เขาก็จะปฎิเสธทุกครั้ง


เขาบอกว่า ... เขาเบื่อ เขาไม่รู้จะพูดอะไร ขี้เกียจปั้นหน้า เขาคิดว่าพวกฉันคุยกันคนละภาษากับเขา เขาไม่อินและไม่สนใจกับ เรื่องเศรษกิจ การเงิน หุ้น การลงทุน ... สิ่งที่เขาได้ยินคือคำว่า เงิน เงิน และ เงิน

ส่วนฉันก็ไม่ต่างกัน ฉันไม่อินกับหัวข้อสนทนาของเขาและเพื่อนๆเช่นกัน ศิลปะ สังคม การเมือง ปรัชญาการใช้ชีวิต ... ฉันคงติสส์ไม่พอซินะ

จนวันหนึ่งที่เรา (ฉันอีกแล้วที่เป็นฝ่ายเจ้ากี้เจ้าการ) จับเข่าคุยอย่างจริงจังถึงความสัมพันธ์ของเรารวมถึงอนาคตของเรา ... หลายอย่างที่เขาคิดและแพลนชีวิตไว้ มันช่างขัดแย้งกับความคิดของฉันโดยสิ้นเชิง ยิ่งคุยเสียงฉันยิ่งดังขึ้นๆจนบางครั้งกลายเป็นตวาด


เขาพูดเสียงเรียบต่ำว่า 
... ให้ฉันใช้ใจคุย เพราะสมองซีกซ้ายของฉันกับสมองซีกขวาของเขา คงคุยกันไม่รู้เรื่อง ... ให้ฉันอยู่กับปัจจุบัน อย่าไปนึกถึงอนาคตให้กังวลไปล่วงหน้า ...

“ถ้าฉันไม่คิดถึงอนาคตแล้วอยู่กันไปเรื่อยๆแบบนี้ ปล่อยให้มีระยะห่างระหว่างเราแบบนี้ คุณคิดว่าเราจะมีอนาคตร่วมกันได้หรือ” ฉันแย้ง


ฉันปล่อยโฮออกมาในที่สุด ก็คุณบอกให้ฉันใช้ใจพูด คุณรู้หรือเปล่าว่าใจของฉันมันบอบบางกว่าสมองหลายเท่านัก ... นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับเวลา6ปีของเรา ... ฉันปล่อยและละเลยตัวตนระหว่างเราจนเกิดเป็นความเคยชิน ฉันนึกไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าเราเริ่มต้นรักกันได้อย่างไร ทั้งๆที่เราแตกต่างกันจนเกินไป


ชั้นเอานิ้วจิ้มไปที่จุดบรรจบหรือจุดรวมสายตาของรูปภาพขนาดใหญ่ที่เขาวาดเองที่แขวนอยู่ที่ผนังห้อง

“ทำไมเส้นขนานสองเส้นนี้ ยังมาบรรจบกันได้ ... แล้วทำไมชีวิตรักของเราจะเป็นไปไม่ได้”
 
“มันก็เป็นแค่ภาพลวงตา มันเป็นจุดที่ถูกสมมุติขึ้น ... คุณต้องยอมรับว่าตัวตนเราต่างกันเกินไป เหมือนเส้นขนานที่ไม่มีวันที่จะมาเจอกัน ผมถึงบอกคุณว่าอย่ามองไปข้างหน้าจนสุดสายตา ถ้ามันทำให้คุณทุกข์ใจ ... ถ้าปัจจุบันเรายังมีกันและกัน ... ผมมีความสุขที่มีคุณเดินร่วมทางไปแบบนี้ ระยะห่างที่สม่ำเสมอแบบนี้ ... ผมว่ามันดีกว่าเส้นสองเส้นที่ถูกลากมาตัดกัน เราไม่รู้หรอกว่า หลังจากที่จุดมันตัดกัน มันจะหยุดนิ่งอยู่แค่นั้น หรือมันคงเดินต่อไป แล้วแยกกันไปคนละทิศทาง ... แล้วคุณละ ลองถามใจคุณดู”


ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่ ไม่ว่าจะสมองหรือใจของคุณ ทำไมมันถึงช่างเข้าใจยากอย่างนี้


หลังจากที่ฉันถามใจตัวเองอย่างมีสติ ... เราก็ลดสถานะจากคนรักกันมาได้เกือบปีแล้ว ฉันใช้เวลาทำใจและปรับตัวอยู่พักใหญ่ ... ปัจจุบันเรายังคงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน เขากลับเป็นคนที่รู้จักฉันดีที่สุด ปลอบใจและให้กำลังใจฉันได้ดีที่สุดในเวลาที่ฉันมีความทุกข์ ดีมากกว่าเพื่อนๆที่ใช้สมองซีกเดียวกันและใช้ภาษาเดียวกันกับฉันเสียอีก ... ถึงคำพูดของเขาจะออกติสส์ๆและเหมือนจะเข้าใจยากเหมือนเดิม


ถ้าให้ใช้ใจพูด ถึงเราจะไม่มีอนาคตร่วมกันอย่างที่ฉันวาดฝันไว้ แต่การที่รู้ว่ายังมีเขาเดินร่วมทางเคียงข้างไปด้วยอย่างห่างๆ มันก็อุ่นใจไม่น้อย บางทีการอยู่กับปัจจุบันอย่างที่เขาบอกมันก็ไม่เลวร้ายอย่างที่คิด


บางที่ฉันก็แอบเข้าข้างตัวเองว่า ถึงเส้นขนานจะไม่มีทางมาบรรจบกัน แต่ไม่แน่วันหนึ่ง เขาอาจจะอยากกระโดดมาเดินฝั่งเดียวกับฉัน หรือฉันกระโดดไปอยู่ฝั่งเขาก็ได้ (แอบคิดถึงอนาคตอีกแล้ว)

ถ้าอนาคตระหว่างเรามันไม่มีอยู่จริง ... Vanishing Point ที่ฉันมองเห็น มันก็คือจุดที่ทุกสิ่งอย่างอันตรธานหายไป ... ฉันบอกตัวเองว่า ถ้าฉันตั้งใจเรียนวิชาศิลปะในวันนั้น ฉันคงจะเข้าใจอะไรหลายๆอย่างในตัวคุณ และเข้าใจชีวิตมากขึ้นในวันนี้ ... วิชาศิลปะที่ฉันไม่เคยคิดว่าจะนำมาใช้ได้จริงในชีวิต
 
SHARE
Writer
WriteOutLoud
ก็แค่อยากเขียน
ก็แค่คนคนหนึ่ง ที่มีความสุขในสิ่งที่อยากทำ https://www.facebook.com/justwriteoutloud/

Comments

KongKwanDiary
2 months ago
... ยากนะคะ แต่ละคนมีความถนัดต่างกัน บางคนถนัดคิด บางคนถนัดคำนวน บางคนถนัดจินตนาการ บางคนถนัดทำ คนเรียนด้านศิลปะก็จะเรียนสัมผัสทางด้านจิตวิญญาณมากหน่อย 
... เข้าใจนะคะผู้หหญิงเราทุกคนย่อมต้องการความมั่นคง ความอบอุ่นใจ เราก็เป็นค่ะ แต่สำหรับเรื่องบางเรื่องทำแล้วไม่เป็นดังใจ คิดแล้วก็คิดไม่ออก เวลาอาจจะช่วยได้ค่ะ ถึงเวลานั้นมักมีทางออกเสมอ ทำวันนี้ให้มันดีก็พอค่ะ สู้ๆนะคะ
Reply
WriteOutLoud
2 months ago
ขอบคุณมากค่ะ 😀
MyFeeling
2 months ago
ฉันชอบคำพูดของเขานะคะ มันเป็นแค่ภาพลวงตา เป็นจุดที่สมมุติขึ้น เหมือนอนาคตข้างหน้าก็เป็นเพียงสิ่งที่เราจินตนาการไปเอง เราไม่มีวันรู้ว่าวันนั้นจะเป็นอย่างไรจนกว่าวันที่เราคิดไว้มันจะมาถึง แต่การวางแผนเผื่ออนาคตมันไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะนั่นคือการเตรียมความพร้อมชีวิตของเรา แต่เราต้องใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันเเพราะถ้าเรามัวสนใจอยู่แต่กับอดีตหรืออนาคตมากเกินไป เราจะเสียเวลาปัจจุบันของเราไปโดยที่เราไม่ได้เรียนรู้ที่จะสุขกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

ถ้าจุดชนกันของเส้นขนานที่เรามองเห็นหมายถึงการแต่งงานอย่างที่เราวางแผนไว้สิ่งที่น่าสนใจต่อจากนั้นเหมือนอย่างที่เขากล่าวคือเมื่อเส้นขนานมาบรรจบกันแล้วแต่ละเส้นจะเป็นอย่างไรต่อไป เหมือนถนนตรงสี่แยกหรือเปล่า มาบรรจบกันแต่สุดท้ายก็แยกจากกันไปคนละทิศทาง เหมือนความรัก แต่งงานกันแล้วแล้วยังไงต่อ จะอยู่เคียงข้างกันไปหรือแยกจากกันไปคนละทิศทางเหมือนถนนสองเส้นตรงสี่แยก

แต่ถ้าเราอยู่กันคนละฟากของเส้นขนานเราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป เหมือนขอบของเส้นถนนสายเดียวกัน ถึงจะไม่มีจุดบรรจบกันแต่มันคือถนนเส้นเดียวกัน ไม่ว่าถนนเส้นนี้จะไปทางไหน ขอบถนนซ้าย-ขวาจะอยู่ด้วยกันจะมีกันและกันตลอดไป ^^

ฉันกลับเป็นอีกแบบนะคะ บางคำพูดฉันเข้าใจ แต่ฉันกลับทำมัรไม่ได้อย่างที่ใจคิด (ฉันเองก็เป็นพวกสายคำนวณค่ะ แต่ชอบปรัชญาในการใช้ชีวิต😊)
Reply
WriteOutLoud
2 months ago
ใช่ค่ะ เรื่องทฤษฏีมักจะเข้าใจง่าย รู้ว่าอะไรควรไม่ควร พูดอะไรก็ได้ แต่ปฎิบัติจริงกลับยากมากๆ กลับสวนทางกับความคิด 

ฉันเชื่อเรื่องที่ทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้น มีเหตุผลของมันและนำพาเราไปสู่สิ่งที่ดีกว่าเสมอ แม้แต่เรื่องแย่ๆ

ดังนั้น อะไรที่ใช่ ก็คือใช่  ... แต่ถ้ามันไม่ใช่ วันหนึ่งมันก็จะจากเราไปเอง 

สิ่งที่ต้องระวังก็แค่ตอนที่มันจากไป เราต้องเข้าใจและอย่าไปเสียใจทุกข์ใจให้กับมันจนเกินคุมไหว

ทุกอย่างและทุกคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิต ก็เพื่อทิ้งบทเรียนบางอย่างให้เราได้เรียนรู้ ทั้งดีและไม่ดี รวมถึงเราก็เป็นบทเรียนหนึ่งในชีวิตเขาเช่นกัน

(พูดเหมือนจะเก่งนะคะ จริงๆไม่หรอกคะ ทุกวันนี้ก็ยังต้องเรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง สอบตกบ้าง สอบผ่านบ้าง แต่ชีวิตก็ยังคงต้องดำเนินต่อไปค่ะ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม)
MyFeeling
2 months ago
สู่ๆค่ะ เราเกิดมาเพื่อเรียนรู้ ฉันเองก็เข้าใจแต่หลักการ แต่ยังทำไม่ได้ซักที เรื่่องของความคิดทัศนคติมันต้องค่อยๆปรับกันนี่เนอะ เปลี่ยนปุบปับเลยไม่ได้เพราะกว่าเราจะเป็นเราทุกวันนี้ไม่ได้ใช้เวลาน้อยๆ เลย ดังนั้นการจะหล่อหลอมให้เรามีทัศคติเปลี่ยนไปจากที่เป็นมันจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกอย่างต้องใช้เวลา ^^
WriteOutLoud
2 months ago
ขอบคุณค่ะ :)
Reply