คนแปลกหน้าคนที่ 47 ของวัน.

ไม่ต้องรอแอป inviter ไม่ต้องพึ่งแอป amjoin
ชีวิตก็เหมือนจะพาลพบคนแปลกหน้าได้ถึง(หรือเกิน) 47 คน
ถ้าวันนั้นเราแค่ก้าวเท้าออกจากบ้าน ไม่ทันได้นับหรอกว่าจำนวนเท่าไหร่
เกินบ้างขาดบ้าง อยู่ที่ว่าเราใช้เวลานอกรั้วบ้านยาวนานขนาดไหน
คนที่ที่เห็นแทบเป็นประจำอยู่ทุกวัน เพียงแต่เราไม่ทราบชื่อพวกเขา
จะนับว่าเป็นคนแปลกหน้าไหมนะ...

[1] ยืนรออยู่ด้านล่างทางออกสถานีบีทีเอสสะพานตากสินอยู่ครู่หนึ่ง
น้องๆที่นัดกันไว้ก็ทยอยมาถึงและกำลังเดินลงบันไดมา ซึ่งยังไม่ทันได้ทักทายกันดิบดี
ก็มีชายแปลกหน้าสัญชาติแขกอย่างแน่นอน พุ่งตรงมาขอความช่วยเหลือ
จะเป็นเรื่องอะไรไปไม่ได้นอกจาก...ถามทาง ในชีวิตก็มี sometimes
ที่ชาวต่างชาติจะมาขอความช่วยเหลือในเรื่องถามทาง ที่ผ่านมาก็นับว่า
เป็นเรื่องยากเย็นอยู่ไม่ใช่น้อย ไม่ใช่เพราะภาษาอังกฤษถูๆไถๆหรอก
แต่ว่าแต่ละคนดูไม่ใช่เจ้าของภาษาเลยด้วยซ้ำ จึงนำมาซึ่งสำเนียงที่ฟังยากสุดๆ
เคยเจอเหตุการณ์บนสถานีสยาม กลุ่มแรกถามทางเสร็จไม่ถึง 5 นาที
ก็เจออีกครอบครัวมาถามทางต่อทันที หรือเหตุการณ์ที่สถานีหมอชิต
เจอชาวญี่ปุ่นถามสายรถเมล์ แต่เราไม่ใช่คนพื้นที่ แค่มาเที่ยวงาน
ใช้ชีวิตยากเลยทีนี้ ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเขาเหลานั้นแรนด้อมจากอะไร
เคยสงสัยตัวเองว่าดูเหมือนไกด์นำทางตรงไหน (แต่ถ้าพ่อเป็นไกด์นำเที่ยวอะใช่)
และสำหรับครั้งนี้ สงสัยจะเป็นเพราะเราคล้องกล้องฟิล์มที่พึ่งซื้อมาใหม่
เลยดูเหมือนชาวไทยชำนาญถิ่นไปกันใหญ่ล่ะมั้ง


หน้า หนวดเครา เครื่องแต่งกาย และกลิ่นกายของแขก(จริงๆ)รับเชิญในวันนี้
บ่งบอกว่างานยากอีกตามเคย ไม่ทันได้เตรียมใจเขาก็เข้ามา
'เขาต้องการไปโรงแรม (...ระบุชื่อ)'
โอเค เรามีสติ เปิดแมพให้ ให้เขาสะกดชื่อ เจอฤทธิ์เดชเข้าไปเบาๆ
สำเนียงคำว่าดับเบิ้ลโอฟังยากมากๆ searching แล้วแทบผงะ
โรงเเรมที่เขาว่าอยู่มาเลเซีย!
ทักท้วงเขาเสียหน่อย เขาบอก 'งั้นลองชื่อนี้ดู'
นั่นแน่มีอีกชื่อ!
คราวนี้ปรากฏ อยู่ใกล้แค่นี้เอง ประมาณ 1 กิโลเมตรได้ ชี้ทางบอกเขา
ให้ go straight ตามทางได้เลย 1 km. แต่มันไม่ง่ายขนาดนั้น...
เพราะเขาจะไม่ยอมเดินไปแค่กิโลเดียวให้เมื่อยน่อง!
เขาบอกประมาณว่ามือถือแบตหมดหรือไม่มีเน็ตอะไรสักอย่าง
อยากให้ช่วยเรียก grab ให้หน่อย!! เอาสิ ใช้บริการโทรศัพท์เราได้อย่างคุ้มค่า
แล้วบรรยากาศรอบข้างก็มีครอบครัวหนึ่งยืนทะเลาะเรื่องเส้นทาง
แต่เสียงดังโวยวายขึ้นเรื่อยๆ ทำลายโสตประสาทการฟังสำเนียงเป็นที่สุด
น้องที่นัดยังมาไม่ครบ ก็คงต้องฆ่าเวลาด้วยการเรียก grab ให้เขาแล้วไปต่อรองกันเอง
ยินดีด้วย ยังไม่ทันได้ grab เลย เขาหันไปเจอมอเตอร์ไซค์วินที่มาจอดเทียบท่า
เข้าพอดี เขาผละตัวออกไปตอนไหนไม่มีใครทราบ คงปราดเปรียวน่าดู
เรายังก้มดู grab อยู่เลย เงยหน้าขึ้นมาอีกที อ้าว ซ้อนท้ายพี่วินซะแล้ว
นึกว่าไม่ทันจะได้ร่ำลากันเสียแล้ว
...เขายกนิ้วโป้งให้เราว่ะ
'You Good'
เห้ย! อาบังแม่งไม่ thank you แต่ก็รู้สึกดีแปลกๆงงๆว่ะ
เหมือนเริ่มต้นครึ่งวันนั้นได้ด้วยความรู้สึกดีๆ



[2-47] ตลอดเส้นทางหลักๆของวันนั้น คือการเดินไปงานตลาดกล้องฟิล์ม
ที่ Warehouse 30 และกลับมากินติ่มซำที่ร้าน ตวง ติ่มซำ ถ้าต้องให้ทักทาย
กันจนครบ มันต้องเกิน 100 คน ทดโควต้าในวันต่อๆไปได้แน่



[47] มีช่วงหัวค่ำของวันหนึ่ง ความต้องการของเราเพียงแค่จบฟิล์มบูดม้วนล่าสุดนี้สักที
เพราะอีกประมาณไม่ถึงครึ่งทางก็หมดม้วนแล้ว ชักชวนเพื่อนๆ สังเกตจุดที่สนใกล้
ใกล้สุดในระแวกนั้นคงหนีไม่พ้นการเดินเข้าหอศิลป์ บริเวณจุดฝากของ
หากจำไม่ผิด ระหว่างรอเพื่อนๆเข้าห้องน้ำ เราทดลองยกกล้องขึ้นมาส่อง
เพื่อดูแสงไฟของ MBK ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามในโมงยามหลังแสงอาทิตย์หมด
ทว่าแสงจากนีออนหลอดใหญ่ป้ายศูนย์การค้าก็ยังสว่างไม่พอ เพราะกล้องมันฟ้องแล้วว่า
แสงน้อยเกินไป เราจึงไม่ได้ถ่ายรูปนั้น แต่ในทันทีที่ปล่อยกล้องลง
เสียงสาวที่ไม่ใช่เพื่อนแน่ๆทักมาจากทางขวา ซึ่งหางตาเราก็พอเห็นแล้วแหละ
'รบกวนถ่ายรูปให้หน่อยค่ะ'
อีกครั้งแล้วสินะ ที่มีคนแปลกหน้าเข้ามาทักในขณะกล้องตัวเดิมยังคล้องคอ
โล่งใจที่ไม่ใช่ถามทางและเธอพูดภาษาไทย เอาล่ะ...เห็นมีกล้องก็ต้องคิดว่าถ่ายด้วยโทรศัพท์
ง่ายเป็นพื้นฐานเลยสินะ เธอยื่น android มาใกล้มือแล้ว
รูปร่างหน้าตาของเธอ เรากลับประเมินได้อย่างไม่ค่อยแน่ชัด ผิวคล้ำนิดๆ แต่งตัวสตรีท
แต่มิดชิดหน่อยๆ ท่าทีเธอเคอะเขินและยังเก้ๆกังๆอยู่บ้าง ถึงแม้ว่าเราจะรับโทรศัพท์
มาแล้วก็ตาม เราก็เลยต้องประหม่าตาม เธอคงเลือกไว้แล้วว่าจะถ่ายกับผนังใกล้ตัว
ที่ติดภาพนิทรรศการเอาไว้ มีโคมไฟยื่นออกมาอยู่เหนือภาพ เติมแสงโทนเหลือง
ให้กับผลงานในแต่ละชิ้น
'เราลองขอความคิดเห็น ยืนตรงไหน ท่าทางแบบไหนดี'
เธอแทบไม่ทันได้คิด ตอบแปล่งๆไปนิด
'เดี๋ยวจะยืนตรงนี้ ท่าไหนดีล่ะ ที่คิดว่าโอเค'
ท่าทางเธอก็ยังมีเคอะเขินหรือประหม่าอยู่บ้าง แต่ทำไมหรือเราคิดไปเอง
ว่าน้ำเสียงแอบดูหงุดหงิดนิดๆซะงั้น ไม่กล้าถามว่าก่อนหน้านี้เป็นอะไรมาหรือเปล่า
จึงได้แต่ให้เธอเขยิบขึ้นมาให้ตรงไฟ และเราก็ดันแสงเพิ่มให้อีกหน่อย
เพราะกลัวหน้าจะคล้ำจนเกินไป ถ่ายให้เลือก 2-3 รูป มีทั้งแนวตั้งและแนวนอน
เสร็จแล้วก็ยื่นโทรศัพท์คืน
'เป็นไงได้เปล่า?'
ค่อยยังชั่วที่เธอโอเคแล้ว ไม่รู้ว่าโอเคจริงหรือตามมารยาท
'แย่เลยเนอะ มาคนเดียวไม่มีคยถ่ายให้'
เธอดูเคอะเขินชัดกว่าเดิมเมื่อเทียบกับในตอนต้น
จึงส่งยิ้มให้ไม่รู้จะพูดอะไร คงจะพอแก้ขัดแก้เขินได้บ้าง
และจำเป็นต้องขึ้นชั้นบนกันแล้ว ไม่อยากให้เพื่อนคอยนาน
ร่ำลากันพอเป็นพิธี แยกตัวเพื่อขึ้นไปชมงาน
บันไดเลื่อนค่อยๆเลื่อนขึ้นไปแล้ว เรามองลงมาที่ผนังเดิม
หญิงสาวที่พึ่งแยกย้ายกันไม่ถึงนาที ยังคงนวยนาดอยู่บริเวณนั้น
ชวนให้เราคาดเดาเล่นๆไปต่างๆนาๆ ทั้งที่ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเรา
เธอมาทำอะไรที่นี่คนเดียว มีเหตุผลมากกว่าเที่ยวชมงานหรือเปล่า
น้ำเสียงที่พูดออกมาทุกครั้งมันเจือปนไปด้วยความเศร้าบางๆ อาการเคอะเขิน แถมยังเหวี่ยงนิดๆ
เธอทะเลาะกับใครมาก่อนหรือเปล่านะ หรือจะแค่เหงา หรือเพียงแค่ต้องการ
สร้างอารมณ์สุนทรีย์เท่านั้นก็ได้ เราถ่ายรูปเล่นที่ชั้นบนจนฟิล์มหมดม้วนตามความต้องการ
ใช้เวลาอยู่พอสมควรจากช่วงที่เจอหญิงสาวแปลกหน้า แต่เรายังคาใจอยู่ไม่หาย
แถมเดาเล่นๆไปแล้วว่ามาคนเดียวคงเหงาแน่ๆ ความรู้สึกอยากชวนคุยอีกสักหน่อย
ให้พอยิ้มออกน่าจะเป็นเรื่องดี ถ้ากลับลงไปแล้วเจอก็คงจะดี
....แน่นอนว่าไม่เจอ



แอบเสียดายคล้ายทำภารกิจล้มเหลว แต่ก็ไม่ได้ยึดถือให้เป็นเรื่องติดค้างคาใจ
ระหว่างทางกลับบ้าน หลังจากได้ดู App War ได้ยิน fact จากตัวอย่างภาพยนตร์
เราเพลิดเพลินกับความกลมกล่อมของตัวหนังที่มัน touching และ mainstream สุดๆ
เราได้เจอคนแปลกหน้าถึงจำนวนจริงๆ เป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจซึ่งอาจจะเกิดขึ้นบ่อยอยู่แล้ว
แต่เราไม่เคยสนใจมันมาก่อน ใจความสำคัญของการเป็นคนแปลกหน้าในแต่ละวัน
คืออาจจะไม่มีพิษภัยต่อกัน ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ถ้าเรารู้จักการเข้าหาซึ่งกันและกัน
และการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน อาจจะใช้ชุดคำพูดง่ายๆเพียงไม่กี่คำก็ได้นะ.

SHARE
Writer
TONGGON
poke'mon
โดยพื้นฐานแล้ว เป็นคนขี้เกียจ.

Comments