สิทธิคือกำแพงของความเป็นจริง
        โลกของเรากำลังเค้าสู่ยุคที่เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้า มีการพูดถึงกฏหมาย การเมืองต่างๆมากมายแต่มนุษย์กลับยังมีความคิดที่บ่งบอกว่า การศึกษาไม่ได้ช่วยให้มนุษย์ทุกๆคนพัฒนาตนเองเป็นคนดีหรือสามารถช่วยเหลือสังคมนี้ได้ แต่การศึกษาช่วยให้เราคิดไตร่ตรอง ว่าสิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควรแล้วนำไปประกอบการตัดสินใจของตัวบุคคลเองว่า อันไหนสิ่งไหนที่เหมาะสมกับตน

        เค้าว่ากันว่าโลกของเราหมุนไวขึ้นทุกปี นั่นหมายความว่าในหนึ่งวันแล้ว เราจะมีเวลาน้อยลงเรื่อยๆ หากอายุเราเพิ่มขึ้น เวลาที่ยังเหลืออยู่เราสามารถเลือกได้ว่าเราจะใช้ชีวิตไปทางไหน หรือจะทำอย่างไรต่อไป เพราะไม่มีใครรู้ว่า วันต่อๆไปจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ดังนั้นเราควรใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างคุ้มค่า เพราะการใช้ชีวิตนั้นเป็นสิทธิของเรา สิทธิในชีวิตของเรา 

        มนุษย์ที่เกิดมาตั้งแต่ในท้องแม่ ถือว่ามีสิทธิเป็นของตนเอง สิทธิที่จะมีชีวิต สิทธิ์ในการเลือกทางเดินให้ตนเอง ดังนั้น สิทธิ์ที่บ่งบอกถึงความเป็นมนุษย์ สิทธิที่ผู้อื่นไม่สามารถเอาไปได้ และไม่ใช่สิทธิตามกฎหมาย คือสิทธิธรรมชาติ เช่น สิทธิในชีวิต สิทธิในทรัพย์สิน

        หากพูดถึงความเป็นมนุษย์และสิทธิในชีวิต คุณอาจะคิดว่า แล้วสัตว์ล่ะ? สัตว์ก็มีชีวิตแล้วทำไมสัตว์ถึงไม่มีสิทธิธรรมชาติ สิทธิในชีวิตที่มนุษย์ต่างจากสัตว์คือ การมีเหตุผลในการตัดสินใจเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายที่ตนเองต้องการได้ และอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เมื่อเราเห็นว่ามันเหมาะสม และเพื่อทำตามเป้าหมาย สิทธิในทรัพย์สิน เช่นการหาข้อมูลหรือการออกความคิดเห็นจึงเป็นอีกส่วนที่ทำให้สำเร็จตามเป้าหมาย แล้วเราจะมีเป้าหมายเพื่ออะไร? เป้าหมายที่มนุษย์มีบ่งบอกว่าชีวิตที่เรามีนั้นสำคัญ และมีคุณค่า เพราะมันให้ความหมายกับชีวิตเรา มนุษย์ที่ไม่มีเป้าหมายหรือรู้สึกว่าตนเองไม่มีค่า ไม่สามารถในสิทธิทางธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์

        เรามีสิทธิทั้งในทางกฎหมายและในทางธรรมชาติ แต่อย่าลืมไปว่า ผู้อื่นก็มีสิทธิเป็นของตนเองเช่นกัน การใช้สิทธิของตนเองละเมิดสิทธิของผู้อื่น ถือว่าเป็นความผิด เช่น เรามีปากกาด้ามนึง เราจะทำอะไรกับมันก็ได้ จะทิ้งมัน หรือจะเขียนมันก็ได้ ผู้อื่นไม่มีสิทธิมาก้าวก่ายในของของเรา ผู้ที่เข้ามากระทำการใดๆเกี่ยวกับของของเราถือว่าเขานั้นมีความผิด แม้ว่าสิ่งที่เราทำอาจจะไม่ถูกต้อง ดังนั้นสิทธิก็เป็นเหมือนกำแพงที่ไม่ให้คนอื่นมายุ่งเกี่ยวกับทุกอย่างที่เรามีสิทธิ์ เปรียบเสมือนกับความถูกต้อง หากเราอยู่ในกำแพงและใช้สิทธิของเราถือว่าเราทำในสิ่งที่ถูกต้อง แต่หากเราล้ำออกจากกำแพงออกไปหรือไปทุบกำแพง หรือข้ามกำแพงคนอื่น ถือว่าเราผิด แม้ว่าสิ่งที่เราทำอยู่อาจจะทำเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น หรือเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ก็ถือว่าเราผิด ที่ล้ำกำแพงสิทธิของผู้อื่นไป 

สิทธิก็เหมือนกับกำแพงที่กั้นระหว่างความถูกต้องในชีวิต หลักความคิดที่ร่ำเรียนมา และความถูกต้องทางสิทธิ 
        การละเมิดสิทธิที่ถือว่าเป็นความผิด สามารถเห็นได้ทั่วไปรอบตัวเราทั้งในโซเซียล ในตำรา ในการเรียนการสอน และในชีวิตประจำวัน โดยความเข้าใจที่ผิดเป็นต้นเหตุที่นำไปสู่การละเมิดสิทธิของมนุษย์ และการเรียกร้องสิทธิที่ไม่ถูกต้อง เพราะทุกคนต่างอยากให้คนอื่นเคารพสิทธิของตน แต่บางครั้งก็หลงลืมไปว่า ตนเองก็ไม่ได้เครพสิทธิของผู้อื่นเช่นกัน เพราะความเห็นแก่ตัว จึงทำให้เราเห็นเพียงตนเอง ไม่ได้เห็นว่าผู้อื่นนั้นคิดหรือรู้สึกอย่างไร กับการกระทำนั้น เราทำเพียงเพราะว่ามันสบายใจ มันเหมาะสมแล้วในความคิดของเรา หรือบางคนอาจจะคิดว่าแค่นี้เอง จะเป็นอะไรไป ล้อเล่นนิดหน่อยเอง จนไม่ทันคิดไปว่าถ้ามีคนอื่นมาทำแบบนั้นกับเรา เราจะรู้สึกอย่างไร ดังนั้นก่อนที่จะทำอะไร เราควรคิดไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนและรอบคอบเสียก่อน ก่อนที่จะพูดหรือกระทำการใดๆ หากเราไตรตริงแล้ว และสามารถรับได้ถึงผลที่จะตามมา ถือว่าเราได้คิดถี่ถ้วนแล้วจึงจะไม่เสียใจในภายหลังแน่นอน หากเกิดเหตุการณ์ใดๆขึ้น

        นอกจากสิทธิ ยังมีความเสมอภาคที่เกี่ยวข้องกัน ความเสมอภาคเป็นเหมือนความคิดนามธรรมที่ไม่มีทางทำให้เกิดขึ้นจริงได้ เพราะบางครยังเชื่อว่า คำว่าเสมอภาค มีความหมายเหมือนคำว่า “เหมือนกัน”

        ความเสมอภาคไม่ใช่ความเหมือนกันทาง รูปร่าง หน้าตา สีผิว ความคิด ชาติตระกูล หน้าตา แต่ความเสมอภาค คือ ความเท่าเทียมในความเป็นมนุษย์เหมือนๆกัน เพราะมีสิทธิในชีวิตเหมือนๆกัน ไม่ใช่ฐานะทางสังคมของทุกคนต้องเท่ากัน หรือต้องมีชื่อเสียงเท่ากัน ดังนั้นการเรียกร้องความเสมอภาค ก็เหมือนกับการเรียกร้องสิทธิในชีวิตของตนเอง หรือการบอกว่าผู้อื่นไม่ควรมาละเมิดสิทธิของตน ดังนั้นสิทธิและความเสมอภาค จึงเชื่อมโยงไปถึงเสรีภาพ

        จากคำพูดของ จอห์น ล็อค ที่พูดว่า “มนุษย์มีสิทธิธรรมชาติ ใน ชีวิต เสรีภาพและทรัพย์สิน” ซึ่งได้เป็นการให้คำนิยามของความหมายในแนวคิดการปกครองย่างหนึ่งที่เรียกว่า “เสรีนิยม”

        เสรีภาพถูกนำไปเป็นแนวคิดทางการปกตรอง เรียกว่า “เสรีนิยม” แนวคิดนี้ผู้ริเริ่มคือจอห์น ล็อค เขากล่าวว่า "มนุษย์ทุกคนมีความเห็นแก่ตัว แต่ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์จะช่วยส่งเสริมให้ส่วนรวมพัฒนามากขึ้น โดยมีผู้ปกครอง เรียกว่า รัฐบาล" แต่ทุกความเห็นแก่ตัวไม่ได้ส่งเสริมสังคมมนุษย์ไปซะทุกอย่าง เพราะความเห็นแก่ตัวก็ส่งผลเสียให้สังคมได้เหมือนกัน

        เสรีนิยม เป็นแนวคิดหนึ่งสู่การปกครองประเทศแบบประชาธิปไตย คือ การที่ประชาชนทุกคนมีสิทธิในการช่วยเหลือกันพัฒนาประเทศ มีอำนาจในการเลือกผู้แทน โดยผู้แทนที่ประชนชนเลือกขึ้นมาปกครองนั้น จะเรียกว่าคณะรัฐมนตรี ซึ่งแนวคิดนี้เป็นส่วนในการให้หลายๆประเทศเข้าสู่การปกครองแบบประชาธิปไตย โดยผู้ปกครองที่ จอห์น ล็อค ให้นั้น คือผู้ที่ประชาชชนทุกคนเลือกขึ้นมาปกครอง ไม่ได้มาจากการยึดอำนาจของคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

        แนวคิดแบบเสรีนิยมเป็นแนวคิดที่ตรงข้ามกับแนวคิดแบบสังคมนิยม ที่คนทุกๆคนในสังคมจะช่วยกันเพื่อส่วนรวม ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของตนเอง แต่แนวคิดทั้งสองก็สามารถนำเข้าไปเป็นแกนหลักของประชาธิปไตยได้ทั้งคู่ เพราพสุดท้ายแล้วประโยชน์ทีแนวคิดทั้งสองพูดถึงก็คือประโยชน์ของส่วนรวม แต่อาจจะมีขั้นตอน ในการดำเนินที่ต่างกัน

        เราจึงมีความคิดว่าแนวคิดทั้งหมดไม่มีแนวคิดไหนถูกไปทั้งหมด หรือดีทั้งหมด ล้วนมีทั้งข้อดีและข้อเสียปนกันไป การปกครองที่ดีความมีความเหมาะสมไปตาม วัฒนธรรม สังคม และประเพณีของประเทศนั้นๆ มากกว่าเลือกการปกครองที่ดีที่สุดในโลกแต่ไม่ได้ดีที่สุดในการพัฒนาประเทศตนเอง เพราะจริงๆแล้ว ไม่มีแนวคิดใด ถูกหรือผิดไปทั้งหมด เราอยู่ในโลกที่ยังไม่มีแนวคิดที่ดีที่สุด หรืออาจจะมีแต่ไม่สามารถนำมาใช้ได้จริงๆ ดังนั้น สิทธิ ความเสมอภาค และเสรีภาพ อาจจะดูนามธรรมมากไป ที่จะอธิบายให้ครเราเข้าถึงได้ถึงความหมายจริงๆ เพราะจริงๆ แล้วที่กล่าวมายังไม่มีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนเลยแม้แต่น้อย แต่เรามีความเชื่อที่ว่าซักวันหนึ่ง วันที่ดีจะต้องมีอย่างแน่นอน

        ปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดสิ่งต่างๆเกิดขึ้นมาคือความเชื่อ ความเชื่อที่ว่าเราสามารถทำสิ่งใดๆได้ ความเชื่อที่บอกว่าถ้าเราเชื่อแล้ว เป้าหมายของเราก็คงไม่ไกลเกินความสามารถ เพียงแต่ว่าเพียงความเชื่ออย่างเดียวไม่สามารถทำให้สิ่งต่างๆเกิดขึ้นจริงได้ ต้องอาศัยปัจจัยอื่นอีก เพราะในความเป็นจริงนั้นยากลำบากเกินกว่าเพียงแค่ความเชื่อจะทำได้ โลกนี้โหดร้ายและลำบาก ผู้คนที่ผ่านมันไปได้คือคนที่แข็งแกร่ง และเข้มแข็ง ดังนั้นหากคุณต้องการผ่านโลกใบนี้ไปได้จงใช้สิทธิที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าและอย่าลืมเห็นคุณค่าของคนรอบๆตัวคุณด้วย 
SHARE
Writer
painnameishope
Writer
Human is the pain

Comments