ไม่ได้นับถือในวิธีการ แต่นับถือในพลังใจ : รีวิว "2215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว"
นี่เป็นรีวิวหนังครั้งแรกที่เขียนลงบล็อก
ซึ่งไม่มีใครบอกให้ทำทั้งนั้น แต่อยากทำเองในฐานะผู้ชมคนหนึ่ง
กับการดูหนังที่ตั้งใจไปดูมากที่สุดในปีนี้ เพราะอยาก "รับพลัง" บางอย่าง
ท่ามกลางชีวิตช่วงนี้ที่สงบบ้าง มีลมพายุมาปะทะบ้างเป็นระยะ

แน่นอน นี่เป็นหนังสารคดีที่สร้างจากเรื่องจริง
จากการออกวิ่งในโครงการ "ก้าวคนละก้าว เพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ"
ของคุณอาทิวราห์ คงมาลัย หรือ "พี่ตูน บอดี้สแลม"

การลำดับเรื่องถือว่าทำได้ดีพอสมควร
แม้จะมีการตัดสลับด้วย Side Story บางประการ และสลับบางเรื่องที่ควรเล่าก่อน ไปไว้กลางเรื่อง
แต่โดยรวม เชื่อว่าทุกคนที่ดู น่าจะดูแล้วเข้าใจอยู่ดี

ทีมงานเลือกเพลงมาประกอบในแต่ละซีนได้ดีมาก
แต่ละเพลงเข้ากับเนื้อหาได้ดี และทำให้อยากกลับไปทำความรู้จักเพลงเหล่านี้เพิ่มเติมอีก

ส่วนภาพ... สวย คงต้องบอกแบบนี้ เพราะไม่มีความรู้พอจะติอะไรเท่าไหร่
มีทั้งภาพที่ตั้งใจถ่ายให้สวย และภาพที่สวย เพียงเพราะมันเป็นภาพ "จริง" ที่เกิดในขณะนั้น

(Spoil Alert : ต่อไปนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วน)

เนื้อเรื่องในเรื่องนี้ ยังทำให้เรารู้ในหลายสิ่งที่อาจไม่เคยเห็นผ่านหน้าจอทีวี
ในช่วง 55 วันของการเดินทางจากเบตงสู่แม่สาย
เรื่องราวของบุคคลรอบข้าง เรื่องราวระหว่างทางที่ไม่เพียงน่าสนใจ
แต่ยังมีคุณค่า และมีความหมายมากกว่าแค่การหาเงินบริจาค

แต่สิ่งที่เป็นจุดเด่นก็คือ ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้จงใจชัดเจนที่จะสะท้อนภาพว่า
พี่ตูนไม่ใช่คนที่ดีพร้อมสมบูรณ์แบบ แบบที่หลายๆ คนมองภาพไว้
ในทางตรงข้าม พี่ตูนก็มีมุมที่มีรัก โลภ โกรธ หลง ไม่ต่างจากคนทั่วไป
และที่สำคัญ ภาพยนตร์เรื่องนี้บอกเราอย่างตรงไปตรงมาว่า
การมีความคาดหวังในฐานะ "คนดี" ที่มีต่อพี่ตูน ถือเป็นเรื่องที่อันตรายต่อตัวพี่ตูนเองอย่างยิ่ง

ที่น่าคิดยิ่งกว่านั้น คือภาพยนตร์เรื่องนี้ 
ได้ "จงใจ" พูดถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อการตัดสินใจที่จะออกวิ่งของพี่ตูนอย่างชัดเจน
และพี่ตูนก็ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ในแนวการตอบโต้
แต่เป็นการยอมรับในความจริงว่า นี่ไม่ใช่วิธีการที่จะแก้ปัญหาได้ในต้นเหตุ
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของเขา เรื่องบางเรื่องเป็นสิ่งที่รอไม่ได้ 
รวมถึงเรื่อง "ความเจ็บป่วย"
และนี่เองเป็นเหตุผลที่ทำให้เขายังคงเดินหน้าความเชื่อของเขาต่อไป

ภาพยนตร์จบการดีเบตในประเด็นดังกล่าวไว้เพียงเท่านี้
ทำให้ส่วนตัวเรารู้สึกว่ามันยังค้างคาอะไรบางอย่าง
แต่นั่นแหละ ตัวหนังเองก็คงไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเป็นเวทีดีเบตอยู่แล้ว
เราคงจะต้องยอมรับในทิศทางของหนังเช่นกัน

...

แม้ผมจะไม่ได้เห็นด้วยกับกับวิธีการของพี่ตูนทั้งหมด
แต่พลังใจที่ได้รับจากหนังสำหรับผม ก็ยังสวยงามอยู่ดี
มันช่วย "ให้พลัง" บางอย่างในการเดินตามความเชื่อของตัวเอง
และมันช่วยประคับประคองจิตใจที่อ่อนกำลังลงได้ไม่มากก็น้อย
สำหรับคนที่อินกับการทำตามความเชื่อในหัวใจ นี่เป็นชั่วโมงครึ่งที่ทำให้น้ำตาซึมได้จริง

และแม้จะอยากให้ปัญหาสาธารณสุขในไทยถูกแก้ที่ต้นเหตุมากกว่านี้
แต่ผมศรัทธาในพลังใจ พลังบวก ที่พี่มอบให้ทุกคน
ถ้าใครต้องการเติมไฟ เติมแรงบันดาลใจบางอย่างในชีวิต ดูกันได้ครับ :)
SHARE
Writer
PaSK
Newbie Journalist
A journalist who is a beginner in career, but not beginner in passion.

Comments