เมื่อถึงคราวฤดูฝน
เธอชอบหน้าฝนเสมอ ชอบความเย็นสบาย ชอบเสียง ชอบกลิ่น 
ในขณะเดียวกันเธอก็กลัวฝนอยู่อย่างนั้น กลัวเปียก กลัวป่วย กลัวต้องติดอยู่กลางทาง กลัวกว่านั้นถ้าฝนตกติดต่อกัน เกินกว่าความสบาย ฝนก็มาพร้อมความหม่นหมอง ยิืดเยื้อ ห่อเหี่ยว 
ความชอบ ความกลัว ความสบาย ความหม่นหมอง มันก็มักจะก้าวไปพร้อมๆกัน

"ช่วงนี้หน้าฝน บางวันฝนตก เปียกจวนจะป่วย ถ้าวันไหนฝนไม่ตกอากาศก็อึมครึมเสียเหลือเกิน หนักกว่าอึมครึมคือความอบอ้าวทั้งก่อนและหลังฝนจะมา" เธอเขียนลงไปบนหน้าสมุดบันทึก สมุดที่เธอมักจะสนทนาบางเรื่องบางราวด้วย ไม่บ่อยแต่เสมอ 

ภูมิอากาศที่เธอเผชิญไม่ต่างจากอุณหภูมิระหว่างความรักของเธอและเขา 
ความรักของเขาและเธอก็เข้าสู่ช่วงฤดูฝนเหมือนกัน ความรู้สึกแปรปรวนเหมือนอากาศหน้าฝน 
กว่าฝนจะตกแบบพอดีที่จะเย็นสบาย ก็ต้องผ่านความอบอ้าวอึมครึมไปสักพักหนึ่ง

ทำอย่างไรได้ มันเป็นฤดูกาล นั่นก็หมายถึงเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งเช่นกัน
เมฆครึ้มก่อตัวลอยเข้ามาในความสัมพันธ์ ทั้งความไกล ความกลัว จับตัวเป็นก้อนลอยขึ้นสูงเลยทำให้ฝนตก ฝนที่ตกในความรู้สึกของทั้งเขาและเธอ
"ดีนะที่ฟ้ายังไม่ผ่า" เธอคิด

อยู่่ดีไม่ว่าดีชีวิตของเธอก็ทำให้เจอกับคนหลายคน แต่มีคนหนึ่งในนั้นที่ดูจะมีผลต่ออุณหภูมิของเขาและเธอ คนนั้นก็เหมือนเมฆฝน ค่อยๆก่อตัวขึ้นและทำให้ฟ้าอึมครึม บางวันในฤดูกาลอากาศสดใสอยู่ดีๆ ฝนก็ตกแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย วันไหนโชคดีพกร่มก็รอดไป วันไหนเคราะห์ร้ายก็เปียกปอน 

คนนั้นก็เหมือนเมฆฝน เมฆตั้งเค้ามาแล้ว สัญญาณต่างๆเริ่มปรากฎ ถึงเวลาฝนก็คงตก 

แต่จะทำอย่างไรดีที่เขาและเธอจะไม่ต้องป่วยเพราะพากันตากฝน
คำถามนี้อาจได้วิธีการร้อยแปดพันประการ ยืนหลบ แยกกันยืน ไม่ออกไปเจอฝน รวมๆก็คือวิธีการที่จะหยุดรอหรือจะหาร่มสักคัน สองคันแล้วเดินไปข้างหน้า หยิบเสื้อกันฝนของใครของมันแล้วแยกกันเดิน ก็เป็นอีกทางที่จะเดินไปต่อ

สุดท้ายเขาและเธอก็เลือกที่จะไปต่อ ไปต่อแบบที่จะเดินไปพร้อมกัน แต่จะเปียกแค่ไหนก็ไม่มีใครรับประกัน จนถึงวันนี้วันที่เธอคิดว่าผ่านฝนมาแล้ว ส่องกระจกดูสภาพตอนนี้ ก็เปียกอยู่ไม่น้อย จากเรื่องของคนนั้น เธอ และ เขา

คนนั้นเป็นเพื่อนใหม่ ในขณะที่เธอต้องย้ายไปอยู่เชียงใหม่ อะไรๆก็ใหม่ แม้แต่ชื่อจังหวัด ชื่อเพื่อนใหม่ปรากฎในบทสนทนาบ่อยครั้งขึ้น เธอนั่นแหละเป็นฝ่ายเล่า การเล่าเรื่องเป็นสิ่งที่ธอถนัดที่สุดแล้ว ไม่ใช่ว่าไม่รู้ว่าเขาจะคิดหนัก แต่ไม่เล่าก็ไม่ได้ 

"จะให้ทำอย่างไร ก็ความสัมพันธ์ของเธอและเขาเริ่มต้นมาด้วยการบอกเล่า เล่าแม้ในเรื่องที่คิดว่าจะเป็นปัญหา" แม้เธอจะเป็นคนซับซ้อนแต่เธอไม่ใช่คนซ่อนความรู้สึกเก่ง

การซ่อนเรื่องไม่เก่ง นั่นเป็นปัญหาของเธอ 
การรับมือจากปัญหาของเธอ นั่นก็เป็นปัญหาของเขา

คล้ายกับช่วงหนึ่งเราต่างมีร่มกันคนละคัน ขนาดมันพอดีถ้าเรายืนอยู่ลำพัง แต่เมื่อจะไปด้วยกันมันก็เล็กและคับแคบเกินไป 

เขาและเธอหันหน้าคุยกัน ต่างก็มองร่มของตัวเอง
ร่มในมือของแต่ละคนนั้นไม่ผิด แต่ตอนนี้มันไม่พอ ไม่พอที่จะให้เขาและเธอเดินไปด้วยกัน 
ตอนแรกเขาก็คงเลือกที่จะฝ่าฝนและคิดว่าไม่เป็นไร เธอหน่ะซิที่เป็น จะพาเธอเดินไปแบบนี้ไม่ได้เธอจะป่วย ส่วนเธอชอบหยุดรอแต่ถ้ารอในบรรยากาศอบอ้าว เขาก็ไม่สนุก 
 "ช่างน่าปวดหัว" เหมือนไม่มีทางออก โชคยังดีที่เขาและเธอยังพอมีที่พักหลบฝนระหว่างทาง การมีเพื่อนนี่ดีเสมอ

ฝนมันจะตก มันมีเค้าลาง สิ่งที่ดีคือ เราสามารถป้องกันได้
ไม่มีอะไรอย่างอื่นนอกจากคุยกันอย่างที่เขาและเธอทำมาตลอด
เขาไม่อยากหยุดรอและขอให้เธอทำบางอย่างเพื่อให้ไปต่อ
เธอก็ขอให้เขาอย่าให้เธอต้องเปียกปอนจนป่วยไข้
พวกเขาต่างมีข้อจำกัดของตัวเอง แต่มากกว่านั้นคือพวกเขาเข้าใจและยอมรับข้อจำกัดของกันและกัน มันไม่ง่ายแต่ต้องทดลอง 

เธอทดลองทำในสิ่งที่ไม่เคยเชื่อว่าจะทำ แม้ว่าจะชอบฝนแต่เธอก็กลัวฝนตกไปพร้อมกัน 
เย็นวันหนึ่งในวันหลังฝน เธอคุยกับเมฆฝนก้อนนั้นด้วยเรื่องของเธอและเขา ชัดเจนพอๆกับสีของท้องฟ้าหลังฝนตก เมฆฝนนิ่งฟัง ไม่มีสิ่งใดแปลกไป มีแต่ใจเธอรอให้เมฆค่อยๆเลื่อนคล้อยไปอย่างที่เขาบอกว่าจะเป็น

ในระหว่างที่รอเมฆที่ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร เธอเลือกที่จะคุยกับเขา เธอรู้ว่าบรรยากาศของเรามันอบอ้าวเกินไป ไม่สบายใจพอๆกับไม่สบายตัว 
"เราไม่อยากลงไปว่ายน้ำในบ่อแล้วต้องคอยกลัวว่าจะมีจระเข้อยู่ใต้น้ำนั้น เราอยากว่ายอย่างสบายใจ" เขาเปรยขึ้นมา 
"งั้นขอเวลา 10 นาที เราจะโทรหาใหม่ ขอเวลาเรียบเรียงก่อนนะ จะได้เข้าใจกันซะที" เธอตอบปลายสาย

คืนนั้นเขาและเธอคุยกันไปเกือบสองชั่วโมง ไม่ได้ทะเลาะแต่คุย เราต่างทิ้งร่มคันจิ๋วของตัวเอง แล้วค่อยๆสร้างที่กันฝนแบบใหม่จากสิ่งเก่า สิ่งเล็กสิ่งน้อยปะติดปะต่อ จนเมฆฝนค่อยๆเคลื่อนผ่านไปอย่างที่เขาและเธอไม่รู้ตัว เมฆเคลื่อนคล้อยตามแรงลม เขาและเธอยังยืนอยู่ที่เดิม ความรู้สึกระหว่างกันยังเหมือนเดิม ความรู้สึกชนิดที่ว่า จะต้องคุยกันไปถึงไหนผุดขึ้นมา พร้อมๆกับหลายความรู้สึกที่วิ่งเต้นในใจ เขาและเธอไม่ได้หลงลืมวันดีๆที่มีแม้แต่น้อย มันแค่ถึงเวลาต้องยอมรับอีกด้านของสิ่งดีนั้น ยอมรับธรรมชาติและฤดูกาลของมัน แต่เชื่อเถอะว่าเมื่อเมฆฝนผ่านไปก็มีฟ้าที่สดใสเสมอ

เธอยังรักสายฝน พอๆกับที่รักการเดินท่ามกลางฝนไปกับเขา 
"แต่คราวหน้าหวังว่าจะมีร่มที่พอดีกับเขาและเธอ เปียกแบบนี้ไม่ไหวนะ 555" เธอคิด 
SHARE
Written in this book
บทสนทนาบนชั้น12
เรื่องราวของความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงคู่หนึ่งบนระเบียงชั้น 12
Writer
NikNisa
Learner
There is no wrong or right, Just Write

Comments