สะพาน | การคัดเลือกโดยธรรมชาติ | งานค้าง




สองมือของฉันเกาะบนราวกั้นเย็นเฉียบ ฉันก้มมองสายน้ำเบื้องล่างที่คงเย็นไม่แพ้อากาศในตอนนี้ สูดหายใจเข้าลึก เท้าข้างหนึ่งยกขึ้นวางบนขอบปูนเตี้ยๆก่อนจะดันตัวขึ้น—




“เดี๋ยว”



เสียงผู้หญิงจากข้างหลังทำให้ฉันหยุดการกระทำอะไรก็ตามลง หันกลับไปมองเจ้าของเสียงก็พบว่าเป็นผู้หญิงตัวสูงคนหนึ่งที่ไม่คุ้นหน้า ไฟสีส้มจากเสาไฟส่องกระทบลงบนใบหน้าที่ดูไม่สู้ดีนัก คิ้วของหล่อนขมวดเล็กๆ



“คุณ… กำลังจะกระโดด?”



หล่อนชี้ฉันสลับกับแม่น้ำกว้างขวางล่างสะพาน ฉันพยักหน้าช้าๆ



“ขอโทษที่เรียกไว้นะ... แต่ว่าฉันคงรู้สึกไม่ดีแน่ถ้าเห็นคนโดดลงไปต่อหน้าต่อตา”



“ไม่ต้องขอโทษหรอก คุณไม่ได้ทำอะไรผิด”



“อ่า…”



“...”



เราสองคนมองหน้ากันไปมา มีเพียงเสียงรถยนต์ที่นานๆทีผ่านมาในบริเวณนี้ ฉันยกมือขึ้นเกาหัวเบาๆ ยังไงต่อดี ไปสะพานอื่นแทนดีไหมนะ?



“คือ… คุณยังไม่โดดวันนี้ได้ไหม”



ฉันยกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งด้วยความสงสัย



“ไปหาอะไรกินกันค่ะ ฉันเลี้ยง ถือว่าเป็นคำขอให้คุณมีชีวิตต่ออีกวันหนึ่งแล้วกันนะคะ”



ฉันมองใบหน้าแสนดูดีของคนตรงหน้าที่พึ่งพูดประโยคแปลกๆสำหรับคนที่พึ่งพบกันครั้งแรกไป ก็พอเข้าใจนะ ถ้าฉันบอกลาหล่อนไปตอนนี้ก็คงจะไปหาที่โดดที่อื่น ซึ่งมันก็คงจะทำให้หล่อนรู้สึกแย่ไม่แพ้กับการปล่อยให้เธอโดดลงไปเมื่อกี้หรอก



ฉันถอนหายใจยาว ไอสีขาวคละคลุ้ง คนตรงหน้ายังมองกันด้วยสายตาขอร้อง



เอาเถอะ จะหายไปทั้งทีก็อย่าไปสร้างแผลในใจใครเลย



“โอเคค่ะ”








เพราะนี่มันก็ดึกมากแล้ว เกือบจะตีหนึ่ง ร้านที่เรามานั่งเลยเป็นร้านฟาสฟู้ด 24 ชั่วโมง ฉันมองคนตัวสูงในเสื้อโค้ทสีดำวางถาดสีแดงลงบนโต๊ะ พอได้มานั่งในอาคารก็อุ่นขึ้นเยอะเลย



ฉันหยิบแท่งมันฝรั่งแตะซอสพริกแล้วส่งมันเข้าปาก คนจ่ายในมื้อนี้ก็ทำเหมือนกันแต่เป็นซอสมะเขือเทศ



“คุณอยากเล่าอะไรให้ฉันฟังไหม”



“หึ กำลังจะเปลี่ยนใจฉันหรอ”



“ก็...ถ้าได้ก็ดีค่ะ”


คนแปลกหน้ายิ้มบาง ฉันส่ายหน้า



“เรื่องของฉันน่ะ ทั้งเพื่อน ทั้งครอบครัว ทั้งหมอ ฟังมาจนเบื่อแล้วล่ะ ฉันก็เบื่อจะเล่าแล้วด้วย ฉันอยากฟังเรื่องคุณมากกว่า ทำไมดึกขนาดนั้นถึงยังไปเดินบนสะพานนั่นคนเดียวล่ะ?”



ร่างสูงยืดหลังขึ้นหลังจากนั่งห่อไหล่มาสักพัก ยอมตอบคำถามอย่างง่ายดาย



“ฉันพึ่งเลิกงาน รถฉันหายไปอาทิตย์กว่าๆแล้วเลยต้องเดินกลับคอนโด”



ฉันแอบแปลกใจที่คนตรงหน้าทำงานแล้ว แสดงว่าอายุมากกว่าสินะ



“ทำไมไม่นั่งแท๊กซี่ไม่ก็ให้เพื่อนที่ทำงานมาส่งล่ะ คุณทำงานอะไรหรอ”



“เป็นพนักงานออฟฟิศธรรมดาๆนี่แหละ ส่วนเพื่อน… ไม่มีหรอก จะพูดว่าไงดี ฉันโดนบูลลี่ในที่ทำงานน่ะ”



“สวยๆแบบคุณเนี่ยนะ”



พอได้รับคำชมแบบไม่ทันตั้งตัวคนตรงหน้าก็เผลอยกมือขึ้นลูบหลังคอเบาๆ แล้วก็พยักหน้าแบบไม่มั่นใจนัก



“เล่าให้ฟังได้ไหม”



“อืม เรื่องมันน้ำเน่าหน่อยนะ คือฉันโดนเจ้านายจีบอะ พอไม่เล่นด้วยก็เลยโดนปล่อยข่าวว่าเป็นเด็กเสี่ย”



“แย่จังแฮะ”



“อืม แต่ช่างมันเถอะ ฉันจะย้ายที่ทำงานเดือนหน้าแล้ว แล้วคุณล่ะ?”



“ฉัน?”



“ทำงานอะไรหรอ”



ยังเรียนไม่จบเลย…



“ไม่พูดเรื่องฉันดีกว่านะ”



“อ่า ขอโทษนะ”



คนตรงหน้าก้มลงใช้นิ้วเขี่ยขอบจานแบบหงอยๆ ฉันกัดริมฝีปากล่างเบาๆ เอาอีกแล้ว ทำคนอื่นจ๋อยอีกแล้วนะเรา



หลังจากนั้นเราก็ไม่คุยกันอีกเลยจนเดินออกมาจากร้านพร้อมกัน อุณหภูมิภายนอกต่ำจนต้องกระชับเสื้อกันหนาวปกป้องร่างกาย



“คุณกลับทางไหน”




ฉันถามคนแปลกหน้า หล่อนชี้ไปทางซ้าย ฉันเลยชี้ไปทางขวาบอกให้รู้ว่าเราไปคนละทางกัน



“งั้นไปนะ ขอบคุณสำหรับมื้อดึก”



พูดจบแล้วก็เดินออกไปไม่ปล่อยให้คนข้างๆได้กล่าวลา แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวฉันก็ถูกเรียกไว้ด้วยมือที่แตะลงบนไหล่



“คุณ… อย่าคิดสั้นอีกเลยนะ”



ฉันยิ้ม หันกลับไปหาคนตัวสูง หล่อนสูงจนฉันต้องเงยหน้าคุย



“ฉันไม่ได้คิดสั้นหรอก ฉันคิดมานานแล้ว นี่คือทางเลือกที่ฉันต้องการที่สุด”



หล่อนเม้มริมฝีปากแน่น สายตาดูมีความคิดตลอดเวลา



“คุณรู้อะไรไหม ชีวิตน่ะเจ๋งมากเลยนะ ที่คุณกำลังหายใจอยู่ตอนนี้เพราะว่าโปรตีนในร่างกายคุณทำงานอยู่ แล้วโปรตีนมาจากสารพันธุกรรม การที่สารพันธ-”



“เดี๋ยว อะไรของคุณเนี่ย”



“อย่าพึ่งขัดสิ คือการเรียงตัวของสารพันธุกรรมเนี่ยเกิดขึ้นอย่างสุ่มนะ คุณคิดตามนะ เคยได้ยินเรื่องการคัดเลือกโดยธรรมชาติไหม อะไรที่ไม่เหมาะกับสภาพแวดล้อมจะตาย แต่อะไรที่บังเอิญเหมาะก็รอด ความบังเอิญนี่แหละมาจากสารพันธุกรรม แล้วความบังเอิญนี้ก็สะสมมาเรื่อยๆๆๆ จนเป็นเรา คุณคงได้ยินมาบ่อยเรื่องกลไกของร่างกายใช่ไหมล่ะ ทำไมเราถึงจาม ทำไมเราถึงเดินได้ ทำไมเรามีความรู้สึก คำตอบคือมันเป็นธรรมชาติ นั่นแหละ!” อยู่ๆหล่อนก็ทุบกำปั้นลงบนฝ่ามือตัวเอง “ธรรมชาติทำให้เรามีกลไกที่ซับซ้อนจนหนึ่งอายุไขไม่สามารถค้นหามันได้หมดเลยนะ ตั้งแต่กำเนิดสิ่งมีชีวิตแรกขึ้นมาบนโลกนี้วิวัฒนาการและการคัดเลือกโดยธรรมชาติทำให้เซลล์เล็กๆเซลล์เดียวกลายเป็นคนที่มีสติปัญญาได้เลย มันเจ๋งมากคุณว่าไหม”




ฉันมองคนตรงหน้าที่พูดยาวเหยียดจนหายใจแทบไม่ทันด้วยความไม่เข้าใจ จริงๆก็เหมือนจะเข้าใจนะเพราะฉันก็เคยเรียนเรื่องการคัดเลือกโดยธรรมชาติมา แต่ที่สงสัยคือทำไมหล่อนถึงมาพูดอะไรแบบนี้ให้ฟัง



“ฉันไม่รู้เรื่องเท่าไหร่”



“เอ่อ… เอาเป็นว่าแค่เกิดมาคุณก็เจ๋งแล้ว”



ฉันอดหัวเราะไม่ได้ให้กับความพยายามของคนตรงหน้า



“ไม่ต้องพยายามพูดอะไรให้ฉันเปลี่ยนใจหรอก ฉันตัดสินใจแล้ว และมันเปลี่ยนไม่ได้”



“ได้สิ”



น้ำเสียงที่อยู่ๆก็จริงจังของหล่อนทำให้เธอแปลกใจ



“โอเค ที่ฉันพูดไปเมื่อกี้ฉันอาจจะพูดได้ไม่รู้เรื่องเท่าไหร่ แต่คนที่พูดเรื่องนี้ให้ฉันฟังน่ะเขาเก่งมากเลยนะ เขาพูดไปเรื่อยๆเหมือนคนบ่นลมฟ้าอากาศให้ฉันที่กำลังกรีดข้อมือในห้องน้ำหยุดฟังเขาได้”



ฉันเผลอหยุดหายใจเมื่อหล่อนชูข้อมือใต้เสื้อโค้ทให้ดูรอยยาว 2-3 รอยพาดผ่านบนผิวขาวๆนั่น



“เขาทำให้ฉันได้รู้ว่าถึงชีวิตจะห่วยแตกขนาดไหนแต่มันก็เจ๋งอยู่ดี ฉันก็เคยรู้สึกแบบคุณ อาจจะพูดไม่ได้ว่าเข้าใจ แต่ก็รู้นะว่าคุณกำลังเผชิญหน้ากับความรู้สึกแบบไหนอยู่ มันยาก ฉันรู้—”



“ไม่ต้องพูดแล้ว”



“ฉันผ่านมาได้เพราะเขาบอกฉันว่า ดูสิ วันนี้เธอตื่นมาแล้วเตะขาเก้าอี้ตัวนี้ แต่เมื่อวานเธอเตะขาเก้าอี้อีกตัวนะ เห็นไหมว่าต่อให้พูดว่าชีวิตห่วยๆเดิมๆมันก็ไม่เหมือนกันสักวัน ชีวิตมันเจ๋ง แต่ละวันก็เจ๋ง”



“...”



“เหมือนเล่นเกมอะคุณ วันนี้รู้สึกแย่ก็ค่อยๆจัดการมัน แล้วมาลุ้นว่าพรุ่งนี้จะเจออะไรใหม่ๆบ้าง”



“โลกสวยจังนะ...มันไม่ใช่เรื่องของความรู้สึกอย่างเดียวคุณก็รู้”



“ฉันรู้ เพราะยาก็ช่วยฉันอยู่ แต่ยาก็ไม่มีประโยชน์ถ้าใจคุณไม่ร่วมมือนะ”



“...”



“ฉันผ่านมันมาแล้ว… ไม่ได้บอกว่ามันดีขึ้นอะไรนะ ฉันก็ยังเป็นคนกากๆที่รถหาย โดนบูลลี่ในที่ทำงาน หุงข้าวแล้วข้าวแฉะ ออกไปวิ่งก็โดนหมาไล่กัด เขาคนนั้น...ก็ไม่อยู่กับฉันแล้ว เนี่ย กาก แต่ฉันว่ามันก็สนุกดี”



“...”



“คุณ?”



“ขอบคุณนะ แต่…” ฉันถอนหายใจ “อืม ขอบคุณ ฉันกลับละ บาย”



ฉันตัดบทแล้วหันหลังแล้วออกเดินอีกครั้งอย่างคนนิสัยเสีย คราวนี้คนแปลกหน้าไม่รั้งฉันไว้แล้ว ฉันพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่หันกลับไปมองหล่อน แต่ละก้าวหนักอย่างไม่น่าเชื่อ



บ้า บ้าชะมัด








แสงสีหม่นจากดวงอาทิตย์ยามเช้าปลุกฉันขึ้นจากงีบสั้นๆ ฉันพึ่งหลับไปตอนตีห้า แล้วตอนนี้มัน...หกโมง



ฉันในชุดเดิมตั้งแต่เมื่อวานเดินสะโหลสะเหลหายไปในห้องน้ำแล้วกลับมานั่งที่ขอบเตียงจนพระอาทิตย์ขึ้นมาจนพ้นขอบฟ้า ฉันมองแสงจ้าแล้วก็แสบตาจนน้ำตาไหล ฉันปิดตาลง ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็เห็นตะกร้าผ้ากองโตตรงหน้า ไหนๆก็ว่างแล้ว ซักผ้าละกัน



ฉันหอบตะกร้าผ้ากับผงซักฟอกและน้ำยาปรับผ้านุ่มลงมาที่ร้านเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญชั้นล่างสุด มีเครื่องว่างเครื่องหนึ่งพอดี โชคดีจัง



โชคดีหรอ?



ฉันตั้งคำถามกับตัวเองในใจขณะยัดผ้าเข้าเครื่อง ไม่ได้คิดถึงคำนี้มานานขนาดไหนแล้วนะ



ระหว่างกลับห้องเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ฉันกดรับสายเพื่อนร่วมคณะขณะกดลิฟต์



‘วันนี้มาเรียนป่ะเนี่ย’



“ไม่อะ”




‘มาบ้างนะมึง จารย์เค้าถามหา’



“อื้อ…”



‘เออ แค่นี้นะ เริ่มเรียนละ’




ฉันมองหน้าจอที่ดับไปตอนที่ยืนอยู่หน้าห้องพอดี ไขกุญแจเข้าไปแล้วก็นั่งอยู่ที่ปลายเตียงเหมือนเดิม



ห้องรกเป็นบ้า



ฉันลุกขึ้นจัดกองชีทเรียนอย่างที่ไม่ได้ทำมาหลายเดือน ขณะวุ่นวายกับกองกระดาษหลายกองก็สะดุดกับกระดาษแผ่นหนึ่ง มันคือสำเนาเกียรติบัตรรางวัลชนะเลิศประกวดวาดรูปตอนชั้นมัธยมปลาย ฉันมองกระดาษแผ่นนั้นอยู่หลายนาทีก่อนจะลุกไปอีกทาง หยิบงานที่ยังทำไม่เสร็จมาทำต่อ



นานจนเข็มนาฬิกาชี้เลข 12 อย่างพร้อมเพรียง ฉันมองงานที่เสร็จแล้วข้างหน้า มันไม่ได้ดีเหมือนเมื่อปีก่อน แต่มันเป็นงานแรกที่ฉันทำสำเร็จในรอบหลายเดือน ฉันมองงานที่โคตรไม่สวยตรงหน้าแล้วยิ้มออกมา น้ำตาไหลลงมาอย่างไม่รู้ตัว



นานขนาดไหนแล้วนะที่ฉันไม่ได้วาดรูปตามใจตัวเองแบบนี้ ที่ผ่านมามันมีแต่ความกดดันที่ว่าต้องทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมทุกครั้ง พอไม่เข้มงวดกับตัวเองแล้ว… รู้สึกดีเป็นบ้า สนุกเป็นบ้า



ฉันชักจะอยากมีชีวิตที่ได้วาดอะไรโง่ๆแบบนี้ไปทุกวันแล้วสิ





ชีวิตแม่งเจ๋ง แต่ละวันก็แม่งเจ๋งจริงด้วยว่ะคุณคนแปลกหน้า










+ มาใช้ชีวิตเจ๋งๆไปด้วยกันค่ะ 😆
+ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน ถ้ามีจุดไหนที่คิดว่าไม่เหมาะรีบบอกเลยนะคะ เราจะได้รีบแก้ไข



SHARE

Comments

AnnPonchanok
11 months ago
อ่านแล้วรู้สึกมีกำลังใจค่ะ
Reply
bluemooooood
11 months ago
เราก็ตกอยู่ภายใต้ความรู้เดียวกันเลยค่ะ เหมือนมาก ตอนนี้เราดร็อปเทอมนึงมาบ้าน อาจารย์บอกว่าไปพักเถอะ ทุกอย่างมันมากเกินไป ดีเกินไปจนตัวเราไม่ไหวแล้ว เราไม่รู้ขีดจำกัดของตัวเอง ตัวโรคก็ทำให้เราแย่ไปหมด ขอบคุณเรื่องราวแบบนี้มากนะคะ ช่วยให้เราอยากมีชีวิตไปอีก 1 วันเลย 💖
Reply