วิชา การรับมือกับความผิดพลาด
1
งานสัปดาห์หนังสือเดือนตุลาฯ ใกล้เข้ามา ผมกำลังเร่งปิดต้นฉบับ
จู่ๆ เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะก็ดังขึ้น ผมเอื้อมมือไปรับ ปลายสายคือรุ่นพี่ฝ่ายผลิต เธอโทรมาบอกว่า "กระดาษ CSS ที่ผมใช้ทำปกหมด ต้องเปลี่ยนไปใช้ตัวสำรอง" 

แม้ผมจะชอบกระดาษตัวเดิมมากเพราะมีผิวสัมผัส(Texture) แต่เพื่อให้งานรันต่อไปได้ ผมจึงไม่ติดอะไร กระดาษสำรองก็ไม่ได้แย่เกินรับไหว ผมเคยใช้มันมาแล้ว แต่รุ่นพี่บอกอีกว่า แต่กระดาษตัวสำรองที่เคยใช้ก็หมดนะ ต้องเปลี่ยนไปใช้ตัวใหม่

นั่นทำให้ผมรู้สึกหัวเสียและหงุดหงิดเอาเรื่อง ไม่ใช่เพราะรุ่นพี่ แต่เป็นปัญหาจากโรงพิมพ์ที่ไม่เตรียมพร้อมรับงานสัปดาห์หนังสือที่จะมาถึง เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผมก็เจอปัญหากระดาษตัวนี้หมดมาแล้ว

เวลาทำงาน หลายครั้งเราเลี่ยงไม่ได้ที่จะเจอปัญหาแบบนี้ แม้เราจะเตรียมตัวดีแค่ไหน เพราะบางครั้งก็เกิดปัญหาจากคนอื่นเสมอ

ผมเซ็งสุดๆ แต่จะเปลี่ยนโรงพิมพ์แบบสำนักพิมพ์อื่นก็ไม่ได้ เพราะเป็นของบริษัทเอง ผมจะยกหูโทรไปตำหนิโรงพิมพ์ก็คงได้ แต่ผมไม่อยากกลายเป็นคนอีกแบบที่ไม่ใช่ตัวผม

ผมทำได้แค่นิ่งสงบและถามตัวเองว่า
เรื่องนี้กำลังมอบบทเรียนอะไรให้กับผม
และผมกำลังจะได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้

2
ตอนอยู่ปีสาม ตอนเรียนถาปัดที่ ม.เกษตรฯ ผมและเพื่อนๆ ตื่นเต้นกันมาก เพราะวิชาออกแบบสถาปัตยกรรม(Design Studio) เราต้องปรับหลักสูตรไปเรียนแบบภาษาอังกฤษ เพราะ อ.สิงห์ อินทรชูโต และ อ.ลุค ยัง ที่จบจากมหาวิทยาลัย MIT มาหมาดๆ กลับมาสอนที่คณะ โดยจะปรับหลักสูตรการสอนแบบไทยไปสอนแบบฝรั่ง จึงเป็นโจทย์ยากที่เด็กได้อังกฤษเกรด D อย่างผมจะสบายใจได้ เพราะว่าฟังไม่รู้เรื่องแน่ๆ T_T

ข้อดีของการเรียนแบบฝรั่งคือ อ.จะกำหนดหัวข้อกว้างๆ มา ส่วนนักศึกษาจะคิด จะทำอะไร ก็ Up to you คือให้เราทำและนำเสนอเองได้เลย เด็กไทยที่เรียนโดยมีครูคอยสอนและสั่งมาตลอดว่าต้องทำอะไร ต้องส่งอะไรในแต่ละสัปดาห์ จึงงงเป็นไก่ตาแตก เพราะเราไม่เคยดูแลตัวเองมาก่อน
โจทย์ตอนนั้นที่เราได้รับคือ "น้ำท่วมกรุงเทพ และ ต้นแบบสถาปัตยกรรม" 

อ.ให้หัวข้อพวกเราแค่นี้ ก่อนเอาพวกเราไปทิ้งไว้ที่สีลม โดยไม่บอกว่าให้ออกแบบอาคารอะไรหรือทำอะไรสักอย่าง บอกเพียงว่าท้ายคาบก็มาเจอกัน จะทำอะไรก็มาบอก มาเล่าให้ฟัง ซึ่งวิชานี้เราจะเจอกับอาจารย์สัปดาห์ละสองวัน เป็นเวลาหนึ่งปี ไม่มีใครรู้ว่าจะจบยังไง และพวกเราจะรอดไหม

ช่วงกลางๆ เทอมของการออกแบบ จู่ๆ ผมก็ได้ไอเดียว่า อยากเห็นspace (ที่ว่าง) ของย่านสีลมทั้งหมดว่ามีหน้าตาเป็นยังไง ผมจึงทำโมเดลจำลองย่านสีลมขึ้นมา แล้วไปซื้อเรซิ่นน้ำมาเทลงไปในโมเดล โดยรอชั้นแรกแห้ง และก็เทชั้นที่สอง และชั้นที่สาม กระบวนการนี้ใช้เวลาตั้งแต่หัวค่ำไปยันหกโมงเช้า

หลังจากนอนไปสี่ชั่วโมง สิบโมงผมก็มานั่งถอดเรซิ่นออกจากแบบ ทว่าเรซินที่ผมคิดว่าจะถอดออกมาได้สวยงามตามความคิด กลับแตก และหักเป็นส่วนๆ ผมรู้เลยว่า งานเข้าและไม่มีงานที่ใช้ได้ส่งอาจารย์แล้ว

ตอนบ่ายโมง ผมและเพื่อนๆ มาเข้าห้องเรียนเพื่อรายงานผลที่แต่ละคนทำมา ว่ามีอะไรคืบหน้าไปบ้างแล้ว ทว่าทั้งห้องเงียบกริบ ไม่มีใครพูดหรือนำเสนออะไรเลย ผมนั้นพูดอังกฤษไม่ได้อยู่แล้วจึงได้แต่นั่งนิ่งๆ พยายามรอคนที่สื่อสารได้เสนองาน แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไร อาจารยร์จึงเริ่มตำหนินักศึกษาทั้งห้อง

ทั้งห้องตกอยู่ในความอึดอัดเกือบยี่สิบนาที ผมเซ็งเพื่อนที่พูดได้แต่ไม่ออกมาพูด และเซ็งตัวเองที่ตอนมัธยมไม่ตั้งเรียนวิชานี้ ผมเบื่อสุดๆ เลยอยากออกจากห้องที่อึดอัดนั่นเสียที
ก็เลยรู้สึกว่า ช่างแม่งล่ะ อะไรจะเกิดก็เกิด พรีเซนต์ให้มันจบๆ ไปแล้วขอออกจากห้องกลับไปเตะบอลที่หอดีกว่า

ผมยกมือขึ้น แล้วยืนขึ้นนำเสนอเรซิ่นห่วยๆ นั่นเป็นภาษาอังกฤษง่ายๆ ระดับประถม ไม่มีไวยากรณ์และแกรมม่าใดๆ ทั้งสิ้น เชื่อว่าอาจารย์รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง ผมบอกอาจารย์ว่า ทำเรซิ่นทั้งคืน เพื่อดู space ของสีลม แต่สุดท้ายมันล้มเหลว มันแตก และหัก มันมีฟองอากาศน่าเกลียด มีเส้นบิดๆ เต็มไปหมด ถ้ามีเวลาผมจะกลับไปทำใหม่ให้มันสวยและดีกว่านี้
ผมพูดมั่วไปเท่าที่จะนึกออก และก็คิดว่าคงจะโดนตำหนิแน่นอน ว่าทำไมไม่ทำออกมาให้ดีๆ ให้มันสวยๆ

อ.ลุค ยัง มองดูเรซิ่นโมเดลของผมด้วยหน้าตาซีเรียส(แกเป็นคนหน้านิ่ง) ผมคิดว่าไงก็ไม่รอดแล้ว ทว่าอาจารย์กลับพูดว่า Interesting Interesting พร้อมกับทำท่าทางตื่นเต้น

อ.ลุค หยิบเรซิ่นหักๆ นั่นมาดูด้วยความกระตือรือร้น แล้วพูดๆ ซึ่งส่วนใหญ่ผมฟังไม่ออกหรอก แต่พอจะเข้าใจคือ ลุคบอกว่า ผมสามารถเอาฟอร์มที่แตกหักของเรซิ่น มาเป็นรูปทรงอาคาร(ร้านหนังสือ) ที่ผมจะออกแบบได้ ลุคบอกว่า ทั้งรอยแตก รอยบิด ฟองอากาศ สามารถหยิบมาใช้ได้หมด ฟอร์ของเรซิ่นอาจเป็น space ส่วนต่างๆ ของอาคารผม เส้นสายที่ไม่สม่ำเสมออาจเป็นฟอร์มทางเดินบีทีเอส ฟองอากาศที่เกิดขึ้นอาจเป็นโซฟาก็ได้ ลุคบอกว่าความล้มเหลวที่เกิดขึ้นสามารถรนำมาใช้ประโยชน์ได้ 

ลุคพูดว่า Very Good และ Interesting เยอะมากจนผมตกใจ หลังจากนั้นเพื่อนผมจึงกล้าที่จะเอาผลงาน ความคิด หรือไอเดียที่ผิดพลาด ล้มเหลว ไม่เป็นดั่งใจมานำเสนอให้ลุคดูอย่างเต็มที่

เทอมนั้นผมนำฟอร์มที่แตกหักและบิดของเรซิ่นมาออกแบบร้านหนังสือ จนได้ A และเป็น A ตัวแรกของวิชานี้ที่ตอนอยู่ปีหนึ่งและปีสองผมไม่เคยได้มาก่อน

3
นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมเรียนกับอาจารย์ฝรั่งและสอนวิธีคิดแบบฝรั่ง มันต่างจากการเรียนแบบไทยๆ ที่ผ่านมา ที่ต้องทำตามคำสั่งอาจารย์อย่างเดียว คือ ใครทำดี ทำสวย และสมบูรณ์แบบตามความคิดอาจารย์และตามค่านิยมของวงการออกแบบในตอนนั้นก็จะได้ A

นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้เรียนรู้ว่า ความผิดพลาด ความล้มเหลว หรือการที่เราไม่ได้สิ่งต่างๆ ตามที่เราคิดไว้ตอนแรกนั้น มันมีโอกาสที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิมได้

เพียงแต่เราต้องนิ่งพอที่จะใช้ประโยชน์จากความผิดพลาดหรือไม่สมหวังนั้นด้วย
และเราต้องนิ่งพอที่จะไม่โกรธ โมโห หัวเสีย หรือฟูมฟายกับการไม่ได้ "ดังใจ" ในตอนแรก รอคอยว่า จะได้ "เกินใจ" ในภายหลัง

4
หลายสัปดาห์ผ่่านไปหลังจากโทรศัพท์ในวันนั้น เย็นวันหนึ่ง โรงพิมพ์ส่งหนังสือที่ใช้กระดาษใหม่ที่ผมไม่เคยใช้มาวางบนโต๊ะ ผมหยิบมันขึ้นมาพลิกๆ ดู พบว่า ผมชอบมันกว่ากระดาษตัวเดิมเสียอีก และต่อไปผมตั้งใจจะใช้กระดาษตัวใหม่แทนตัวเก่าล่ะ

เรื่องนี้ถ้าหากโรงพิมพ์ไม่ผิดพลาด
ผมก็คงใช้กระดาษตัวเดิม
ไม่เจอกระดาษตัวใหม่ที่สวยกว่า
SHARE
Writer
porglon
Editor, Writer
พอกลอน ซาเสียง จบสถาปัตย์ ม.เกษตรศาสตร์ อดีตกองบรรณาธิการสำนักพิมพ์ a book (2551-2553) บรรณาธิการสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุ๊คส์ (2554) บรรณาธิการสำนักพิมพ์ springbooks (2555- 2561) / ผู้เขียนหนังสือ "ทดเวลาฝันเจ็บ" (2559) / บรรณาธิการหนังสือ เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด / ก่อนความฝันจะล่มสลาย / บ๊อบ แมวเตะฝันข้างถนน / เรื่องนี้พี่บอกเธอคนเดียว / ไม่เอาน่ะ อย่าคิดมาก / สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก / โตขึ้นจึงรู้ว่า / ชีวิตมันก็แบบนี้แหละ ฯลฯ

Comments

Pan-non
17 days ago
ตอนแรกกะว่าบทความนี้จะเข้ามาอ่านเงียบๆ กดหัวใจ แล้วจากไป แต่พออ่านจบละขอแวะคุยด้วยซะหน่อยละกันนะคะ555
ด้วยความที่เรียนคนละสาย พอได้รู้ว่าสายอื่นเขามีการบ้านอะไรบ้างก็รู้สึกว่าน่าสนุกดี
การที่เราควรต้องเดินทางบ้าง หนึ่งในเหตุผลก็คงจะเป็นเพราะ เพื่อไปเรียนรู้วิธีคิดของคนบ้านอื่นเมืองอื่นบ้าง เหมือนอย่างที่คุณพอกลอนได้รู้วิธีคิดของคนบ้านอื่นเมืองอื่น (ที่เดินทางมาบอกถึงที่55) แล้วก็ได้เรียนรู้จากมันว่า แบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอ! เหมือนโลกเรากว้างขึ้นนิดนึง ใจก็เช่นกัน
ยินดีด้วยนะคะที่ได้กระดาษตัวใหม่ที่ไฉไลกว่าเดิม : ]
Reply
porglon
9 days ago
อ๋อ เราควรต้องเดินทางบ้างจริงๆ ละครับ เพราะการไปใช้ชีวิตที่อื่น ก็ทำให้เห็นมุมมองอื่นหรือค่านิยมอื่น แล้วก็ได้รู้ว่า แต่ละที่ก็คิดต่างๆ กันไป ทำให้เราไม่ยึดติดกับวิธีคิดเดิมๆ แล้วก็จะเป็นคนที่เปิดรับความคิดใหม่ๆ แปลกๆ ได้กว้างขึ้นด้วยมั้งครับ / ขอบคุณคุณที่เขามาสนทนา และแบ่งปันมุมมองเพิ่มเติมครับ 
Chdjend
9 days ago
ชอบครับคำแนะนำดีๆ
Reply
porglon
2 days ago
ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์ครับผม