ความสามัคคีคือพลังในการต่อสู้กับปัญหา
เสรีนิยม liberalism

 
เป็นปรัชญาการเมืองหรือมุมมองทางโลกซึ่งตั้งอยู่บนความคิดเสรีภาพและความเสมอภาค นักเสรีนิยมยอมรับมุมมองหลากหลายขึ้นอยู่กับความเข้าใจหลักการเหล่านั้น แต่โดยทั่วไปสนับสนุนความคิดอย่างเสรีภาพในการพูด เสรีภาพทางสื่อ เสรีภาพทางศาสนา ตลาดเสรี สิทธิพลเมือง รัฐบาลฆราวาส ความเสมอภาคทางเพศและการร่วมมือระหว่างประเทศ

ทีแรก เสรีนิยมเป็นขบวนการทางการเมืองระหว่างยุคเรืองปัญญา เมื่อได้รับความนิยมในหมู่นักปรัชญาและนักเศรษฐศาสตร์ในโลกตะวันตก เสรีนิยมปฏิเสธความคิดซึ่งสามัญในเวลานั้น เช่น เอกสิทธิ์แบบสืบเชื้อสาย ศาสนาประจำชาติ สมบูรณาญาสิทธิราชและเทวสิทธิ์ของกษัตริย์ มักยกย่อง จอห์น ล็อก นักปรัชญาสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 17 ว่าเป็นผู้ก่อตั้งเสรีนิยมเป็นประเพณีปรัชญา ล็อก แย้งว่ามนุษย์มีสิทธิธรรมชาติในชีวิต เสรีภาพและทรัพย์สิน และตามสัญญาสังคม รัฐบาลต้องไม่ละเมิดสิทธิเหล่านี้ นักเสรีนิยมคัดค้านอนุรักษนิยมประเพณีและมุ่งเปลี่ยนสมบูรณาญาสิทธิ์ในการปกครองเป็นประชาธิปไตยแบบมีผู้แทนและหลักนิติธรรมแทน

นักปฏิวัติผู้โด่งดังในการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ การปฏิวัติอเมริกา และการปฏิวัติฝรั่งเศสใช้ปรัชญาเสรีนิยมเพื่ออ้างความชอบธรรมการโค่นสิ่งที่มองว่าเป็นการปกครองทรราชด้วยอาวุธ เสรีนิยมเริ่มลามอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะหลังการปฏิวัติฝรั่งเศส ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีการตั้งรัฐบาลเสรีนิยมในประเทศต่าง ๆ ทั้งในทวีปยุโรป อเมริกาใต้และอเมริกาเหนือ ในช่วงนี้คู่แข่งอุดมการณ์หลัก คือ อนุรักษนิยม แต่ภายหลังเสรีนิยมรอดการท้าทายทางอุดมการณ์สำคัญจากคู่แข่งใหม่อย่างฟาสซิสต์และลัทธิคอมมิวนิสต์ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 20 ความคิดเสรีนิยมยิ่งลามอีกเมื่อประชาธิปไตยเสรีนิยมเป็นฝ่ายชนะสงครามโลกทั้งสองครั้ง ในทวีปยุโรปและอเมริกา การสถาปนาเสรีนิยมสังคม (social liberalism) เป็นองค์ประกอบสำคัญของการขยายรัฐสวัสดิการ ปัจจุบัน พรรคการเมืองเสรีนิยมยังครองอำนาจและอิทธิพลทั่วโลก






 


 และจะกล่าวถึง คำพูดที่ว่า 
 

 การร่วมมือระหว่างชนชั้นย่อมดีกว่าการต่อสู้ระหว่างชนชั้นอย่างไร
 

ชนชั้นทางสังคม หรือเรียกเพียงสั้นๆว่า ชนชั้น หมายถึง

กลุ่มมโนทัศน์ในสาขาวิชา สังคมศาสตร์ และทฤษฎีการเมือง ซึ่งมีศูนย์กลางที่แบบจำลองการจัดชั้นภูมิทางสังคมซึ่งบุคคลถูกจัดอยู่ในกลุ่มหมวดหมู่สังคมลำดับชั้น ชนชั้นสามัญที่สุด คือ ชนชั้นสูง ชนชั้นกลาง และชนชั้นล่าง

ชนชั้นเป็นวัตถุสำคัญแห่งการวิเคราะห์สำหรับนักสังคมวิทยา นักรัฐศาสตร์ นักมานุษยวิทยาและนักประวัติศาสตร์สังคม อย่างไรก็ดี ไม่มีการเห็นพ้องต้องกันว่านิยามที่ดีที่สุดของคำว่า "ชนชั้น" คืออะไร และคำนี้มีหลายความหมายบริบท ในสำนวนพูดทั่วไป คำว่า "ชนชั้นทางสังคม" โดยทั่วไปพ้องกับ "ชนชั้นทางสังคม-เศรษฐกิจ" ซึ่งนิยามว่าเป็น "บุคคลที่มีสถานภาพทางสังคม เศรษฐกิจหรือการศึกษาเท่ากัน" เช่น ชนชั้นกรรมกร ชนชั้นวิชาชีพอุบัติใหม่

ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 คำว่า "ชนชั้น" เริ่มเป็นวิธีหลักในการจัดระเบียบสังคมเป็นการแบ่งลำดับชั้นแทนการจำแนกประเภทอย่างฐานันดร ยศและลำดับ ซึ่งสัมพันธ์กับการให้ความสำคัญกับคุณลักษณะที่ตกทอดมาลดลงโดยทั่วไป และให้ความสำคัญกับความมั่งคั่งและรายได้เพิ่มขึ้นเป็นตัวชี้วัดฐานะในลำดับชั้นทางสังคม







การร่วมมือระหว่างชนชั้น คือ 

การที่ คนในชนชั้นที่ต่างกัน นั่นก็คือ ชนชั้นสูง ชนชั้นกลาง และชนชั้นล่าง อยู่ร่วมกันได้โดยไม่คำนึงถึงชนชั้นของตนเองหรือกลุ่มของตน ไม่นึกถึงการแบ่งแยกของชนชั้น ทุกคนของทุกชนชั้นมีสิทธิเท่าเทียมกัน การร่วมมือ คือการที่ทุกคนมีความสามัคคีกัน สามารถตกลงคุยกันได้โดยไม่มีความขัดแย้งในชนชั้น สามารถอยู่ร่วมกันได้โดยสันติสุข โดยปราศจากการทะเลาะกันระหว่างชนชั้นที่ทำมาสู่การทำร้ายร่างกาย การต่อสู้ ทำให้เกิดการบาดเจ็บ เสียเลือดเสียเนื้อ แต่ก็ยังไม่พ้นข้อเท็จจริงที่ว่า ประวัติศาสตร์ถูกเขียนขึ้นหลังจากมีการต่อสู้ระหว่างชนชั้น เหมือนเป็นการทำให้เกิดปัญหาการขัดแย้งก่อนแล้วค่อยคิดค้นหาวิธีแก้ไขปัญหานั้น เหมือนทำให้ร่างกายมีบาดแผลก่อนแล้วค่อยหายามารักษา เค้าเรียกว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ทำไมเราไม่คิดที่จะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุไปเลย เหมือนเป็นการคิดว่าจะทำยังไงไม่ให้ร่างกายเกิดบาดแผล ไม่มีการเจ็บตัว จะได้ไม่ต้องเสียเวลาในการรักษาบาดแผลที่เกิดขึ้นตามร่างกาย ยอมเสียเวลาไปกับการคิดไม่ให้เกิดบาดแผลย่อมดีกว่าการเสียเวลาไปกับการรักษา คล้ายกับการที่เรามาใช้เวลาในการนั่งคิดว่าทำยังไงไม่ให้เกิดปัญหานั้นขึ้น นั่นก็คือ การที่ให้คนทุกชนชั้นมารวมกลุ่มปรึกษาหาลือกันโดยใช้เหตุผล ใช้หลักประนีประนอม เคารพสิทธิซึ่งกันและกัน มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เคารพความคิดเห็นของแต่ละคนแต่ละชนชั้น ทุกคนทุกชนชั้นมีสิทธิเท่าเทียม เสมอภาคกัน ค่อยๆใช้คำพูดที่ไม่ทำให้เกิดบาดแผลทางจิตใจต่อทุกคน และผลสุดท้ายอาจทำให้ การคุยกันครั้งนี้มีทางออกของปัญหา ไม่เกิดการทำร้ายร่างกายหรือการต่อสู้ระหว่างชนชั้น ไม่เกิดบาดแผลทางร่างกายและจิตใจ ไม่เกิดความขัดแย้งระหว่างชนชั้น คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข






 
การต่อสู้ระหว่างชนชั้น คือ 

เมื่อพิจารณาจากมุมมองสังคมนิยมทุกรูปแบบ คาร์ล มาร์กซิสและฟรีดริช เองเงิลส์ นักอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ เขียนว่า "ประวัติศาสตร์ของสังคมทั้งหมดที่ผ่านมาจนกระทั่งถึงบัดนี้ล้วนแต่เป็นประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้ทางชนชั้น" นั่นก็คือ ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาทั้งหมดนี้ ถูกเขียนหลังจากมีการเสียเลือดเสียเนื้อของคนทุกชนชั้น เพราะเกิดจากความขัดแย้ง ระหว่างชนชั้น ทำให้เกิดมีปัญหาในการดำรงอยู่ร่วมกัน คนในสังคมไม่มีความสุข เพราะต้องคอยระแวง คอยต่อสู้กัน เพื่อความดำรงอยู่ของชีวิต ถ้าทุกชนชั้นมีแต่การต่อสู้ ความเจริญ ความก้าวหน้า ก็จะไม่เกิดในชุมชนนั้น มีแต่ความล้าหลัง ความสุขก็จะไม่เกิดขึ้นในชุมชน




         จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงสอดคล้องกับคำพูดที่ว่า “การร่วมมือระหว่างชนชั้นย่อมดีกว่าการต่อสู้ระหว่างชนชั้น” เพราะการร่วมมือทำให้ชุมชนเกิดความเจริญก้าวหน้า ทุกชนชั้นมีความสุข ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมโดยไม่มีความขัดแย้ง แต่ถ้ามีการต่อสู้เกิดขึ้นในชนชั้น สิ่งที่ไม่ดีต่างๆก็จะตามมาทั้งความเครียด ความระแวง และความหวาดกลัว ทุกชีวิตในชุมชนนั้นจะหาความสุขไม่ได้ การอยู่ร่วมกันแบบสันติจะไม่เกิดขึ้น มีแต่ความขัดแย้งเกิดขึ้นในสังคม










SHARE

Comments