My sunshine.
ความสัมพันธ์ที่ไม่มีชื่อเรียก

ผมเชื่อว่าหลายๆคนกำลังตกอยู่ในสถานะนี้นะ
ผมก็เช่นกัน

สำหรับหลายๆคนมันอาจจะทำให้รู้สึกเจ็บปวด
แต่ไม่ใช่สำหรับผม
ครับ.. ผมมีความสุขกับมัน


ผมเคยบอกคุณแล้วใช่มั๊ยครับ ว่าผมมีเพื่อนสนิทมากๆอยู่คนนึง

นานมากแล้วที่ผมได้เจอกับเขา สมัยอยู่ ม.ต้น นู้นนนน
เราเจอกันเพราะความบังเอิญ..

ตอนแรกผมเป็นเด็กโรงเรียนประจำจังหวัด 
แต่มีเหตุผลบางอย่างทำให้ผมต้องย้ายมาเรียนโรงเรียนประจำอำเภอ
ผมก็แอบเสียใจนะ ที่อยู่ๆก็ต้องย้าย
แต่ก็นั่นแหล่ะ
ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีอยู่..

" เพราะมันทำให้ผมได้เจอกับเขา "

ผมย้ายมาช่วงภาคเรียนที่สอง

เช้าวันที่ผมต้องไปโรงเรียนใหม่วันแรก
อาจจะเป็นเพราะตื่นเต้นหรืออะไรก็ไม่รู้ทำให้ผมตื่นเช้ามาก
ผมจำได้ว่าวันนั้น ผมตัดสินใจไปเดินตลาดฆ่าเวลาเล่นๆ

ผมเดินดูของไปเรื่อยๆ จนถึงร้านข้าวเหนียวหมูปิ้งร้านนึง
ผมเห็นเด็กนักเรียนในชุดเครื่องแบบเดียวกันกับผมกำลังพูดคุยกับป้าเจ้าของร้าน
ทำนองว่าลืมเอาเงินมา ป้าแกก็โวยวายใหญ่
แล้วเขาก็หันมาเห็นผมที่อยู่ในชุดเครื่องแบบโรงเรียนเดียวกันพอดี

ผมจำได้แม่นเลยล่ะ 
ก็เขายืมเงินผมจ่ายค่าข้าวเหนียวหมูปิ้งนี่ 5555

ผมก็เออๆไป ไหนๆก็เด็กโรงเรียนเดียวกัน

' ขอบใจนะ  มึงเด็กใหม่เหรอ กูไม่คุ้นหน้าเลยว่ะ '
เขาหันมาพูดกับผมพร้อมกับเคี้ยวหมูปิ้งในปาก
คนอะไรวะ พึ่งจะรู้จักกันก็กูมึงใส่กันแล้ว 
แต่ผมก็ไม่ได้อะไรมากมายหรอกครับ
' อือ ' ผมตอบไปแค่นั้น ก็ผมพูดไม่เก่งนี่ครับกับคนไม่รู้จักแล้วก็ยิ่งเงียบไปใหญ่
เขาพยักหน้ายิ้มๆ
เราเดินไปด้วยกันจนถึงทางเข้าโรงเรียน
' กูไปก่อนนะ รีบไปหาจารย์ว่ะ ' 
เขาพูดแล้วเดินจากไปทันที
' อ้าว.. ละเงินค่าหมูปิ้งกูอ่ะ ' ผมคิดในใจ ชื่อก็ไม่รู้จัก ชั้นอะไรห้องอะไรก็ไม่รู้
' เออ ช่างมันเหอะวะ ' ผมพูดกับตัวเองแล้วเดินไปหาห้องเรียนของตนเอง

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1

นี่คือห้องเรียนของผม

ความบังเอิญไม่ได้จบลงแค่นั้นครับ
เมื่อเขา.. คนที่ยืมเงินผมไปจ่ายค่าข้าวเหนียวหมูปิ้งคนนั้น
กลายเป็นหัวหน้าห้องเรียนของผม..
ผมอึ้งมากเลยนะ ไม่คิดว่าจะบังเอิญขนาดนี้ 555555

ด้วยความที่เป็นเด็กใหม่ ไม่รู้จักใครเลยยย
หน้าที่ดูแลผมในวันแรกก็ไปตกอยู่ที่หัวหน้าห้อง..

ทั้งวันเขาลากผมไปคุยกับคนนั้นทีคนนู้นทีจนเหมือนสนิทกันมานาน
ผมก็เกรงใจเขานะ พยายามบอกเขาแล้วว่าเออ นี่ไม่เป็นไรนะ ไปอยู่กับเพื่อนเหอะ บลาๆ
ก็ผมชอบที่จะอยู่เงียบๆอ่ะ เลยติดจะรำคาญเขาหน่อยๆ
แต่เขาไม่ยอม พร้อมกับบอกว่า  ' ตอบแทนค่าหมูปิ้่ง '
เออ จบ.. กูไม่รู้จะพูดยังไงกับมึงแล้ว 
เดี๋ยวพรุ่งนี้เขาก็เลิกไปเอง ผมคิดแบบนั้น

แต่ผมคิดผิด..
วันต่อมาเขาก็ยังตัวติดกับผม
ไปๆมาๆเราสองคนก็สนิทกัน
สนิทจนเพื่อนในห้องให้ฉายาว่าเป็นผัวเมียกันแล้ว 55555


ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1

จนขึ้นมัธยมปลาย
ผมกับเขาก็ยังบังเอิญได้อยู่ห้องเดียวกันอีก..

และความซับซ้อนของความสัมพันธ์มันเริ่มจากตรงนี้
ตรงที่ความรู้สึกของฝ่ายหนึ่งมีมากกว่าคำว่าเพื่อน
และฝ่ายนั้น คือผมเอง..

ผมรู้สึกดีเวลาอยู่กับเขา
สบายใจทุกครั้งที่อยู่กับเขา

แต่ผมไม่คิดจะบอกเขา
ผมไม่อยากเป็นมากกว่านั้น
ผมไม่อยากให้ความสัมพันธ์ของเราเปลี่ยน
ผมว่าสถานะของเราตอนนี้มันดีอยู่แล้ว
และผมไม่อยากเป็นคนทำลายมัน..

เรายังคงสนิทกันเหมือนเดิม
จนกระทั่งมีเพื่อนในกลุ่มคนนึงมาคุยกับผม
เรื่องเขา..

' กูชอบมันว่ะ ' เขาบอกผม
' แล้วไงอ่ะ ชอบมันก็ไปบอกมันดิ มาบอกกูทำไม ' ผมตอบ
' กูไม่กล้าว่ะ มึงสนิทกับมันสุดอ่ะ มึงช่วยกูหน่อยดิ ' 
อ่ะ.. งานเข้ากูละ นี่ก็เพื่อนนั่นก็เพื่อน
เอออ่ะ ช่วยก็ช่วยวะ
' เออก็ได้ '

ผมเป็นคนกลางระหว่างเขาสองคนได้สักพัก
ถามว่ารู้สึกอะไรมั๊ย? มันก็มีบ้างแต่ไม่ได้มากมายอะไรขนาดนั้น  มั๊ง..
ประกอบกับตอนนั้นเริ่มเครียดเรื่องที่บ้านแล้ว ไม่มีเวลาไปใส่ใจอะไรอีกแล้ว 5555

จนวันนึง..
หลังเลิกเรียนเรามักจะไปหาที่นั่งเล่นเงียบๆสักที่

เขา.. เพื่อนสนิทของผม ถามว่า..
' มึงจะให้กูคบกันจริงดิ? ' 
' เอ้า ก็ความรู้สึกมึง แต่เค้าก็ดูเหมาะกับมึงดี เป็นเรื่องของมึงสองคน เกี่ยวอะไรกับกูอ่ะ? '
ผมตอบแบบปัดๆ จริงๆคือเริ่มหงุดหงิดแล้ว
' แค่เรื่องที่บ้านก็มากพอแล้วอ่ะ จะต้องมาเจออะไรแบบนี้อีกวะ มึงไปคุยกันเองดิ กูเหนื่อย ' 
ผมขึ้นเสียงใส่เขา
' เออ เหนื่อยเหมือนกัน ' เขาพูด
ผมหันไปมองหน้าเขาเงียบๆ
' มึงมันโง่ ' เขาพูดแล้วเดินจากผมไป
ทิ้งให้ผมงงอยู่คนเดียว
ผมคงไม่ได้ใส่ใจด้วยแหล่ะ ก็บอกแล้วว่าเครียดเรื่องอื่นอยู่..

หลังจากนั้นเราก็เริ่มห่างกัน
ระหว่างเราเหมือนเล่นสงครามประสาท
เขาไม่พูด ผมก็ไม่พูด..
จนเขากับเพื่อนอีกคนตัดสินใจคบกัน เราสองคนก็ห่างกันออกไปอีก

เวลาผ่านไปได้สักพัก
เพื่อนคนที่มาขอให้ผมช่วยในตอนนั้นก็มาคุยกับผม
พร้อมกับตัดพ้อต่างๆนาๆ และเขาก็ขอให้ผมช่วยอีกครั้ง..
' กูอีกแล้วเหรอวะ ' แน่นอนว่าผมคิดในใจ
เอออ่ะ ไหนๆก็เพื่อน ช่วยก็ได้วะ


และผมก็กลับไปคุยกับเขาอีกครั้งกลังจากที่ห่างกันมานาน..
ผมถามเขาว่า ' ทำไมถึงตัดสินใจคบกัน ไม่รักแล้วจะคบกันไปทำไม '
แต่เขาไม่ตอบ..
ผมเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ แต่เขาก็ยังไม่ตอบ
' เออ เรื่องวันนั้นกูขอโทษที่กูเหวี่ยงใส่มึง กูเครียด กูเหนื่อยกับเรื่องที่บ้านอยู่แล้ว แล้วต้องมาเจอเรื่องของมึงอีกมันทำให้กูหงุดหงิด แล้วมึงก็หนีกูไปทั้งๆที่ไม่พูดอะไรเลย กูรู้สึกแย่นะ ' 
ผมพูดยาวเหยียดพร้อมกับน้ำตาที่เริ่มคลอ
' มันก็เพื่อนมึงก็เพื่อน มึงจะให้กูทำยังไง กูเหนื่อย มึงเข้าใจมั๊ย กูไม่อยากรับรู้อะไรแล้ว '
และนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมร้องไห้.. หลังจากที่ไม่ร้องมานาน
ตั้งแต่เหตุการณ์ครั้งนั้น 
เหตุการณ์ที่เป็นแผลลึกในใจผม..

เขามองผมเหมือนตกใจที่เห็นผมร้องไห้
' มึงร้องไห้ทำไม กูขอโทษๆๆ หยุดร้องนะ ' เขาปลอบผม

ผมใช้เวลาสักพักเพื่อสงบสติอารมณ์ โดยมีเขานั่งอยู่ข้างๆ
' กูคบมันเพราะประชดหมา ' เขาพูดขึ้น
ผมหันไปมองหน้าเขาพร้อมกับเลิกคิ้วขึ้นถาม
' ตอนแรกก็คิดว่ากูกับมันคิดเหมือนกัน ตัวติดกันตลอด ไปไหนไปกัน แต่มันเห็นว่ากูเป็นแค่เพื่อนไง แล้วมันก็โง่ด้วย '
' มึงก็โง่เหมือนกันนั่นแหล่ะ ' ผมพูด
' ฮะ? ' เขาถาม
ช่างแม่ง 555555
ผมส่ายหน้าเบาๆ พร้อมกับพูดขึ้นว่า
' มึงเลิกได้มั๊ย ถ้าทำไปเพราะประชดกูอ่ะ มึงเลิกเถอะ กูสงสารมันว่ะ '
' อือ กูคิดอยู่ ' 
ผมพยักหน้าเบาๆ


วันถัดมา
เขาตัดสินใจจบความสัมพันธ์นั้นลง
และกลับมาตัวติดกับผมเหมือนเดิม
อ่ะ.. คู่ผัวเมียประจำห้องคัมแบ๊กแล้วจ้าาา

เรากลับมาเป็นเหมือนเดิม
เวลาหมุนผ่านไปเรื่อยๆ..


ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1

ก็ยังอยู่ห้องเดียวกันเหมือนเดิม..
หนีกันไม่พ้นจริงๆ 55555

เราต่างเปิดใจให้คนอื่นเข้ามาบ้าง

ผมมีแฟน เขาโสดและมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษา 
จนผมเลิกกับแฟนเพราะเข้ากันไม่ได้ ประกอบกับเหนื่อยกับหลายๆเรื่องด้วย
หรือก็คือเริ่มป่วยแต่ไม่รู้ตัวนั่นแหล่ะ..

เขามีแฟน ผมโสดและมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษา 
จนเขาเลิกกับแฟนเพราะเข้ากันไม่ได้ หรืออีกประเด็นก็คือรำคาญแฟนตัวเอง 
อันนี้ผมก็ไม่เข้าใจมันนะ 55555

เราสองคนจะวนลูปกันอยู่อย่างนั้น..

จนถึงช่วงปิดภาคเรียน
ผมและเพื่อนๆแพลนทริปไปเที่ยวภูเก็ตกัน
ตอนแรกก็ดีลกันไว้อย่างดี แต่พอใกล้วันเดินทางเข้า..
' มึง กูไม่ว่างว่ะ โทษที '
' มึง พ่อกูไม่ให้ไปว่ะ '
และอีกบลาๆๆ ไปๆมาๆ ก็เหลือผมกับเขาสองคน..

แน่นอนว่าผมอยากไปพักผ่อน ผมไม่ยอมให้ทริปล่มแน่นอน
' เอาไง เหลือกันสองคน ' เขาถามขึ้น
' มึงจะไปปะล่ะ ถ้าไม่ไปกูไปคนเดียวได้ กูอยากไปพักผ่อนหน่อยว่ะ เหนื่อยๆแปลกๆ '
ผมตอบเขา
' มึงไปกูไป โอเค ดีล! ' เขาตอบ


ภูเก็ต..

' สวยเนอะ ' ผมพูดขึ้น
'  เออ ไม่เสียแรงที่เดินมาจนเหนื่อย 55555 '
โอ้โห.. มึงเดินมานิดเดียวเองงง

ผมพักที่นี่ 2 คืน
แน่นอนว่าพักห้องเดียวกันครับ ไม่มีเงิน ฮ่ะๆ
คืนวันนั้นเราออกไปซื้อเบียร์มานั่งกินกันริมหาด
และได้เวลากลับมาคุยเรื่องระหว่างเราที่ค้างคามานานสักที..

' มึง ที่พูดตอนนั้นหมายความว่าไงวะ กูว่ากูเข้าใจไม่ผิด '  เขาถามขึ้น
' โอ้โห.. เพิ่งมาถามเนาะ 55555 '
' เออ ตอบๆมาเหอะวะ '
' ก็หมายความตามนั้นอ่ะ มึงคิดไงกูก็คิดงั้นแหล่ะ '
' จริงอ่ะ แล้วทำไมไม่บอกวะ '
' แล้วมึงทำไมไม่บอกอ่ะ ' ผมถามกลับ

เราเงียบไปสักพัก

และผมเป็นฝ่ายพูดขึ้น..
' กูว่าลึกๆแล้วเรารู้อยู่แล้วว่าต่างคนต่างรู้สึกยังไง กูว่าเรารู้อยู่แล้วว่าความสัมพันธ์ของเราตอนนี้มันดีอยู่แล้ว มึงลองคิดดูนะ ถ้าวันนั้นมึงหรือว่ากูบอกว่าชอบไป วันนี้เราจะยังเป็นแบบนี้มั๊ยวะ
ก็จริงอยู่ที่ตอนนั้นถ้าบอกไปเราอาจจะได้คบกัน เป็นแฟนกัน แต่ถ้าเราเลิกกันล่ะวะ ตอนนี้เราจะยังได้นั่งจิบเบียร์ด้วยกันแบบนี้มั๊ย ยังพูดคุยกันได้เหมือนที่เคยเป็นหรือเปล่า กูอาจจะขี้ขลาดก็ได้ แต่กูไม่อยากทำลายความสัมพันธ์ของเราลงว่ะ กูไม่อยากเสียมึงไปหรอกนะ ช่วงที่มึงห่างกูไปแม่งโคตรแย่เลยรู้ป้ะ '

เขาเงียบไปสักพัก แล้วพูดขึ้น
' อือ ที่กูไม่บอกมึงเพราะกูก็ไม่อยากเสียมึงไปเหมือนกัน ตอนที่เราห่างกันกูก็รู้สึกแย่พอๆกับมึงอ่ะแหล่ะ ' 
ผมหันไปหาเขาแล้วยักคิ้วให้แบบกวนๆ
แล้วก็เหมือนเดิมครับ.. โดนโบกหัวไปหนึ่งที 5555
' ช่างแม่งเหอะวะ ปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคตละกัน ' 

' ละที่บอกว่าเครียดอ่ะ บอกกูได้นะ มีอะไรก็ระบายกับกูได้ มึงไว้ใจกูได้นะ '
ประโยคที่เขาพูดทำให้ผมรู้สึกจุกหน่อยๆ
ผมพยายามจะไม่คิดถึงมันแล้วนะ แต่เขาดันทำให้ผมนึกถึงมันขึ้นมาจนได้
' มึงพูดขึ้นมาทำไมเนี่ย กูอุตส่าห์ลืมไปละ '
' เออ พูดมาเหอะ เก็บไว้คนเดียวไม่ดีหรอก ทนไม่ไหวก็ปล่อยออกมาบ้าง อยากร้องก็ร้อง กูอยู่กับมึงตรงนี้ '

ประโยคของเขาทำให้ผมเริ่มกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
ผมเริ่มร้องไห้หนักขึ้น.. หนักขึ้น..
รับรู้ถึงฝ่ามืออุ่นๆที่ลูบหัวผมเบา
ทำไมผมรู้สึกว่ามันอุ่นกว่าทุกครั้งนะ?
หรือเพราะความเหน็บหนาวที่ใจผมมันมากขึ้นกันแน่

ผมเริ่มพูดระบายสิ่งที่อัดอั้นทั้งหมดออกมา
ยิ่งพูดยิ่งนึกถึงเรื่องราวเหล่านั้นเท่าไหร่ 
มันก็ยิ่งทำให้ผมเจ็บปวดมากขึ้นเท่านั้น

' ระบายออกมาให้หมด มึงอยากร้องมึงร้องมา ' เขาพูดขึ้นหลังจากที่เงียบฟังผมมาสักพัก
ผมร้องไห้หนักขึ้น แล้วพูดสิ่งที่ผมรู้สึกไปจนหมด
เขาดึงผมเข้าไปกอด
' เหนื่อยมากเลยใช่มั๊ย ไม่เป็นไรนะ มึงเก่ง มึงผ่านมันไปได้เว้ย '

ผมร้องไห้อยู่กับอกอุ่นๆของเขานานมาก
และผมไม่อยากผละออกไป..
ผมรู้สึกว่าความอบอุ่นจากเขากำลังเยียวยาแผลในใจผม

ผมผละออกจากอ้อมกอดเขาหลังจากที่หยุดร้องแล้ว
เขายิ้มให้ผม
รอยยิ้มของเขายังอบอุ่นเสมอ

พ่อแม่สร้างเขามายังไงนะ? ถึงได้เป็นคนที่อบอุ่นขนาดนี้..

' มึงมาอ่อนแอกับกูได้เสมอนะ :) ' เขาพูดขึ้นอีกครั้ง
ผมพยักหน้า แล้วตอบไปว่า ' มึงก็เหมือนกันนะ :) '



ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1

ใช่ครับเรายังอยู่ห้องเดียวกัน 55555

เรื่องระหว่างเราก็เหมือนเดิมกับที่ผ่านมา
สนิทกันเหมือนเดิม

เราเข้าใจกันมากขึ้น 
เราคุยกันได้ทุกเรื่อง
ผมรับฟังเรื่องเขา เขารับฟังเรื่องผม
ต่างคนต่างเป็น safe zone ของกันและกัน
เวลาอยู่กับเขาผม feel like home มากกว่าอยู่บ้านจริงๆซะอีก..

หรือพูดอีกอย่างก็คือ
" เราเป็นทุกอย่างให้กัน " ภายใต้สถานะคำว่าเพื่อนสนิท..

แต่ผมโอเคที่เป็นแบบนี้นะ
หรือถ้าสถานะมันเปลี่ยนไปเป็นมากกว่านี้
ก็ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของอนาคตเหมือนที่เขาเคยบอกนั่นแหล่ะ


แต่อาการป่วยที่ผมไม่รู้ตัวกลับหนักขึ้นเรื่อยๆ
แต่ก็มีเขาอยู่ข้างๆเสมอ

จนจบมัธยมปลาย
ก็อย่างที่ทุกคนรู้ว่าช่วงปิดภาคเรียนรอเข้ามหาลัยมันยาวนาน
มันทำให้ผมกับเขาห่างกันไปนิดหน่อย
และเป็นช่วงที่อาการป่วยผมรุนแรงขึ้น.. ก็อย่างที่เคยเล่าไปแล้วแหล่ะ แฮ่ๆ 

หลังจากที่เขารู้ว่าผมเข้าโรงพยาบาลเพราะพยายามฆ่าตัวตายและถูกส่งไปโรงพยาบาลจิตเวช
เขาก็ติดต่อผมตลอดนะ มาหาบ้าง โทรมาบ้าง เพราะต้องทำงานพิเศษ

และทุกครั้งที่เจอเขา
อาการผมมักจะดีขึ้นเสมอ..

จนผมออกจากโรงพยาบาลเขาก็มารับผมพร้อมกับแม่
รอยยิ้มของเขามันทำให้ผมรู้สึกดีจริงๆ


มหาวิทยาลัย...

ครับ อยู่มหาลัยเดียวกันอีกนั่นแหล่ะ
คือชีวิตนี้คงหนีกันไม่พ้นแล้ว 5555
แต่ดีหน่อยที่เรียนคนละคณะ

แต่ก็อย่างที่เคยเล่าไปแล้วว่าผมมักจะนัดเจอกับเพื่อนมัธยมเสมอ..

ผมก็เจอกันตลอด
เขาและผมยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
ต่างคนต่างไม่มีใคร
เราไม่ได้ผูกมัดกัน
ผมพร้อมจะยินดีเสมอถ้าเขาเจอคนที่ดี
เขาก็เช่นกัน แต่ผมเหนื่อยเกินกว่าจะมีใครนี่สิ.. อยู่แบบนี้แหล่ะดีแล้ว :)

จนตอนนี้อยู่ปี 3 แล้ว

อาการป่วยก็เหมือนจะดีขึ้นมากแล้ว 
แต่ช่วงหลังๆนี้เครียดเยอะไปหน่อย เลยเหมือนมันจะกลับมาอีกแล้ว..
เจ้าหมาดำตัวนี้ไม่น่ารักเลยนะ 55555

แต่เขายังเหมือนเดิม
ทั้งอ้อมกอดและรอยยิ้มอันอบอุ่น

อุ่น.. 
เหมือนแสงอาทิตย์ในยามเช้า
อุ่น..
เหมือนกับชื่อของเขานั่นแหล่ะ.. :) 

" SUN " 



 
นี่แหล่ะครับเพื่อนคนพิเศษของผมทีเคยกล่าวถึงในสตอรี่ก่อนๆ วันนี้ผมพาเขามาให้พวกคุณรู้จักแล้วนะ :)

แงง ยาวมากเลยยยย 555555
ขอบคุณทุกคนทุกกำลังใจนะ สู้ไปด้วยกันเนอะ







SHARE

Comments

Ineedsomemilk
3 months ago
กรี๊ดดดดดดดด เขินอ่า
Reply
kyif17
3 months ago
สู้ๆน้าา เป็นกำลังใจให้ ชอบเรื่องพี่มาก
Reply
amnesia28
3 months ago
ชอบเราด้วยคนไหม?? เพื่อนขยิบ ^^ 
(..เห็นบ่นว่าเหงาอย่างนู้นเบื่ออย่างนี้)
JSP
3 months ago
เออออ ไม่จีบกันตรงนี้นะครับ ขอยาดเหม็นนน 55555 หยอกกกก
palapaploy
3 months ago
ชอบความสัมพันธ์ที่เป็นsafe zone ของกันเเละกันจัง เราไม่เคยมีเเบบนี้เลย เส้า555

Reply