จู่ๆก็คิดถึง "หนังสือ"
ตอนเป็นเด็กตัวเล็กๆ สถานที่ที่หลายคนรอแม่มารับหลังเลิกเรียนนั้น
มันอาจจะไม่ใช่สนามเด็กเล่น มันอาจจะไม่ใช่ร้านขายขนม แต่มันคงเป็น...ห้องสมุด
                                กลิ่นกระดาษเก่าๆ กลายเป็นกลิ่นที่เราชอบ 
   การหาหมวดหมู่หนังสือในสมัยที่ยังไม่มีระบบค้นหาในคอมพิวเตอร์ กลายเป็นเกมส์แสนสนุก        การมีมุมพิเศษของตัวเองตามซอกหลืบของชั้นหนังสือ กลายเป็นความลับแรกๆของเรา
                 การได้รู้เรื่องที่ไม่เคยรู้เพิ่มมาวันละหนึ่งอย่าง กลายเป็นสิ่งที่เราภูมิใจ

แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปหลายๆปี กิจกรรมการเข้าห้องสมุดของเราก็เปลี่ยนรูปแบบไป
จากที่เคยมีมุมพิเศษของตัวเองก็กลายเป็นแค่การยืมหนังสือกลับบ้านไปเขียนรายงาน
จากที่เคยหาหนังสือได้โดยไม่ต้องรีบร้อน 
กลายเป็นหยิบสุ่มหนังสือ อ่านแค่คำนำแล้วเอาไปเขียนบันทึกการอ่านที่ต้องส่งครูวันสุดท้าย
ยิ่งโตขึ้นมาเรื่อยๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการที่อินเทอร์เน็ตและ E-Book ต่างๆเข้ามามีบทบาทในชีวิต
เพราะแค่เราโหลดฟรีมาจากอินเทอร์เน็ตก็ทำให้เราไม่ต้องเสียเงินไปซื้อหนังสือแล้ว
สุดท้าย มันก็ทำให้ความทรงจำแสนสุขในห้องสมุดเมื่อวัยเด็กของเราค่อยๆถูกเก็บพับไปทีละนิดจนเราแทบจะไม่ได้กลับไปแตะความรู้สึกนั้นอีกเลยตลอดมา

นั่นเป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับเราที่เพิ่งรู้สึกตัวตอนได้ไปเเลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่น

เมื่อได้เข้าไปใช้ชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัยของที่นั่น มันมีบางสิ่งที่เป็นเหมือนกุญแจมาไขความรู้สึกเก่าๆของเราออกมา ทำให้เราอยากที่จะเข้าห้องสมุดไปหยิบ ไปหาหนังสือขึ้นมาอีกครั้ง

สิ่งที่ทุกคาบเรียนที่นั่นจะต้องมีคือ "การทำรายงาน" หรือที่เรียกว่า "การเขียน Report" 
แต่มันไม่ใช่การเขียนรายงานเป็นเล่มเเบบบ้านเรา เพราะคำว่า "รายงาน" ของเขา
มันหมายถึงการเขียนสรุปที่สิ่งเราไปค้นคว้ามาในหัวข้อนั้นๆที่อาจารย์กำหนด ไม่ว่าจะเป็นวิเคราะห์เรื่องราวจากหนังสือที่อ่าน การเขียนแสดงความคิดเห็นของเรา จะกี่หน้าก็สุดแล้วแต่เราหรือแล้วแต่อาจารย์จะต้องการกี่ตัวอักษร จะสองหน้าสามหน้าก็ตามใจ แต่ไม่ใช่เป็นเล่มใส่สัน ทำหน้าปก ใส่ปกใสเหมือนที่เราทำๆกันอยู่ตลอด

เรารู้สึกว่ามันเป็นอิสระมากกว่า เราสามารถเขียนทุกอย่างที่เราคิด เรารู้สึก 
เราสามารถเป็นตัวของตัวเองเวลาเขียนได้มากกว่าโดยที่ไม่มีใครมาตัดสินว่ามันผิดมันถูก
เพราะทุกอย่างที่เราเขียนต้องมีแหล่งข้อมูล อาจารย์จะดูข้อมูลประกอบกันเท่านั้น

จึงทำให้ส่วนสำคัญของทุกรายงานคือ "แหล่งข้อมูล"
โดยที่ส่วนใหญ่แล้ว ทุกคนจะถูกกำหนดมาว่าต้องใช้ "หนังสือ" อย่างน้อย 2 เล่มขึ้นไป 

หากกฏเกณฑ์นี้ถูกใช้ที่ไทย มันคงจะดูเป็นเรื่องที่ยากเย็นสำหรับหลายๆคนทีเดียว
แต่ที่ญี่ปุ่น บอกได้เลยว่า "หนังสือในห้องสมุด" ได้ข้อมูลอ้างอิงมากกว่าจากอินเทอร์เน็ต
ส่วนที่เราใช้อินเทอร์เน็ตมาอ้างอิง ส่วนใหญ่จะเป็นประเภทของข่าวตามเว็บสำนักพิมพ์ใหญ่ๆที่บางข่าวก็เป็นข่าวที่เราสนใจแต่หาอ่านไม่ได้แล้วตามแผงหนังสือปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น
ข่าวจากหนังสือพิมพ์ Asahi Shimbun, Yomiuri Shimbun หรือหนังสือพิมพ์ข่าวญี่ปุ่นภาษาอังกฤษอย่าง The Japan Times ก็เป็นแหล่งอ้างอิงใหญ่ๆชั้นดีของนักศึกษาที่นั่นเช่นกัน 

สำหรับข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญหรือนักวิชาการต่างๆนั้น การอ้างอิงจาก "หนังสือเป็นเล่ม" เป็นความคิดที่ดีที่สุดแล้ว จึงทำให้การเข้าห้องสมุดในญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องยาก 
และมีนักศึกษามาใช้บริการอยู่ไม่ขาดสาย เพราะจะได้ข้อมูลมาก็ต้อง "อ่าน" มาจริงๆ

แต่ทว่า หนังสือภาษาญี่ปุ่นอย่างเดียวก็ดูจะไม่เพียงพอ
หากมีหนังสือภาษาอังกฤษ เป็นงานตีพิมพ์ที่แพร่หลายกันเป็นสากลคงจะเป็นข้อมูลที่ดีขึ้นไปอีก

จึงทำให้ความพิเศษอีกอย่างหนึ่งของห้องสมุดในมหาวิทยาลัยที่เราไปแลกเปลี่ยนที่นั่นคือ
การเป็นห้องสมุดที่มี "ชั้นใต้ดิน" เอาไว้เก็บหนังสือภาษาต่างประเทศหรือหนังสือเก่าๆที่ต้องเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี ต้องไม่ชื้นจนทำให้หนังสือขึ้นรา ต้องจัดเป็นหมวดหมู่ภาษาแต่ละภาษาไป
ทุกครั้งที่จะลงไปหา เราจะต้องแลกบัตร แขวนป้ายอนุญาต เขียนเวลาเข้าออก ห้ามเอากระเป๋าเข้าไป แล้วใช้ลิฟต์ของเจ้าหน้าที่ไปหาหนังสือ เป็นความรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้ทำอย่างนั้น 

ทำให้ความรู้สึกสนุกและมีความสุขในการหาหนังสือแบบเดียวกับในวัยเด็กกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
ทำให้เรารู้คุณค่าของการมีอยู่ของสิ่งพิมพ์เหล่านี้ว่ามันยังคงจำเป็นและมันดีกว่าการอ่านจากจอ
มันทำให้เรารู้ว่า "การพยายามค้นหาอะไรบางอย่างจากการลงมือทำ ลงมือเปิดพลิกทีละหน้า
ทำให้เราต้องใช้ใจทำความเข้าใจให้คุ้มค่ากับการได้มาซึ่งข้อมูลเหล่านั้นจริงๆ"
แล้วท้ายที่สุดมันก็จะทำให้เราจดจำเรื่องราวเหล่านั้นได้ดี
จนตอนนี้กลับมาที่ไทยแล้ว เราก็ได้เก็บความรู้สึกเหล่านั้นกลับมาด้วย
มันทำให้เรามีปณิธานขึ้นมาอีกครั้งว่าจะอ่านหนังสือให้ได้เยอะๆเหมือนสมัยเด็กอีกครั้ง

เราอยากให้คุณลองสำรวจตัวเองดูว่า

คุณเคยเป็นไหม?
ที่ติดหนังสือจนไม่อยากจะวางลงเพราะเนื้อเรื่องที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
แม้ว่าจะดึกแค่ไหน ก็สามารถนอนกลิ้งอ่านไปอ่านมาได้ตลอดทั้งวันไม่มีเบื่อ

คุณเคยเป็นไหม?
ที่เสียน้ำตาให้บางฉากในหนังสือ
โดยที่ถึงแม้จะอ่านจบแล้วก็ยังเต็มใจจะหยิบขึ้นมาอ่านอีกครั้งเพื่อเสียน้ำตาให้มันอีกรอบ

คุณเคยเป็นไหม?
ที่เมื่ออ่านหนังสือสักเล่มจบ ก็เอาเก็บไปนอนฝันว่าได้เป็นตัวละครในหนังสือนั้น
กลายมาเป็นฝันดีที่ไม่อยากตื่นแม้จะเช้าแล้วก็ตาม

คุณเคยเป็นไหม?
ที่การอ่านหนังสือสักเล่ม เปลี่ยนให้คุณลุกขึ้นมาทำสิ่งต่างๆโดยไม่เกรงกลัวอะไร
มีแรงบันดาลใจและมีความสุขจนอยากจะเขียนเรื่องราวใหม่ๆขึ้นมาแบ่งปันคนอื่นด้วยตัวเอง 

มันมีความสุขมากเลยใช่ไหม?

ในช่วงหลายปีมานี้
มีรายงานข่าวและงานวิจัยหลายชิ้นกล่าวถึง "วิกฤตสื่อสิ่งพิมพ์" ที่กำลังเกิดขึ้นในโลกเรา 
การปิดตัวลงของนิตยสารที่เราคุ้ยเคยตั้งแต่เด็ก การเดินเข้าไปในร้านหนังสือแล้วมีหนังสือออกใหม่มาไม่มากเท่าที่เราเคยรู้สึกเหมือนเมื่อก่อน 
ทุกอย่างตอนนี้ก่อให้เกิดความหงุดหงิดภายในใจของเราอย่างบอกไม่ถูก
มันทำให้เราคิดถึงการสัมผัสหน้าหนังสือ การได้พลิกกระดาษทีละหน้าอีกครั้งขึ้นมาจับใจ

เป็นเรื่องที่จู่ๆเราก็คิดถึง
และเราก็หวังเช่นกันว่าคุณจะคิดถึงเช่นเดียวกันกับเรา   
SHARE
Writer
chanisfin
nothing is in vain
Amateur writer / Full-time learner

Comments