การเดินทางของปีศาจเดียวดาย
ในกาแล็กซี่ที่ชื่อทางช้างเผือก สิ่งมีชีวิตไม่ได้มีอยู่แค่เฉพาะบนโลกของเราเท่านั้น

ยังมีดาวดวงหนึ่งที่อยู่ไกลแสนไกล จนแทบจะหลุดชายขอบของทางช้างเผือก เนื่องด้วยระยะห่างที่ไกลจากดวงอาทิตย์หลายพันล้านปีแสง ดาวดวงนี้จึงมีกลางคืนมากกว่ากลางวัน และมีความหนาวเข้าปกคลุมอยู่เสมอ แต่เรื่องมหัศจรรย์ก็ยังมีอยู่จริง

บนดาวดวงนี้ยัง สิ่งมีชีวิตชีวิตชนิดหนึ่งอาศัยอยู่ในถ้ำที่ปิดทึบโดยลำพัง

ชื่อของมันคือ “ปีศาจเดียวดาย”

การมีสิ่งมีชีวิตชนิดนี้อยู่บนดาวที่ไกลจากดวงอาทิตย์มากขนาดนี้ เป็นเรื่องที่วิทยาศาสตร์ก็ไม่สามารถอธิบายได้ แต่คงจะด้วยปัจจัยพิเศษบางประการ เจ้าปีศาจเลยได้ถือกำเนิดขึ้นมา

ปีศาจเดียวดายไม่เคยรู้ว่าแสงสว่างเป็นอย่างไร เพราะแทบไม่เคยออกไปนอกถ้ำ และในทุกครั้งที่ออกไป ก็จะเป็นตอนที่ฟ้าไร้แสงดาว เจ้าปีศาจเลยคุ้นชินกับความมืด ราวกับเป็นญาติผู้ใหญ่ที่รู้จักกันมานานแสนนาน

ถึงแม้จะอาศัยอยู่ในถ้ำ ความหนาวอันแสนโหดร้ายก็ยังทำหน้าที่ของมันอย่างเสมอต้นเสมอปลาย หนาวยะเยือกคงที่อย่างไม่ปรานีใคร แต่ถึงอย่างนั้นความหนาวก็ทำให้เจ้าปีศาจฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

ความอบอุ่นคือสิ่งที่ขาดหาย

ปีศาจเดียวดายเริ่มสงสัยว่าจะมีที่ไหนให้ความอบอุ่นมากกว่าถ้ำแห่งนี้ได้หรือไม่?

จะมีสิ่งใดช่วยยับยั้งความหนาวนี้ได้หรือเปล่า?

บนดาวดวงนี้ยังมีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่จะช่วยผ่อนความหนาวนี้อยู่บ้างไหม?

ความคิดที่จะก้าวออกจากถ้ำเพื่อทำการสำรวจดินแดนที่มันอาศัยอยู่เพื่อหาเพื่อนใหม่จึงเริ่มขึ้น



________________________________________



ปีศาจเดียวดายออกจากถ้ำ และเริ่มท่องไปบนพื้นที่ทุกอณูของดวงดาวที่มันคิดว่าคุ้นชิน

ถึงจะอย่างนั้นก็ตาม การเดินทางของมันกลับเป็นไปอย่างมืดบอด ความรกร้าง เวิ้งว้างไกลสุดลูกหูลูกตาของดินแดนแห่งนี้ทำให้เจ้าปีศาจออกเดินอย่างสะเปะสะปะ

เราไม่สามารถระบุอย่างเฉพาะเจาะจงเลย ว่าการเดินทางครั้งนี้กินระยะเวลายาวนานกี่วัน (เนื่องด้วยห่างไกลจากดวงอาทิตย์จนไม่สามารถวัดได้ หน่วยวัดเวลาของที่นี่จึงไม่ใช่กลางวันและกลางคืน) แต่มันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ และกินเวลายาวนานมากที่สุดที่ปีศาจเดียวดายเคยทำมา เจ้าปีศาจอาศัยอยู่ลำพังมาโดยตลอด จึงไม่สามารถสื่อสารออกมาเป็นคำพูดได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าปีศาจเดียวดายรู้สึกนึกคิดไม่เป็น 

ปีศาจเดียวดายพบว่าข้างนอกถ้ำนั้นหนาวกว่าที่ได้ประเมินเอาไว้แต่แรกเป็นอย่างมาก มันได้แต่นึกเสียดายที่ก้าวเท้าออกจากถ้ำมา ไม่รู้ว่าอะไรมาดลใจให้มันต้องออกมาลำบากลำบนแบบนี้ นอกเสียจากความหนาวที่ค่อยๆ ลุกลามเข้ามาในถ้ำอันเป็นที่พักพิงของมัน และดูเหมือนว่าจะยากเกินกว่าที่มันจะรับมือไหวเสียแล้ว เจ้าปีศาจพร่ำบ่นในใจไปตลอดการเดินทาง แต่ในขณะเดียวกันมันก็ได้พบว่าบนดาวแห่งนี้มีถ้ำอยู่อีกมากมายหลายแบบ แบบที่มืดกว่า แบบที่หนาวกว่า แบบที่แคบกว่า แต่ที่ทุกถ้ำมีเหมือนกันคือ ความร้าง ที่มีอยู่มากกว่าถ้ำที่มันจากมาอย่างเหลือคณา

การเดินทางทำให้มันค้นพบพื้นที่รกร้างไกลสุดลูกหูลูกตา ความกังวลในใจเจ้าปีศาจค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมาอย่างช้าๆ ในทุกก้าวที่มันออกเดิน มันทั้งสับสน และไร้หนทาง มันคิดถึงถ้ำของมันมากเหลือเกิน อย่างน้อยนั่นก็เป็นสิ่งหนึ่งในโลกร้างใบนี้ที่มันรู้ว่ามีอยู่จริง นอกจากถ้ำและความรกร้างที่มันได้พบแล้ว ยังมีวัตถุทรงประหลาดขนาดใหญ่ จะว่าเหมือนถ้ำก็ไม่ใช่ จะว่าเหมือนอะไรปีศาจเดียวดายก็นึกไม่ออก มันคือวัตุทรงประหลาดที่ดูคุ้นชินสำหรับปีศาจเดียวดาย คลับคล้ายคลับคลาว่าจะอยู่ในความฝันอันไกลโพ้นของมันที่ไหนสักแห่ง แต่ทว่านึกอย่างไรก็นึกไม่ออกอยู่ดี

เจ้าปีศาจยังคงฉงนอยู่ในใจ วัตถุประหลาดเหล่านั้นคืออะไรกันหนอ?

ความเป็นจริงกับสิ่งที่มันคิดไว้นั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง พื้นที่ที่มันคิดว่ารู้จักคุ้นเคยเป็นอย่างดี เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่งของอาณาจักรอันไกลโพ้นแห่งนี้

ความรกร้าง และความเวิ้งว้าง 

แต่อย่างน้อยในการเดินทางครั้งนี้ เจ้าปีศาจก็ยังได้หิ้วบางสิ่งติดไม้ติดมือกลับถ้ำมา

ความผิดหวัง

นั่นคือของที่ระลึก ที่ปีศาจเดียวดายได้จากการเดินทางครั้งนี้

ปีศาจเดียวดายนำของที่ระลึกชิ้นใหม่ มาแขวนประดับอยู่ข้างสมบัติล้ำค่าที่มันมีมาแต่เดิม

ความว้าเหว่เดียวดาย
________________________________________

ในวินาทีที่ปีศาจเดียวดายตัดสินใจออกเดินทาง มันได้พกของบางอย่างติดตัวออกไปด้วย

เจ้าปีศาจพบหินก้อนนี้เมื่อนานมาแล้ว

มันเป็นหินที่มีสีสันสวยงาม หากปีศาจเดียวดายเคยเห็นสายรุ้งมาก่อนในชีวิต (แต่โชคร้ายที่ไม่เคย) มันอาจจะพูดได้เลยว่าส่วนหนึ่งของสายรุ้งได้มาอยู่ในมือมันแล้ว

หินก้อนนี้มีอำนาจบางอย่างที่ดึงดูดไม่ให้เจ้าปีศาจละทิ้ง หรือวางลงได้ มันจึงกลายเป็นเหมือนเครื่องรางติดตัวเจ้าปีศาจตั้งแต่นาทีแรกที่ถูกขุดเจอ

แต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่ปีศาจเดียวดายไม่เคยรู้
หินก้อนนี้มีอำนาจวิเศษ
นานวันเข้าหินปริศนาก็ทวีอำนาจ ควบคุมจิตใจของเจ้าปีศาจโดยที่มันเองก็ไม่ได้รู้ตัว ความหนาวที่ปีศาจเดียวดายคิดว่ารุนแรงขึ้นทุกวัน แรงดลใจที่ทำให้มันออกเดินทางไปค้นหาสิ่งที่เรียกว่า “มิตรภาพ” ซึ่งตัวมันเองก็ไม่ได้เคยรู้จักมาก่อน ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดขึ้นจากอำนาจของหินวิเศษทั้งนั้น ความผูกพันอย่างรุนแรงได้เกิดขึ้นระหว่างปีศาจเดียวดายกับหินสีรุ้งตั้งแต่วินาทีแรกที่มันถูกพบ ปีศาจเดียวดายไม่เคยปล่อยให้หินอยู่ห่างกาย ยิ่งเวลาผ่านไป มันก็เริ่มพูดคุยกับหินสีรุ้ง ในภาษาแบบของมันเอง พลังของหินก้อนนี้ได้บดบังข้อเท็จจริงรอบตัวปีศาจเดียวดายเสียหมดสิ้น

การรับรู้ถึงสิ่งที่อยู่รอบตัวของเจ้าปีศาจแตกต่างออกไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง มันไม่สามารถรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตรอบกายได้อีกต่อไป ถึงแม้ก่อนหน้าจะเคยรับรู้ แต่เวลานี้หินสีรุ้งทำให้มันลืมไปหมดสิ้น ตั้งแต่วันนั้น ตัวตนของปีศาจเดียวดายก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากอาณาจักรพันดาว มันจำไม่ได้อีกแล้วว่าตัวเคยเป็นใคร ความสนใจของมันในตอนนี้มีเพียงอย่างเดียว นั่นก็คือ “หินสีรุ้ง”

ตลอดอายุขัยที่เหลือของปีศาจเดียวดาย มันไม่เคยปล่อยหินสีรุ้งให้ห่างกาย
ปีศาจเดียวดายจึงไม่เคยได้รู้ว่า แท้จริงแล้ว บนดวงดาวแห่งนั้น มีสิ่งมีชีวิตอื่นนอกเหนือจากตัวมันอยู่หรือไม่
 
SHARE
Writer
siarra
writer
dreamcatcher

Comments

B_______
2 years ago
โดนสุดๆชอบคับ...เรื่องเกี่ยวกับปีศาจ👹
เป็นกำลังใจให้ในการเขียน ครั้งต่อไปคับ
Reply
siarra
2 years ago
ขอบคุณค้าบ