อ่านรับมือ Thailand 4.0 ผ่าน "วิทยาศาสตร์ในสังคมเสรี"
(หมายเหตุ: ปรับปรุงจากบทพูดในงานจิบชาอ่านหนังสือรับมือ 2019 ของร้านบุ๊กรีพับบลิก วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2561)

การรับมือหลายสิ่งหลายอย่างในปีที่หน้าที่กำลังจะมาถึง ล้วนเป็นสิ่งที่เราไม่อาจจะจินตนาการได้ ใครที่สนใจติดตามการเมืองไทยในรอบระยะเวลา 4-5 ปี หลังมานี้ คงจะได้ยินคำว่า "Thailand 4.0" และ "ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี" กันจนหนาหู แต่คนที่เข้าใจรายละเอียดและความตั้งใจของ คสช. คงหาไม่มากนัก

ผมมองว่า "Thailand 4.0" ของ คสช. เป็นอุดมการณ์ของ คสช. เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากการใช้อุตสาหกรรมแรงงานแบบเข้มข้นมาเป็นเศรษฐกิจฐานความรู้ทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เราจะเห็นบรรยากาศการส่งเสริมธุรกิจ Start up ที่เน้นการใช้เทคโนโลยีในการประกอบธุรกิจ มันเคยมีหนังเรื่อง App War ของ T-Moment เล่าเรื่องคู่รักสองบริษัทที่คอยชิงไหวชิงพริบแข่งกันทำ App มาขาย บรรยากาศเหล่านี้อาจฟังดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่ที่จริง "Thailand 4.0" กำลังสร้างปัญหาให้กับ "ประชาธิปไตยของความรู้" และ "วิกฤตสังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์" ในประเทศไทย

นับตั้งแต่เจ้าของแนวคิด "Thailand 4.0" คือ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ เข้ามามีบทบาทในการกำหนดนโยบายรัฐ โครงสร้างการวิจัยของประเทศก็เริ่มเปลี่ยน บอร์ดสภาวิจัยแห่งชาติซึ่งเคยมัสาขาทั้งสายวิทย์และสายศิลป์กลับถูกยุบ และเปลี่ยนเป็นบอร์ด "สภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ" แค่ฟังชื่อก็รู้แล้วว่าความรู้ที่บอร์ดใหม่นี้จะเน้นคือเรื่องอะไร เขาเห็นหัวความรู้อื่นๆ แบบที่เคยเป็นมาไหม ก็คงไม่มีทาง และมีอีกกรณีหนึ่งที่เป็นปัญหากว่าก็คือ การควบรวมกระทรวงวิทยาศาสตร์ + สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา + สำนักคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ + สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ให้มาเป็นกระทรวงใหม่ อันนี้จะทำให้ระบบวิจัยต้องขอทุนวิจัยตามนโยบาย Thailand 4.0 ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แล้วที่ทางของการศึกษา "สังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์" จะอยู่ตำแหน่งแห่งที่ตรงไหน? มันคือวิกฤตชัดๆ

เอาเข้าจริง "การต่อสู้ทางการเมืองของความรู้" นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย ตอนกระทรวงวิทยาศาสตร์ตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2522 ก็มีการดึงสำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติให้มาอยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงวิทยาศาสตร์ พอราว พ.ศ. 2545 (ถ้าจำไม่ผิด) ก็แยกมาอยู่ภายใต้การควบคุมของสำนักนายกรัฐมนตรีด้วยเหตุผลว่า "การที่ วช. อยู่ภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์จะทำให้คนเข้าใจผิดว่าการวิจัยเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์อย่างเดียว ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่" เหตุผลทำนองนี้เขาเขียนในราชกิจจานุเบกษาเลย เราสามารถไปตามหาอ่านได้

เพราะฉะนั้น ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เทคโนแครต/นักวิทยาศาสตร์เขาอยากได้ส่วนแบ่งทางอำนาจในปริมณฑลทางการเมืองของความรู้ และก็กำลังได้เปรียบอย่างมากในรัฐบาล Thailand 4.0 ยุค คสช. นี้ ผมว่าวิธีหนึ่งที่จะรับมือได้คือการอ่านหนังสือเรื่อง "วิทยาศาสตร์ในสังคมเสรี" ของ พอล ฟายเออนาเบนด์ หนังสือเล่มนี้หายากและขาดตลาดนานแล้ว แต่ยังพอหายืมได้ที่ห้องสมุดคณะวิทยาศาสตร์ มช. อยู่

หนังสือเล่มนี้ ฟายเออราเบนด์ เขาเสนอว่าทุกวันนี้สิ่งที่เรียกว่า "วิทยาศาสตร์" มันมีอำนาจล้นเกินมากในสังคมเสรี อุดมการณ์วิทยาศาสตร์ได้กดทับความรู้อื่นๆ ที่ไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นวิทยาศาสตร์ เช่น โหราศาสตร์ ถ้าหากจะตัวอย่างใกล้ตัวก็คือ มันมีข่าวว่ามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเปิดวิชาโหราศาสตร์ แล้วก็มีสายวิทย์หลายคนในเฟซบุ๊กออกมาโจมตี ผมว่านี่เป็นตัวอย่างที่ดีเลยนะ อย่างตัวฟายเออราเบนด์ เขาจัดวางจุดยืนว่าเป็น "นักอนาธิปไตยทางญาณวิทยา" หรือ "อนาธิปไตยทางความรู้" ทีนี้เขาก็เสนอว่าสามัญชนควรมีสิทธิ์วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญเพียงฝ่ายเดียว ส่วนในแง่ของการต่อสู้กันทางความคิดหรือความรู้ก็ควรจะปล่อยให้ความรู้ทุกสาขาต่อสู้กันอย่างอิสระ ไม่ใช่ปล่อยให้บางฝ่ายมีอำนาจเหนือกว่า เพราะตามความเห็นของฟายเออราเบนด์ วิทยาศาสตร์ในปัจจุบันก็ทำตัวไม่ต่างจากคริสต์จักรในสมัยยุคกลางแล้ว

ผมอ่านหนังสือเล่มนี้ครั้งแรกเมื่อสองปีก่อน ผมอ่านแล้วตอนนั้นผมตื่นเต้น แต่ตอนนี้ผมคิดว่ามีข้อวิจารณ์อยู่เหมือนกัน คือ ทุกวันนี้เราไม่อาจจะปฏิเสธอำนาจของวิทยาศาสตร์ได้เลย และก็เป็นไปได้ยากที่จะหาความรู้ชุดอื่นมาปะทะคัดง้านกับวิทยาศาสตร์ได้ โอเค พุทธศาสนาแบบไทยอาจจะเป็นข้อยกเว้น แต่ผมว่าพุทธศาสนาก็ไม่สามารถครอบงำแทนที่วิทยาศาสตร์ได้ทั้งหมด บางทีฟายเออราเบนด์ก็โจมตีวิทยาศาสตร์มากเสียจนลืมไปว่าเราจะมีวิธีอย่างไรในการอยู่ด้วยกันกับวิทยาศาสตร์

ผมเสนอทางออกอยู่ 2 แนวทาง แนวทางแรก วงการวิทยาศาสตร์ควรจะปรับกระบวนทัศน์ให้เปิดรับความรู้สาขาอื่นให้มากกว่านี้ ความรู้สาขาอื่นในที่นี้ไม่ใช่แค่ "สังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์-ศิลปศาสตร์" แต่รวมไปถึงโหราศาสตร์ ความเชื่อพื้นบ้าน หรือ สิ่งที่เรียกว่า "pseudoscience" ทั้งหลายด้วย การเอาแต่ไปโจมตีความรู้สาขาอื่นว่าไม่เป็นวิทยาศาสตร์/โง่/งมงาย ไม่ใช่ทางออกของปัญหาเลย เพราะหากศึกษาในทางสังคมให้ลึกซึ้งกว่าที่เป็นอยู่ ผู้คนเขาก็มีเงื่อนไขที่ทำให้เอื้อต่อการใช้ความรู้เหล่านี้ เช่น การเชื่อเรื่องดวงชะตาและการขอหวย ก็ต้องดูโครงสร้างสังคมที่ทำให้เขาต้องเล่นหวย ถ้าอยากแก้คุณก็ต้องออกแบบนโยบายสาธารณะทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่มา "สื่อสารวิทยาศาสตร์" บอกว่าคุณขอหวยน่ะมันงมงายซึ่งไม่ใช่

อีกแนวทางหนึ่งก็คือสามัญชนก็จำเป็นจะต้องเข้าใจความรู้ วิธีคิด และ วัฒนธรรมวิทยาศาสตร์ ให้มากกว่านี้ แต่ไม่ใช่การเข้าใจเพื่องมงายหรือเพื่อเลื่อนสถานะทางสังคมผ่านการสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่เพื่อใช้เป็น "เครื่องมือ" ในการสร้างชีวิตที่ดีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม หากรู้วิทยาศาสตร์ ผมว่าอาจจะช่วยให้การต่อสู้ดำเนินไปในทิศทางที่ดีขึ้น อาจจะประนีประนอมง่ายขึ้นหรือหาเหตุผลมาแก้ต่างฝ่ายรัฐ/ฝ่ายทุนได้มากขึ้น อย่างน้อยภาคประชาชนจะได้รู้ทันรัฐ/นายทุน/คสช./เทคโนแครตในทางความรู้ได้ดีขึ้นเช่นกัน

จริงๆ ข้อเสนอของผมไม่ได้แตกต่างไปจากสิ่งที่อาจารย์นิธิเคยเสนอในหนังสือรวมบทความเรื่อง "ไฮเทคาถาปาฏิหาริย์" ที่ว่าวิทยาศาสตร์มันเป็นเรื่องของโรงงานเรื่องของการค้าขาย ไม่ได้เป็นเรื่องของชาวนาตาสีตาสาซึ่งมันไม่ควรเป็นเช่นนั้นในความคิดของอาจารย์นิธิ สิ่งที่ผมคิดก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังสือของอาจารย์นิธิเล่มนั้นด้วย รวมถึง "วิทยาศาสตร์ในสังคมเสรี" ก็ด้วย

สุดท้ายแล้วก็ขอฝากหนังสือเล่มเล็กของฟายเออราเบนด์ไว้สำหรับรับมือ "Thailand 4.0" หากมีใครสนใจอ่านจนจบก็จะเข้าใจสิ่งที่ผมพูดมาตลอดตั้งแต่ต้น และช่วยกันสร้าง "ประชาธิปไตยของความรู้" ให้เกิดขึ้น หรืออาจกล่าวได้เช่นกันว่าการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมจะต้องเกิดขึ้นในบรรยากาศของประชาธิปไตย ไม่ใช่การผูกขาดอำนาจอยู่ที่เทคโนแครต/ข้าราชการเพียงฝ่ายเดียว

ขอบคุณครับ
SHARE
Written in this book
มีความเรียง
เรียงความคิด ร้อยคำนึง หลากกาล หลายเทศะ
Writer
Moreyearold
Normal person
แก่ขวบ...คนธรรมดาที่ชอบเสพความคิดผ่านตัวอักษร และขีดเขียนบ้าง นาน นาน ที

Comments