เลิกหาคำตอบ แล้วหันมาทำอีกอย่างหนึ่ง
เวลาที่คุณไปกินข้าวซักร้านหนึ่งที่คุณไม่เคยกิน คุณจะสั่งเมนูไหน


คาดว่าหลายๆคนคงสั่งเมนูประจำอย่างเช่น ผัดกระเพรา ต้มยำ ไก่ทอด

ทำไมเรามักจะสั่งแต่ของเดิมๆ

ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะไม่มั่นใจว่าเมนูอื่นจะถูกปากรึเปล่า ถ้าคุณไปกับแฟนแล้วสั่งของไม่ถูกปากล่ะก็ มีแววว่าจะโดนบ่นแน่ๆ

แต่ที่จริงแล้วมันเป็นเพราะมนุษย์เราไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เราชอบความเคยชินเพราะการเปลี่ยนแปลงทำให้เราต้องพยายามทำอะไรซักอย่างและไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะออกมาดีหรือไม่ สู้ไปใช้วิธีเดิมที่ได้ผลเหมือนเดิมจะดีกว่า

ปรากฎการณ์นี้เรียกว่า Einstellung Effect  

มันคืออะไร มันก็คือการที่เราใช้ชุดความคิดเดิมๆในการแก้ปัญหา  

ในที่นี้ปัญหาของเราคือ จะกินอะไรดี ซึ่งเป็นปัญหาประจำวัน

เมื่อเราเจอปัญหาที่เราคุ้นเคย เรามักจะใช้คำตอบที่เรามีอยู่แล้ว (และคิดว่ามันเป็นวิธีที่ถูก) และเมื่อเราได้วิธีแก้ปัญหามาแล้ว เราจะปิดกั้นทางเลือกอื่นทันที  

ผลลัพธ์ในกรณีนี้คือ คุณสั่งแต่ของเดิมๆ ที่รสชาติไม่ต่างจากเดิมนัก 
การใช้วิธีเดิมที่มันดีอยู่แล้ว ฟังดูเป็นวิธีที่ดี แต่ปัญหาคือ คำตอบที่คุณมีอยู่ในตอนแรกมันอาจจะบดบังคำตอบอื่นที่ (อาจจะ) ดีกว่า
 
Tina Seelig อาจารย์จาก Stanford University กล่าวว่า 
เมื่อถูกท้าทายด้วยปัญหาอันเรียบง่าย คนส่วนใหญ่มักจะกระโจนเข้าตะครุบคำตอบอันเรียบง่ายเช่นกัน พวกเขาไม่ยอมถอยหลังออกมาและมองปัญหาในมุมที่กว้างขึ้นในระบบการศึกษาก็เป็นแบบนี้เช่นกัน เราถูกสอนให้หาคำตอบที่ถูกต้องโดยใช้วิธีที่สอนต่อๆกันมา เราถูกสอนว่าให้ใช้ สูตร นี้ แล้วเราจะพบคำตอบเอง แต่เราไม่ตั้งคำถามว่ามันมีวิธีอื่นอีกรึเปล่า
 
พอโตขึ้นเราก็ยังพยายามหาสูตรสำเร็จในการทำอะไรซักอย่าง นั่นเป็นเพราะเราถูกสอนให้หาคำตอบ ไม่ได้ถูกสอนให้ตั้งคำถาม

การหาคำตอบเป็นเรื่องที่ง่ายมากในยุคนี้ แค่คุณเข้า google แล้วใช้เวลาหาแค่แปปเดียว คุณก็ได้คำตอบแล้ว การที่คุณหาคำตอบเก่งไม่ได้ทำให้คุณเด่นไปกว่า google แต่สิ่งที่ทำให้คุณเด่นคือ การตั้งคำถาม ต่างหาก

ในห้องเรียน เราอาจจะมีเพื่อนที่ตอบคำถามเก่งมาก แต่การที่จะรู้ว่าเก่งจริงๆหรือไม่ ต้องดูที่ตอนถามคำถาม

ในการสัมภาษณ์งานเช่นกัน คุณอาจจะตอบคำถามคนสัมภาษณ์ได้อย่างหมดจดเพราะเตรียมตัวมาดี แต่ถ้าคนสัมภาษณ์ลองถามคุณว่า "มีอะไรจะถามมั้ย" 
คราวนี้คุณคิดออกรึเปล่าว่าจะถามอะไร ถ้าถามผิด ไอ้ที่ตอบๆมาอาจจะเป็นศูนย์เลยก็ได้ 
การตั้งคำถามบ่อยๆจะช่วยให้เรามีความคิดสร้างสรรค์ให้ดีขึ้น มันทำให้เรามีมุมมองที่ต่างจากเดิม

ถ้าถามว่า 
5+5 = ?คุณน่าจะรู้ว่ามันมีได้คำตอบเดียว มันคือคำถามแบบที่คนทั่วไปคิดกัน

แต่ถ้าลองเปลี่ยนใหม่ ?+? = 10  คราวนี้วิธีการหาคำตอบย่อมเปลี่ยนไป คำตอบไม่ได้มีแค่ 5+5 ถึงจะได้ผลลัพธ์เท่ากับ 10 เสมอไป มันอาจจะเป็น 6+4 หรือ 3+7 หรือ 10+0 ก็ได้ทั้งนั้น

ถ้าเราติดกับ Einstellung effect เราคงคิดได้แค่ 5+5 ซึ่งทำให้เราไม่สามารถคิดแบบพลิกแพลงได้ แน่นอนว่าผู้ที่สอนเราย่อมหวังดีกับเรา แต่เราไม่จำเป็นต้องทำตาม ถ้าเราทำตามซะหมด สมองเราจะหยุดทำงาน  

ถ้าผู้สอนทำการสอนเราแบบป้อนความรู้เข้าปาก คืออธิบายทุกขั้นตอนว่าต้องเริ่มยังไง พอถึงจุดนี้แล้วจะทำยังไงต่อ ต่อจากจุดนี้จะต้องพบเจออะไร หลังจากเจอแล้วทำยังไงต่อ ถ้าเราจำและทำตามทุกอย่างล่ะก็ เราคงเป็นได้แค่หุ่นยนต์ที่ทำตามคำสั่ง 

ถ้าไม่อยากเป็นแบบนั้นเราต้องทำยังไง

คุณก็ทำสมองของคุณให้เหมือนตู้เย็นในห้องครัว เมื่อมีความรู้เข้ามา คุณก็จับยัดใส่ให้เข้าที่เข้าทางเสมือนว่ามันคือวัตถุดิบ เมื่อวัตถุดิบความรู้คุณเริ่มมากขึ้น คุณก็ลองนำมันมาปรุงด้วยกันซักหน่อย เริ่มแรกอาจจะไม่ได้เรื่องนัก แต่พอคุณฝึกไปเรื่อยๆ ฝีมือคุณดีขึ้น พอทุกอย่างเริ่มเข้าที่ คุณก็จะได้ความรู้ใหม่ที่ไม่เหมือนใคร

ถ้าคุณอยากมีความคิดสร้างสรรค์ที่ดีขึ้น หน้าที่ของคุณคือสะสมวัตถุดิบความรู้ ไม่ใช่หนังสือทำอาหาร ถ้าคุณได้รับมอบหมายงานจากหัวหน้า อย่าถามถึงวิธีการว่า ต้องทำยังไงบ้าง เพราะมันจะทำให้สมองคุณหยุดคิด แต่ให้ถามถึงเป้าหมายของงานชิ้นนี้ว่า ทำเพื่ออะไร (เป็นแนวทางนะครับ ไม่ใช่ไปถามตรงๆแบบนี้) เท่านี้ตู้เย็นเก็บความคิดของคุณก็เปิดรอให้คุณนำวัตถุดิบไปใช้แล้ว
กลับมาเรื่องเดิม ถ้าแฟนคุณถามว่า "กินอะไรดีอะ ตัวเอง" คุณคงสั่งแบบเดิมๆ ถ้าคุณลองเปลี่ยนคำถามเป็น "ร้านเฮียมีอะไรแนะนำมั่งอะ" คุณก็อาจจะได้เมนูแปลกๆไปบ้าง แต่ก็น่าจะอร่อย 
(ล่ะมั้ง) แค่คุณกล้าสั่งของที่ไม่เคยกินมาก่อน กรอบความคิดเดิมๆก็เริ่มหายไป และตามมาด้วยความคิดที่เติบโตแล้ว

ถ้าอยากพัฒนาความคิด ก็ต้องเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมในวันนี้




ข้อมูลอ้างอิง : https://ozanvarol.com/dont-look-for-the-right-answer-try-this-instead/
SHARE
Writer
ChanWrite
Readaholic / INFJ
This is my sandbox.

Comments