บทเรียนที่ 1: ชีวิตไม่ใช่กระดาษ
แม่ชอบพูดทำนองว่า "สมัยอายุเท่าลูก เวลาที่แม่ทำงานหนักเมื่อไหร่ล่ะก็ จะนึกถึงหน้าตายายที่ทำงานหนักกว่า แล้วคิดว่า ตายายที่ทำงานหนักตากฝนเป็นอาทิตย์ยังได้ค่าจ้างน้อยกว่าแม่ที่ทำงานหนึ่งวัน ลูกก็เช่นกัน พ่อเดินทำงานทั้งวัน ยังได้ค่าจ้างน้อยกว่าเงินเดือนของลูก 1 วัน ถ้ารู้อย่างนั้นแล้วก็ต้องสู้ให้สุด มีอะไรที่พอจะคว้าไว้ก็ต้องคว้าไว้ให้ได้" 

ฟังดูปลุกใจดีจัง 5555 ดูเป็นอะไรที่ใช้ได้กับยุคสมัยของเขาดีีนะ 

ถ้าโลกนี้มีแค่เรากับเป้าหมายอย่างเดียวก็ดีสิ 

... ทำไมเรารู้สึกว่าชีวิตเรามันไม่ได้มีแค่นั้นวะ ? 

ไหน ดูซิ เรามีอะไรบ้าง? 
.... ความผิดพลาดในอดีตที่ไม่อาจทิ้งไปได้ อันสืบเนื่องมาจากเทอมที่แล้ว ปีที่เแล้ว ปีนั้นปีนู้นปีโน้น ปีที่กูคิดผิดเลือกเรียนคณะเชี่ยนี่ เกรดห่วยๆ ที่ทำแบบขอไปที ชีวิตภาคปฏิบัติมันถึงได้เต่าถุยยังไงล่ะ  
 .... ลืมตาตื่นขึ้นมาก็ต้องเจอกับมนุษย์ร่วมชั้นเรียน ที่ฉันรู้สึกว่าเขาสมเพชฉันตลอดเวลา ... แน่นอนส่วนหนึ่งมันก็คิดไปเองแหละ แต่เพื่อนร่วมชั้นมันก็ไม่ต่างกับพยานที่เห็นเหตุการณ์ หรือไม่ก็บางสิ่งบางอย่างที่ทำให้ฉันรู้สึกไม่ดี ... มันอยู่ตรงนั้นในเวลาที่เลวร้าย เห็นพวกนั้นแล้วทำให้ฉัันนึกถึงสิ่งเลวร้าย แค่เห็นยังไม่พอ ฉันยังต้องคุยกับพวกเขาอีก ต้องทำตัวไม่ไปทับตีนคนอื่น
...สถานที่เดิมๆ ที่ออกไปไหนก็ไม่ได้ ถูกปิดล้อมไปด้วยความทรงจำแย่ๆ 

แต่ฉันก็ยังต้องมีชีวิตอยู่ ต้องเจอะเจอ ต้องคุย ต้องมาคิดหาทางออก ต้องมาทบทวนซ้ำไปซ้ำมา ว่าฉันจะออกจากวงจรนี้ไปได้อย่างไร? มันผิดพลาดตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไม ยังไง แล้วจะทำยังไงต่อกับวันพรุ่งนี้ วันมะรืน อาทิตย์หน้า อาทิตย์ต่อๆไป นั่นจะทำเมื่อไหร่ นี่จะทำเมื่อไหร่ อีกตอนไหนถึงจะทำ แล้วทำไมที่ผ่านมาฉันไม่ทำ ฉันทำอะไรอยู่? 


 ปกติเราเป็นพวกมาตรฐานสูง กับสิ่งที่ทำมาก เมื่อไหร่ที่เริ่มรู้สึกว่าที่ทำอยู่มันออกนอนกลู่นอกทาง เมื่อนั้นก็จะฉีกทำลาย เริ่มต้นใหม่แบบไม่คิดอะไรมาก 

...แต่ชีวิตมันไม่เหมือนกระดาษ รีไซเคิลนะ 
...มันฉีกไม่ได้ เริ่มต้นใหม่ก็ไม่ได้ เรารู้แหละ เราพยายามแล้ว แต่ทุกอย่างมันก็ยังประเดประดังเข้ามา ... ฉันต้องทนอยู่ในชีวิตที่เป็นเศษเดนมนุษย์ ถูกเขามองด้วยสายตามองต่ำอย่างนี้ไปอีกอย่างน้อยก็ 1 ปี... สมมติว่าชีวิตนี้เป็นภาพวาด มันก็คงเป็นภาพวาดที่ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ ยึกยือ อุบาทย์ แล้วศิลปินอย่างฉันก็วาดต่ออย่างไม่เต็มใจนัก เพราะเสียดายกระดาษ เสียดายส่วนที่เริ่มต้นอย่างดีแล้ว มันคงออกมาไม่สวยเท่าไหร่ ฉันขอแค่ให้งานนี้เสร็จเท่านั้น แต่ก็ไม่รู้ว่า ความเครียด หดหู่ ที่ต้องวาดชีวิตตัวเองในแบบที่ไม่ต้องการ มันจะฆ่าฉันไปหรือเปล่า? ฉันจะทนวาดภาพห่วยแตกนี่ไปได้อีกนานแค่ไหน โดยที่ไม่ฉีกมันทิ้งไปก่อน ? 

ถ้าเอาแนวคิดของแม่ กับแนวคิดของฉันมารวมกัน 
ของแม่ คือ ขอแค่ภาพเสร็จเท่านั้นจะอัปลักษณ์แค่ไหนก็คงไม่เป็นไร อย่างไรซะก็คงได้เงินจากผู้ว่าจ้าง ... แต่ฉันรู้อยู่แก่ใจว่าฉันไม่สามารถทำแค่นั้นได้ แต่ชีวิตก็คือชีวิต มันไม่ใช่กระดาษ ที่จะได้ฉีกแล้ววาดใหม่ อย่างที่ฉันชอบทำได้ 

แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าจะทนทำต่อไปได้อีกนานแค่ไหน 







 



















SHARE

Comments