Us
ฉันเล่าเรื่องหนังที่เพิ่งดูให้พ่อฟัง เป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็กสี่คนที่ถูกแม่ทิ้งให้อยู่กันเพียงลำพัง พยายามอธิบายว่ามันน่าเศร้าขนาดไหนที่เด็กผู้ชายคนหนึ่งต้องพยายามทำทุกอย่างเพื่อน้องของตนแทนแม่ที่ไม่เคยกลับมา ตอนนั้นเราอยู่ในรถกันสองคน พ่อเป็นคนขับ ส่วนฉันนั่งข้างๆ
“ถ้าพ่อกับแม่ไม่อยู่จะทำยังไง?”
พ่อถามขึ้นขณะรอเลี้ยวรถออกสู่ถนนใหญ่
“ก็ตายตาม” ฉันตอบแบบไม่คิด ถ้าทุกวันนี้มีใครมาถามฉันด้วยคำถามแบบเดียวกัน ฉันก็จะตอบออกไปเช่นเดิม

ฉันเพิ่งรู้ว่าตัวเองจะเศร้ามากๆ ช่วงที่ทะเลาะกับแม่ จะรู้สึกเหมือนมีช่องกลวงเปล่าในใจ รู้สึกว่าชีวิตไร้ค่า ไม่มีใครสามารถเติมเต็มช่องนั้นได้ นอกจากความสัมพันธ์ยับย่นระหว่างฉันกับแม่เท่านั้น

ฉันอยู่ภายใต้ปีกของแม่เสมอมา แม้จะรู้สึกสมเพชตัวเองอยู่ไม่น้อย แต่ฉันก็สมยอมต่อความจริงอันน่ารังเกียจนี้
แม่ขีดเส้นให้ฉันเดิน เป็นเส้นที่แม่ไม่เคยรับรู้ความทุกข์ความสุขด้วย แต่ฉันต้องเดินตามมันอย่างเสียไม่ได้ ฉันไม่ได้รักแม่มากมาย บ่อยครั้งที่ฉันกระด้างกระเดื่อง เราต่างสร้างบาดแผลในจิตใจให้กันและกันอย่างไม่สิ้นสุด แม่เคยทำให้ฉันร้องไห้อย่างหนักหน่วง ฉันจึงไม่เคยรู้สึกผิดเมื่อต้องเห็นแม่ร้องไห้เพราะฉัน

หากคุณเคยอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง Honey and clover คงจะคุ้นผู้ชายที่เป็นทั้งตัวประกอบและตัวเอกอย่าง ทาเคโมโตะ ยูตะ เขาเป็นตัวเอกในเรื่องสำหรับฉัน เพราะฉันรู้สึกว่าเราคล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาด แม่ของยูตะทำงานเป็นพยาบาลเหมือนกับแม่ของฉัน ต่างกันที่แม่ของฉันนั้นดูจะแข็งแรงกว่า และมีอำนาจมากกว่าอย่างไม่น่าเชื่อ แม่ของยูตะนั้นใส่ใจเด็กคนอื่นมากกว่ายูตะซึ่งเป็นลูกตัวเอง ส่วนแม่ของฉัน—แม้จะมีบางแง่มุมที่ทำให้ฉันรับรู้ได้ว่าฉันมีความสำคัญอยู่บ้าง แต่งานของแม่นั้นสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด

ทั้งฉันและยูตะเติบโตขึ้นมาโดยมีโรงพยาบาลเป็นฉากหลังในหลายช่วงชีวิต ฉันไม่รู้ว่ายูตะคิดอย่างไรกับโรงพยาบาลที่แม่ของเขาทำงาน แต่กับฉัน โรงพยาบาลที่แม่ทำงานอยู่นั้น เป็นสถานที่ที่ฉันเกลียดที่สุด ฉันเกลียดสังคมของพยาบาล (เคยมีพยาบาลระดับสูงกว่าแม่มาหายายที่กำลังนอนพักฟื้นอยู่ในห้องพักผู้ป่วยในตอนที่แม่ไม่อยู่เพื่อคุยเรื่องงาน ฉันมองออกว่าเขาต้องการมาหาเรื่อง แต่ไม่แน่ใจว่ายายมองเป็นอย่างไร) ฉันเกลียดคนที่รายล้อมแม่ และนินทาแม่ลับหลัง(เขาไม่รู้ว่าฉันอยู่ตรงนั้น และได้ยินเกือบทุกคำพูด) ฉันเกลียดหมอในโรงพยาบาล(ฉันเคยโดนทันตแพทย์กดไหล่บังคับให้นั่งลงเพื่อเอ็กซ์เรย์หาฟันคุดด้วยเทคโนโลยีสุดโบราณที่สร้างความเจ็บปวดอย่างมาก) ฉันเกลียดที่ตัวเองต้องมองตรงไปข้างหน้า เมื่อเดินผ่านอาคารเพราะไม่อยากหันไปเห็นภาพผู้ป่วยนอนบนเตียงพร้อมสายระโยงระยาง ฉันเกลียดที่ในที่สุดแล้วฉันเองจะต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ฉันเกลียด

อีกเรื่องทำให้ฉันคิดว่าตัวเองคล้ายกับยูตะ(ฉันจะชิงยอมรับตรงนี้เลยว่านอกเหนือจากเรื่องพวกนี้เราก็ไม่มีอะไรเหมือนกันแล้ว—แต่ฉันก็ยังชอบเขาอยู่ดี) เป้าหมายของยูตะคือการทำเพื่อแม่ของตัวเองมาตลอดหลังจากที่พ่อของเขาจากไป จนวันหนึ่งที่แม่มีสามีใหม่ และปลดปล่อยเขาด้วยคำพูดว่า ทำอะไรที่อยากทำเถอะ คำพูดนั้นทำให้เขาเคว้ง ลองนึกภาพคนที่ทำอะไรให้ใครสักคนมาทั้งชีวิต จู่ๆ ก็ถูกปลดปล่อยด้วยคำพูดแบบนี้ กว่าจะไปต่อได้ก็คงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่
ส่วนของตัวฉัน แม้จะยังไม่มีใครมาปลดปล่อยด้วยคำพูดแบบนั้น แต่ฉันรับรู้ความรู้สึกนั้นได้ ฉันอยู่ในเงาของแม่มาโดยตลอด แน่นอนว่าฉันไม่ได้ถูกบังคับ ฉันแค่ทำตามแผนที่แม่วางไว้ การไม่ต้องคิดหรือตัดสินใจอะไรเองเป็นเรื่องง่าย มันกลับยากตรงที่ระหว่างทางในแผนที่แม่วาดไว้มันแสนจะหนักหนาสำหรับฉัน ฉันไม่มีความสุขกับการเรียน ไม่เคยมีความสุขกับการท่องจำเพื่อนำไปสอบ ฉันไม่อยากยอมรับว่าตัวเองนั้นโง่เกินกว่าจะเป็นคนที่คนอื่นจะสามารถพึ่งพาได้ในอนาคต ก่อนที่ฉันจะบอกว่าตัวเองไม่อยากทำอะไรไปมากกว่านี้ ใบหน้าที่ผิดหวังของแม่ก็บ่งบอกถึงทุกอย่าง แม่เชื่อว่าฉันเป็นเด็กเก่ง เพราะฉันบังเอิญตอบคำถามได้เยอะตอนอยู่ชั้นประถม แม่เชื่อแบบนั้นตลอดมา จากนั้นชีวิตของฉันก็วนเวียนอยู่ตามที่เรียนพิเศษต่างๆ ที่ๆ แม่เชื่อว่าจะทำให้ลูกดูพิเศษขึ้นมาอีกหน่อย รู้ตัวอีกที ฉันก็ไม่เคยได้ปฏิเสธอะไรอีกเลย แม่ให้ทุกอย่างที่ฉันต้องการ ส่วนฉันก็เป็นทุกอย่างที่แม่อยากให้เป็น จนฉันแยกไม่ออกว่าสิ่งที่ฉันเป็นคืออะไร ฉันคือตัวฉัน ฉันคือแม่ หรือฉันคือคนที่แม่อยากจะเป็นแต่ไม่เคยได้เป็น ถ้าไม่มีแม่แล้ว ฉันจะกลายเป็นอะไร ฉันจะยังเป็นฉันอยู่ไหม หรือฉันจะกลายเป็นตัวแทนของแม่ หรือฉันจะกลายเป็นคนที่แม่อยากให้เป็นโดยสมบูรณ์ ถ้าไม่มีแม่ ฉันจะยังเป็นแบบนี้อยู่หรือเปล่า 
ไม่เคยมีคำตอบของคำถาม เพราะตอนนี้แม่ยังอยู่ และเมื่อถึงเวลาที่บนโลกใบนี้ไม่มีแม่(และพ่อ) ก็จะไม่มีฉันอยู่ด้วยเช่นกัน

SHARE

Comments