God of liberty
เขาว่ากันว่า ถ้าเดินไปสุดถนนจุฬาซอย 12 แล้วเลี้ยวเข้าหอ CU terrace ในเวลาเที่ยงคืน จะพบกับหญิงสาวคนหนึ่ง เธอมีความงามดุจปีศาจผู้ออกหาเหยื่อในยามค่ำคืน ใครได้ยลเห็นความงามของเธอ แม้เป็นหญิง ก็จักต้องเคลิบเคลิ้มถอนตัวไม่ขึ้น สุดท้ายคนเหล่านั้นก็จะหายตัวไปอย่างลึกลับ

ใครจะไปเชื่อเรื่องแบบนั้นกันเล่า!

ผมที่ทำโปรเจคทีสิสจนถึงห้าทุ่มที่คณะใกล้ห้างสรรพสินค้ามาบุญครองคิดในใจ หลังจากแยกย้ายกับเพื่อน ผมก็ทดสอบข่าวลือที่ว่านั้น โดยการเดินไปสุดซอยจุฬา 12 แล้วเลี้ยวเข้าหอ CU terrace

หอของผมอยู่แถวรถไฟฟ้าสถานีพญาไท ดังนั้นไม่ต้องห่วง แค่เรียก grab taxi ใช้เวลาเพียงพริบตาก็ถึงหอแล้ว

ผมเดินไปเรื่อยๆ อากาศที่ชื้นหนาวจนหมอกลงจางๆทำให้ผมนึกถึงเรื่องราวบางอย่าง ที่ไม่เคยจางหายไปจากความทรงจำ

คุณคิดว่าคุณเป็นพระเจ้าจริงหรือ?
ใครบางคนเคยพูดเอาไว้ ในวันที่ผมพูดว่า "ผมคือพระเจ้าของตัวผมเอง"

ผมเลี้ยวเข้า 7-eleven ซื้อกาแฟกระป๋องรสชาติขมปร่าดื่ม เพื่ออย่างน้อยให้ตื่นตัวขึ้นเล็กน้อย สำหรับผมที่ใช้ชีวิตช่วงกลางคืน เวลาห้าทุ่มครึ่งแบบตอนนี้ถือว่ายังเช้าเกินกว่าที่จะเข้าสู่นิทรา

ผมนั่งที่ม้าหินหน้าหอพัก พร้อมกับล้วงกระเป๋าหยิบบุหรี่ LM สีแดงขึ้นมา เวลาดึกป่านนี้ น้อยคนนักจะเดินไปมา อย่างน้อยก็คงไม่มีใครมองค้อนผมเนื่องจากควันบุหรี่หล่ะนะ ในตอนนี้มีเพียงแสงไฟจาก 7-eleven และเสียงจิ้งหรีดจากสวนมหาวิทยาลัยดังขึ้นคลอบรรยากาศ ที่เต็มไปด้วยหมอกจางๆ

ในขณะที่ผมกำลังควานหาไฟแช็คจากกระเป๋ากางเกง ฉับพลันมีคนคนหนึ่งปรากฏตรงหน้าผม พร้อมกับจุดไฟเเช็คจ่อไปยังบุหรี่ที่ผมคาบไว้ ผมเชยตาขึ้นมองเธอ เธอเป็นหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกับผม เรือนผมสีน้ำตาลย้อมสั้นประบ่า หน้าซีดตอบ ชุดค่ายรับน้องที่สวมอยู่บนตัวเล็กผอมแห้งทำให้เดาได้ว่าเธออยู่คณะอะไร

อย่างน้อยเธอคนนี้ไม่น่าจะใช่คนในตำนานที่พูดถึงนะ เพราะเธออยู่ห่างไกลความงามระดับปีศาจอยู่ไกลโข

"ชุดค่ายใส่สบายดีใช่ไหมครับ" ผมพยักหน้าขอบคุณเธอ ก่อนจะเริ่มเปิดบทสนทนา

ผมสูดเอาสารก่อมะเร็งเข้าปอด กลั้นหายใจ ก่อนจะปล่อยมันออกมา

เปรียบเสมือนกับปลดปล่อยเรื่องราวความทุกข์บางอย่าง ในความคิดผม

เธอหย่อนตัวลงนั่งข้างผม

ผมยื่นซองบุหรี่ LM สีแดงโง่ๆของผมให้เธอ เธอหยิบออกมามวนหนึ่ง ก่อนจะจุดไฟปลายบุหรี่ แล้วเราทั้งสองคนก็ผลัดกันสูดเอาสารก่อมะเร็งเข้าปอดที่เริ่มไม่สะอาดทั้งสองข้าง

"มันสบายดี" เธอตอบสั้นๆ

ผมกระดกกาแฟเข้าอึกหนึ่ง

"คุณมาทำอะไรดึกดื่นป่านนี้ คุยกับคนแปลกหน้าอย่างผมไม่กลัวหรอ" ผมเอ่ยถามประเด็นสำคัญออกไป

เธอเพียงแค่นั่งอย่างเงียบงัน และเพิกเฉยต่อคำถามผม

เราทั้งสองพ่นควันบุหรี่ออกมาหยอกเย้ากับหมอกจางๆในยามค่ำคืน แปลกดี ทั้งๆที่รู้ว่าบุหรี่ไม่ดีต่อสุขภาพ แต่เราทั้งสองก็ยังคงสูบมัน

พระเจ้าที่ไหนจะทำร้ายตัวเอง
นั่นสินะ

คนคนนั้นพูดถึง แม้จะเป็นประโยคที่ผ่านมาเนิ่นนาน แต่ผมยังคงจำได้อย่างแม่นยำ

"ว่ากันว่ามีตำนานเป็นข่าวลือตรงนี้" ในที่สุดหญิงสาวด้านข้างผมก็ยอมปริปากพูดอะไรบางอย่างออกมา

"คุณเชื่อมันหรอ" ผมแค่นเสียงหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น

เพราะผมเองก็มาพิสูจน์เหมือนกัน

"เชื่อสิ" เธอตอบช้าๆ ก่อนจะสูดเอาควันบุหรี่เข้าปอด แล้วเงยหน้าปล่อยมันสู่ท้องฟ้าสีนิล

แปลกดี

"ฉันจะได้บอกเธอ ว่าช่วยเอาฉันไปอยู่ด้วยที"

"บ้าน่า" ผมหัวเราะ "คุณยังต้องมีชีวิตอยู่เพื่อทีสิสตอนปีสี่นะ"

ว่าแล้วทีสิสผมยังไม่เดินหน้าไปถึงไหน ผมกลับมานั่งเหลวไหลอยู่ที่แห่งนี้ แต่เอาเหอะ วันนี้ทำมาเยอะแล้ว

ผมใช้ข้ออ้างในการผลัดวันประกันพรุ่งกับตัวเอง เพื่อหนีความจริงไปวันๆ

พระเจ้าไม่ผลัดวันประกันพรุ่งหรอกนะคนคนนั้นบอกไว้

"พระเจ้าอาจจะไม่ได้กำหนดให้ฉันทำทีสิสก็ได้" เธอตอบออกมา แม้ผมจะมีข้อกังขาในประโยคดังกล่าว แต่ผมเลือกที่จะปล่อยมันให้คลุมเคลือเอาไว้

เพราะบางอย่างสวยงาม เมื่ออยู่ในหมอกควัน

"พระเจ้าคือตัวคุณเอง คุณเลือกทางเลือกตัวเองได้"

"และฉันเลือกมันแล้ว" เธอตอบด้วยน้ำเสียงราวกับอดทนอดกลั้นกับเรื่องบางอย่างมานาน

น่าแปลก

"ก็ดี" ผมตอบ ก่อนจะสูดเอาควันบุหรี่เข้าปอด

"คุณคิดว่าฉันทนเหตุการณ์สภาพเเวดล้อมรอบตัวที่เพิกเฉยต่อฉันได้หรอ ถูกกระทำเหมือนไร้ตัวตน ถูกพูดลับหลังด้วยเรื่องโกหกมดเท็จ ถูกหัวเราะเยาะเมื่อเดินไปที่ไหนสักที่"

เธอเริ่มระบายความในใจออกมา บางทีการอยู่กับคนแปลกหน้าอาจทำให้ปลดปล่อยปัญหาในใจได้ดีกว่าคนที่รู้จักเราดี เพราะวันถัดไป เขาคนนั้นก็อาจจะลืมเรื่องราวของเราไปแล้วก็ได้

"เป็นผมก็คงไม่ทน"

ผมหันไปมองเธอ นัยน์ตาที่แห้งเหือดไร้ซึ่งน้ำตา ราวกับว่าน้ำตาได้ถูกใช้ไปกับเรื่องหลายเรื่องจนไม่เหลือไว้สำหรับหลั่งเรื่องราวอื่นๆอีก

แปลกดีแท้

"นั่นสินะ" เธอสูดควันบุหรี่เข้าเต็มปอดอีกครั้ง ก่อนจะโชว์บาดแผลที่อยู่ตรงขาอ่อนให้ผมดู

รอยแผลเป็นจากมีดที่กรีดนับหลายสิบแผลปรากฏขึ้นตรงหน้าผม บางแผลดูสดใหม่ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงมาก่อน บางแผลตกสะเก็ด บางแผลเป็นรอยซ้ำแล้วซ้ำอีก ราวกับขณะถูกกรีดนั้นไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะ

"ฉันเหนื่อยเหลือเกิน" เธอพูด ก่อนจะดึงกางเกงขาสั้นปิดร่องรอยความเจ็บปวดทางกาย

"รอยแผลพวกนี้ช่วยเธอได้หรอ" ผมเอ่ยถาม

"ไม่เลย แต่อย่างน้อยฉันได้รู้สึก.. รู้สึกเจ็บปวด แต่ความรู้สึกทางกายไม่ใช่ความรู้สึกทางใจ จิตวิญญาณฉันได้สูญสลายไปแล้ว"

"ผมเห็นอยู่"

ผมกระดกกาแฟอีกหนึ่งอึก

"คุณช่วยให้ฉันพ้นเรื่องบ้าๆพวกนี้ได้ไหม"

ผมยิ้ม

"ได้สิ ผมเป็นพระเจ้าเชียวนะ"

มีข่าวลือมาว่าเด็กสาวคนหนึ่งได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย จากการล่าท้าตำนานปีศาจจุฬาซอย 12

"เขาว่ากันว่าปีศาจสาวตนนั้นเอาอีกแล้ว"

"แต่คิดว่าข่าวลือนี่จริงนะ คนที่หายไปเป็นคนที่อยู่ในคณะเพื่อนเรา"

"ข่าวลือเหลวไหลทั้งเพ ผมไปมาเมื่อคืน" ผมพูดขึ้นท่ามกลางบทสนทนาเจื้อยเเจ้วในยามเช้าวันพุธ

เพราะปีศาจตนนั้น เป็นผู้ชายต่างหาก
SHARE
Writer
Asharch
Marionette
🌱 1996, I'm just a little ash in this dirty world

Comments

Slorhinthebook
8 months ago
รู้สึกเหมือนโดนตบหน้านิดๆแฮะ แต่งอีกนะ
Reply
Asharch
8 months ago
ขอบคุณนะคะ