เมื่อฉันเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้า (1)








ถ้าให้ฉันเล่าตั้งแต่ต้นก็คงต้องย้อนเล่ายาวเป็นเทปๆ
ถามว่าระยะเวลาที่สะสมกับโรคนี้มากี่ปี 3 ปี
ระยะเวลาที่เป็นแบบนี้ จมดิ่งกับความเศร้าและผลักตัวเองซ้ำๆ
หลายๆเรื่องที่ต้องเจอด้วยตัวเอง อ่อนล้า
ในระยะที่อดทนฉันเฝ้ามองตัวเองเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลง
มีหลายความคิดที่แวบเข้ามาในหัว ทางหลุดพ้น...โลกหน้า
แต่ด้วยความขี้ขลาดและยังคิดถึงบุญบาป จะว่ายังไงดี...กลัวเรื่องกรรมล่ะมั้ง (หัวเราะ)
จนมาวันหนึ่งที่ฉันรู้ตัวว่าต้องไปหาหมอ
เพราะฉันแค่อยากหลุดพ้น อยากข้ามผ่านจุดมืดนี่ไปซะ
อยากเรียนให้จบ อยากไปทำตามใจ หาพื้นที่ให้ตัวเองสุขใจ





หนูเก่งมากที่อดทนมาได้นานเท่่านี้  หมอดีใจที่หนูเลือกที่จะมาหาหมอ...




การหาจิตแพทย์ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว การคุยกับหมอไม่ใช่เรื่องน่าอาย
การได้ระบายความรู้สึกที่อัดกลั้นไว้ใจ หาทางแก้ไขและปรับตัวให้เข้ากับชีวิตปกติของเรา
ตัวอย่างเช่นฉันที่ต้องปรับเวลาการใช้ชีวิต 
การออกไปเจอผู้คนในยามเย็น ไม่เอาแต่อยู่ในห้องทึบๆ
การนอนที่ปรับจากเดิมที่นอนดึกๆดื่นๆ ก็กลับมาเป็นนอนแต่หัวค่ำ
การออกกำลังกาย เดินเล่นหรือหากิจกรรมทำก็เป็นเรื่องที่ต้องทำ





อยากให้เล่าถึงอาการของฉันสินะ
อาการที่เบื่อโลก เบื่ออาหาร ชีวิตวนลูปกับที่เดิมๆห้องสี่เหลี่ยม
การที่ไม่อยากเจอคนในวงสังคมเดิมๆ ไม่ชอบสายตาที่เขามองมา
เพื่อนร่วมรุ่นบางคนก็เรียนจบไปแล้ว บางก็ดรอปไปเลย
การติดต่อค่อยๆเริ่มขาดๆหายๆ เหนื่อยกับการเขียนวิจัยที่ผ่านไม่ผ่านวนไปมา
มีเพื่อนทางไกลบ้างที่ยังติดต่อ คนใกล้ตัวที่เป็นทั้งเพื่อนพี่น้อง
ยังพอมีให้เป็นที่ยึดหลักบ้าง ได้คลายเครียดและพูดคุย
ด้วยความที่ไม่มีเมทตั้งแต่ช่วงปี 2 ทำให้ฉันอยู่คนเดียวมาตลอด
การอยู่คนเดียวมีทั้งอิสระและความเงียบเหงาในเวลาเดียวกัน




การนอนดึกเริ่มเพิ่มขึ้นเรื่องๆ กลางวันกลายเป็นเวลานอน
การกินเริ่มเปลี่ยนไป สุขภาพก็เช่นกัน
ฉันเริ่มมีความคิดดิ่งๆในหัวมากมายเต็มไปหมด
มันจะหายไปก็ช่วงที่เราอยู่กับคนอื่นๆ หรือกำลังดูหนัง ฟังเพลง
พยายามอ่านหนังสือทำวิจัย ความเครียดและความกดดันเริ่มมีผล
และการหาทางหนีความจริงก็เริ่มเกิดขึ้น




มันเหมือนเงามืดในใจที่ค่อยๆกัดกินความสดใส มันหลบซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้ม




การจะหาจิตแพทย์ ฉันแค่อยากให้ใครสักคนพาไป
ฉันพยายามลองหาเวลาของพ่อแม่ แต่ก็ยังไม่ว่างตรงกัน
เคยชวนพี่ที่รู้จักให้ไปเป็นเพื่อนที่ก็ไม่ว่าง ฉันยังอดทน...
อดทนกับมัน พยายามหาเรื่องที่ฮีลหัวใจตัวเองทำ
เลี่ยงความเครียด หลบจนกว่ามันจะวิ่งตามตัวเราทัน
จนมันวันตามทันและฉันพร้อมที่จะรักษามัน
ไม่หนีอีกแล้ว ไม่ปากหนักและโอนอ่อนต่อมัน



พ่อแม่ยกเลิกงานและตรงดิ่งมาหาฉัน การเรียนไกลบ้านมันยากลำบากเรื่องแบบนี้แหละ
แต่เขาก็รีบมา...ทุกอย่างกำลังดีขึ้น 
เราไม่ภาวนาให้่มันดีขึ้น แต่เราทำให้มันเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี
การเข้ารักษา การพูดคุยกับจิตแพทย์ได้เริ่มขึ้น
เราหาทางร่วมกัน ฉันกำลังปรับตัวกับมัน...มันไม่ถึงกับแย่
แต่ฉันแค่อยากหลุดพ้นจากความรู้สึกแบบนี้ที่ได้เล่าไปขั้นต้น
ที่เรียนอาจารย์ที่ปรึกษารับรู้แล้ว อาจารย์คนอื่นก็เข้าใจ
กำแพงความกลัวที่เคยมีในใจลดลง ฉันต้องค่อยๆเปิดใจและยอมรับมัน
รู้สึกตอนที่นั่งคุยกับอาจารย์เหมือนมีคนลูบหัวแล้วบอกว่า "ไม่เป็นไรนะ" , "เริ่มต้นใหม่ได้นะ"





ในขณะนี้ฉันได้รับการเทคยา กำลังเริ่มรักษา
ขอบคุณที่อ่านบทความตอนนี้นะคะ
มีอะไรจะมาเล่าให้ฟังอีกทางนี้บทความนี้ค่ะ
เพราะการเขียนคือการระบายของฉัน นั้นเป็นที่ที่ฉันสามารถตะโกนแบบไร้เสียงได้
อยากให้ทุกคนได้อ่านและรับรู้
ถ้าใครกำลังเหนื่อย อ่อนล้าหรือเครียดมากๆจนหาทางออกไม่เจอ
ลองเปิดใจดูนะคะ ไปหาจิตแพทย์...ลองเปิดใจเนอะ
บางครั้งก็ต้องการใครสักคนที่รับฟังเราและหาทางแก้ไขไปด้วยกัน
อีกอย่างหนึ่งขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนๆและคนที่กำลังผ่าฟันความรู้สึกแบบเดียวกันนะคะ
ทุกวันมันไม่ได้แย่...จงโอบกอดตัวเองและยิ้มให้ตัวเอง


 

SHARE
Written in this book
บันทึกหลายสี
เมื่อเริ่มรักษาโรคซึมเศร้าที่สะสมมา 3 ปีกับการเปลี่ยนแปลงในแต่ละครั้ง จุดหมายคือการมีความสุขที่แท้จริง
Writer
talkxritta
Night Owl.
บทสนทนาบนโต๊ะน้ำชาและหน้าหนังสือ

Comments