จุดเริ่มต้น..

...โรคซึมเศร้า...

สองปีก่อนหน้านี้ผมได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าผมป่วย..
หรือผมอาจจะป่วยมานานมากแล้ว แต่ผมไม่รู้ตัว
ป่วยในระดับที่ ' รุนแรง ' 
รุนแรงในระดับที่ต้องแอดมิดในโรงพยาบาลจิตเวช
หรือที่คนอื่นเรียกว่าโรงพยาบาลบ้านั่นแหล่ะ..

แต่ผมไม่ได้บ้า
' ผมแค่พยายามจะฆ่าตัวตาย '





วันนั้น..
ผมถูกหามส่งโรงพยาบาลเพราะกินยาเกินขนาด
ช็อค.. หมดสติ..

ตื่นมาอีกทีก็อยู่โรงพยาบาลแล้ว

พอลืมตาขึ้นมาเท่านั้นแหล่ะ..
สมองเริ่มทำงาน
สิ่งแรกที่คิด..
' ตื่นมาทำไม? ทำไมไม่ตาย? '

หันมองพี่ชายที่นั่งอยู่ข้างเตียงผู้ป่วย
แม่นอนหลับอยู่บนโซฟา..

ภาพนั้นทำให้ผมน้ำตาไหล
ความรู้สึกทั้งหลายถาโถมเข้ามาหาผม
' ผมเหนื่อย อยากตายๆๆ '

ผมเริ่มร้องดังมากขึ้น
ถามพี่ชายด้วยใบหน้าเปื้อนน้ำตา
' พากูมานี่ทำไม กูอยากตาย ช่วยกูทำไม '
" มึงพูดอะไร มึงน้องกูนะ แม่รักมึง ทุกคนรักมึง ใจเย็นๆ "
เขาพยายามเข้ามากอดผม

เสียงร้องไห้โวยวายของผมทำให้แม่ตื่น
ผมทำให้แม่ร้องไห้..

ผมรู้ตัวว่าผมกำลังทำอะไรนะ แต่ผมควบคุมมันไม่ได้..

ผมเข้าสู่สภาวะ ' คลั่ง ' อย่างสมบูรณ์..
คลั่งจนหมอต้องมาฉีดยาให้ผมนอนหลับ

สองวันต่อมาผมได้รู้จักเพื่อนใหม่
เพื่อนที่ชื่อว่า ' โรคซึมเศร้า ' 
และถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลจิตเวชเพื่อบำบัดจิต..

ผมใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นราวๆสองเดือน
เป็นสองเดือนในชีวิตที่ไม่แฮปปี้เลยสักนิด..



ก่อนหน้านั้น
ผมเป็นแค่เด็กมัธยมปลายธรรมดาคนนึง
ตอนนั้นครอบครัวผมค่อนข้างมีฐานะ

แต่อยู่ๆก็เกิดอะไรขึ้นไม่รู้..
สถานะทางการเงินเกิดติดขัด แต่ไม่มีใครบอกสาเหตุผม
จะด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่รู้แหล่ะ

ผมก็พอจะรู้แหล่ะว่าเกิดอะไรขึ้น
แต่ในเมื่อไม่มีใครอยากบอก ผมก็ไม่อยากถาม
ถ้าเค้าอยากบอกเดี๋ยวก็บอกเองแหล่ะ
ผมคิดแบบนั้น

ด้วยความที่เป็นคนไม่ชอบพูดอยู่แล้ว
พอมีปัญหา เครียด หรือคิดอะไร ผมมักจะเก็บไว้คนเดียว หาทางแก้คนเดียว
โดยไม่รู้ว่านั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมป่วย..

แม่เริ่มทำงานหนักขึ้น
ขณะเดียวกันผมก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระ..

ส่วนพ่อน่ะเหรอ?
ผมไม่อยากพูดถึงเลย 5555

พ่อกับแม่หย่ากันตั้งแต่ผม 5 ขวบ
ส่วนสาเหตุ.. ไม่พูดถึงมันดีกว่าเนอะ
แม่เลี้ยงผมกับพี่ชายมาคนเดียว
แต่พ่อก็ยังกลับมาหาบ้าง
กลับมาหาพี่ชายที่อายุมากกว่าผม 4 ปี..
เขาก็เล่นกับผมบ้างนะ แต่ไม่ได้มากเหมือนที่เล่นกับพี่

ผมอาจจะรู้สึกไปเองก็ได้ว่าพ่อรักพี่ชายมากกว่าผม
แต่ก็นั้นแหล่ะ ตอนนั้นแค่ห้าขอบเอง ไม่ได้คิดอะไรมากขนาดนั้น

จนผมอายุได้ 8 ขวบ
มีอยู่วันนึงที่พ่อกลับมาหา..

ก็เหมือนเดิม.. ' รักพี่มากกว่า '
การแสดงออกของเขาทำให้ผมคิดแบบนั้น

เย็นวันนั้นพ่อก็ทะเลาะกับแม่
ผมก็จำไม่ได้หรอกว่าทะเลาะกันเรื่องอะไร
อาจจะเพราะว่าพ่อเมาด้วยมั๊ง

แต่..
มีประโยคนึงที่ผมได้ยินชัดเจน
ประโยคที่ผมจำได้ไม่เคยลืม
ประโยคที่ทำให้ผมเปลี่ยนไป..
จากเด็กร่าเริงกลายเป็นเด็กน้อยที่เงียบ เฉยชาไปโดยปริยาย

" มันไม่ใช่ลูกกู "
เขาพูดพร้อมกับชี้มือมาที่ผมที่นั่งอยู่กับพี่ชาย
เป็นประโยคที่ทำให้เด็ก 8 ขวบแบบผมรู้สึกจุก..

พี่รีบพาผมออกไปบ้านป้าที่อยู่ข้างๆ

แต่น่าแปลกที่วันนั้นผมไม่ได้ร้องไห้
ไม่มีน้ำตาไหลออกมาแม้แต่หยดเดียว..

พี่นั่งกอดผม
ผมที่เงียบไม่พูดอะไรออกมาสักคำ

จนเสียงทะเลาะเงียบไป
ผมเงยหน้ามองพี่ชายยิ้มๆ แล้วพูดว่า.. " กลับบ้านกัน " 

ผมกลับมาบ้านแล้ววิ่งเข้าไปกอดแม่ทันที
แม่ตอบผมแล้วบอกผมว่า " ไม่ต้องสนใจนะ พ่อเค้าแค่เมา "
' แต่คนเมาเค้าพูดอะไรออกมาจากใจทั้งนั้นไม่ใช่เหรอวะ '

วินาทีนั้นผมเริ่มร้องไห้ สติแตก 
' เด็ก 8 ขวบทำไมต้องมาเจอะไรแบบนี้วะ '

แม่กอดปลอบผมร้องไห้กับผม
ตอนนั้นผมโกรธพ่อมาก 
โกรธที่ทำให้แม่ร้องไห้ 
โกรธมากจนฉีกรูปถ่ายของบุคคลที่เรียกว่า ' พ่อ ' ที่มีอยู่ในบ้านทั้งหมดทิ้ง..

วันนั้นเป็นวันที่ผมร้องไห้หนักที่สุดในชีวิต
หลังจากนั้นก็ไม่เคยร้องไห้ให้ใครเห็นอีกเลย..

ผมเปลี่ยนไปนับจากนั้น
ผมต้องทำตัวเข้มแข็ง
ผมไม่อยากทำให้แม่ต้องเหนื่อย

นั้นแหล่ะครับ
ผมกลายเป็นเด็กมีปมตั้งแต่นั้นมา..



เวลาผ่านไป..
พ่อก็กลับมาหาบ้างเหมือนเดิม
แต่ผมไม่เหมือนเดิม..

ผมตีตัวออกห่างเขาอย่างชัดเจน 
ผมไม่ได้เกลียดเขานะ
อย่างน้อยเขาก็เป็นคนทำให้ผมเกิดมาเป็นลูกของแม่

เขาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ทำเหมือนเขาไม่เคยพูดอะไร

ไม่มีแม้แต่คำขอโทษ
หรือบางทีเขาอาจจะลืมไปแล้วก็ได้

' แต่ผมไม่เคยลืม.. '
ผมทำเหมือนว่าผมไม่เป็นอะไร ไม่รู้สึกอะไร

' เรื่องนี้มันกลายเป็นปมใหญ่ในใจผม '

แต่บางทีผมอาจจะแสดงละครเก่งเกินไป..
เก่งจนทำให้คนในครอบครัวมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องตลก

วันรวมครอบครัวใหญ่ทีไรผมมักจะโดนแซว
เช่น วันพ่อ..
บรรดาลุงป้าน้าอากลับบ้านมากราบบุคคลอีกคนหนึ่งที่ผมเรียกเขาว่าพ่อเหมือนกัน
หรือก็คือคุณตาของผมนั่นแหล่ะ

' อ้าว วันพ่อทำไมไม่ไปกราบพ่อล่ะ? ' ประโยคที่หลุดออกมาจากปากของป้าแท้ๆ..
' อ๋อ ไม่มีพ่อ ก็กราบตาแทนเนอะ ไม่เป็นไร ' อีกประโยคที่ออกมาจากน้าสาวแท้ๆเช่นกัน..

ผมยิ้มรับคำพูดเหล่านั้น
ทำเหมือนไม่รู้สึกอะไรเหมือนเคย
ไม่เคยแอบไปร้องไห้ทีหลัง..

ผมก็เจ็บเป็นนะ แต่ผมเลือกจะเก็บมันไว้ลึกๆ
เพียงเพราะว่าผม ' ไม่อยากอ่อนแอ '


ผมเจอกับเหตุการณ์แบบนี้มาตลอดจนเหมือนจะชิน
แต่เปล่าเลย..

ความเจ็บปวดมันสะสมมาเรื่อยๆ มากขึ้นและมากขึ้น..
ประกอบกับเครียดกับเรื่องทางบ้านบ้าง เรื่องเรียนบ้าง เรื่องอื่นบ้าง
ผมไม่เคยปรึกษาครอบครัว
แค่เห็นพวกเขาเหนื่อย ผมก็ไม่อยากไปเพิ่มปัญหาให้พวกเขาอีก
เลยเลือกที่จะไประบายกับเพื่อนแทน..

เพื่อนที่สนิทที่ผมไว้ใจที่สุด
ใช่.. เพื่อนคนพิเศษที่ผมเคยพูดถึงนั่นแหล่ะ
แต่ก็ไม่ได้ระบายออกมาหมดหรอก
แค่ไปบ่นๆว่าเหนื่อยแค่นั้นแหล่ะ

ถามว่าเหนื่อยมั๊ย? ก็เหนื่อยนะ
ถามว่าเบื่อมั๊ย? ก็เบื่อแหล่ะ
แต่นอกจากเพื่อนคนนี้ ก็ไม่มีใครเคยถามคำถามนี้กับผม

ทุกคนในครอบครัวเอาแต่บอกให้ผม ' อดทน '
โอเค ผมก็อดทนไปดิ..

คุณเคยต้องอดทน จนทนต่อไปไม่ไหวมั๊ย?

จนผมจบมัธยมปลาย..

เป็นช่วงที่ปิดเทอมยาวระหว่างรอมหาลัยเปิด
เป็นช่วงที่ผมอยู่กับครอบครัวนานที่สุด
เป็นช่วงที่ผมรับรู้ปัญหาทุกอย่างของครอบครัว
เป็นช่วงที่ผมรู้สึกเหนื่อย.. เหนื่อยกับปัญหา 
เป็นช่วงที่ผมเบื่อ.. เบื่อทุกอย่าง เบื่อกับการใช้ชีวิต

ความรู้สึกผมดิ่งลงเรื่อยๆ

ความเครียด ความรู้สึกเจ็บปวดทั้งหมดที่ผมทนเก็บมันมาเริ่มทำให้ผมเปลี่ยน..
' หงุดหงิด โมโหร้าย ก้าวร้าว '
ผมคิดแค่ว่าคงเป็นเพราะฮอร์โมน ก็เป็นเรื่องปกติของวัยรุ่นทั่วไป
' นอนไม่หลับ บางทีก็นอนมากเกินไป นอน.. จนไม่อยากตื่น '
ผมก็คิดว่าผมแค่ขี้เกียจ
แต่ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองป่วย..

บางครั้งผมรู้สึกแย่มากๆ บางครั้งผมก็รู้สึกว่างเปล่า
จนผมเริ่มทำร้ายตัวเองเพื่อระบายความรู้สึกพวกนั้น

แต่ผมก็ไม่กล้าบอกแม่อยู่ดี..

ผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไป
เปลี่ยนไปเป็นคนที่ผมไม่รู้จัก
คนที่พร้อมจะพรากผมให้จากไปจากโลกนี้ตลอดกาล..


ผมเริ่มทนไม่ไหว
ผมเริ่มร้องไห้ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยร้อง..
ผมเริ่มทำร้ายตัวเองหนักขึ้นเรื่อยๆ
อาการนอนไม่หลับเรื้อรังและอาการนอนมากจนไม่อยากตื่นเล่นงานผมหนักขึ้น

จนมาถึงวันที่ความอดทนผมหมดลง..
วันที่พี่ชายทะเลาะกับแม่อย่างหนัก เพียงเพราะว่าแม่ไปตำหนิคนรักของเขา
และวันนั้น พี่ผมเมา..

เหตุการณ์คุ้นๆเนอะ

ผมพยายามห้ามทั้งสองคนอย่างมีสติ แต่ความรู้สึกกลับแย่ลง โมโหและหงุดหงิด
แต่สติที่หลงเหลือของผมก็ขาดลง เพราะคำพูดจากปากพี่ชายของผมเอง...

" มึงมันตัวภาระ " 
ประโยคเดียวที่ทำให้ฟางเส้นสุดท้ายผมขาดลง..

ภาพในอดีตเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วเข้ามาซ้อนทับภาพตรงหน้า

ผมนิ่ง 
น้ำตาไหลทะลักจนไม่สามารถฝืนมันได้อีกต่อไป
ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์นิ่งเงียบไปหมด คงเพราะไม่เคยเห็นผมร้องไห้
หรืออาจเป็นเพราะประโยคที่พี่ผมพูดออกมา

" อือ " ผมตอบไปแค่นั้น แล้วหันหลังเดินเข้าห้องตัวเองทันที
" มึงกูขอโทษ กูไม่ได้ตั้งใจ " เสียงของพี่ชายดังขึ้นไล่หลังผมมา
แต่ผมไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว..

ล็อกห้องแล้วร้องไห้ออกมาอย่างหนัก
เสียงเคาะประตูทำให้ผมโมโห
ผมตะโกนออกไปโดยไม่สนใจว่าใครจะเป็นเคาะ
' ไม่ต้องมายุ่งกับกู ' แล้วเสียงเคาะประตูก็เงียบไป..


' กูอีกแล้วเหรอวะ '
' อยู่ไปก็เป็นภาระ จะอยู่ไปทำไมวะ '
' เหนื่อย ไม่อยากอยู่แล้ว ' 
' กูยังตายไม่ได้ '
ความคิดในหัวเริ่มตบตีกันจนผมสับสน

มีดคัตเตอร์ถูกหยิบขึ้นมา
ผมกรีดมันลงไปที่แขน หวังจะระบายความรู้สึกเจ็บปวดออกมาบ้าง
แผลที่ 1.. 2.. 3  
' ผมเจ็บ ' แต่ความรู้สึกเจ็บปวดที่ใจไม่จางลงเลย
' ผมเจ็บ ' แต่มันไม่ทำให้ผมตาย..

ผมเหลือบไปเห็นกระปุกยาแก้ปวด
ผมคว้ามันมาเปิดโดยไม่มีความยั้งคิดเลยสักนิด

ผมได้ยินเสียงแม่เรียกอยู่หน้าประตู
แต่ผมไม่ได้ตอบกลับไป

คำว่า ' มึงมันตัวภาระ ' มันติดอยู่ในหัวผม

ผมเทยาเม็ดสีขาวออกมาจากกระปุก พร้อมกับเริ่มกินมันไปเรื่อยๆ..

' แน่นหน้าอก ลมหายใจเริ่มติดขัด  ในหัวหมุนเคว้ง สายตาที่เคยพร่าเบลอเพราะม่านน้ำตาเริ่มมืดลง พร้อมกับผมที่ไม่รับรู้อะไรอีกต่อไปแล้ว.. '


แต่เหมือนพระเจ้ายังไม่ต้องการจะพบกับเด็กวัยรุ่นอายุ 19 ที่พยายามจะฆ่าตัวตายแบบผม
ผมตื่นขึ้นมาพบกับเพดานห้องสีขาว และสายน้ำเกลือ..

และการตื่นขึ้นมาครั้งนี้ทำให้ผมได้รู้จักกับเพื่อนใหม่
เพื่อนที่ชื่อว่า ' โรคซึมเศร้า ' 
.
.
.
.
.

นี่แหล่ะครับเรื่องราวของผม 
สารภาพเลยว่าตอนเขียน story นี้ร้องไห้ไปหลายครั้งมาก 55555

ถ้าคุณเข้ามาอ่าน..
' ผมอยากให้คุณรู้ว่าผมกำลังสู้อยู่นะแต่ผมไม่รู้ว่าจะสู้ไหวแค่ไหนและผมจพยายามทำให้ดีที่สุด '

SHARE

Comments

AaUuMm98
3 months ago
คุณ เข้มแข็งนะ ถึงแม้เราจะไม่รู้จักกัน แต่ขอให้คุณผ่านวันร้ายๆไปได้นะ 💕
Reply
Chaxx
3 months ago
สู้ๆนะคุณ
Reply
Littlepenny
3 months ago
เป็นกำลังใจให้นะคะ
Reply
0969016988
3 months ago
เจ็บมากเลยเนอะ เราเป็นกำลังใจให้นะ
Reply
Prangstorylife
3 months ago
ทำไมอ่านแล้วเข้าใจความรู้สึกอันเจ็บปวดนี้ ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจ สู้ไปด้วยกันนะ :)
Reply