อิคิไก:ฉันรู้สึกว่าตัวเองช่างตื้นเขินและกลวงเปล่าเมื่อพบคุณ
เคยมั้ย อยู่ดีๆก็เพิ่งรู้ตัว
ว่าสิ่งที่ตัวเองเชื่อหรือทำมาตลอด
มันไม่ใช่สิ่งที่ดีเลย

เรื่องมันเริ่มจากการที่ฉันสนใจผู้ชายคนนึง
เค้าคนนั้นหน้าตาดี แต่งตัวง่ายๆแต่ดูดี 
แต่คนแบบนั้นเจอมาเยอะแล้ว
คนหน้าตาดีพวกนั้นที่ฉันเจอ ส่วนใหญ่พอรู้ตัวว่าเป็นที่ต้องการของสาวๆพวกเขาก็จะทำตัวเพลย์บอย เที่ยวเล่นจีบคนนู้นคนนี้ไปวันๆ เหมือนว่าตัวเองเท่ห์ พวกเค้านั้นที่บ้านมีเงิน วันๆเลยไม่ต้องทุกข์ร้อนอะไรเท่าไหร่

ตัวฉันเองก็เคยนิสัยไม่ดีแบบนั้น แต่เป็นในภาคของผู้หญิง ฉันไม่ได้วิ่งล่าผู้ชาย แต่เพียงแค่เล่นกับคนที่เข้ามา เวลาว่างไม่เคยคิดเรื่องอื่น นอกจากเสื้อผ้า กระเป๋าคอลเลคชั่นใหม่อันนี้มีหรือยัง หรือวันหยุดหน้าจะไปไหนดี นิวเยียร์เรโซลูชั่นเหรอ ฉันไม่เคยมี ขอแค่มีความสุขก็พอ
ไม่แปลกใจเลยที่ฉันจะโดนทิ้งบ่อยๆ คนเข้ามามากแต่ก็จากไปมาก เค้าคงค้นพบว่าผู้หญิงคนนี้กลวงเปล่า มีแค่ความสวยงามที่อยู่ภายนอกเท่านั้น

จนเมื่อฉันเริ่มมาตั้งเป้าหมายในชีวิตอย่างจริงๆจังๆ ฉันเพิ่งค้นพบสิ่งที่อยากทำ มันนำพาให้ฉันได้มาพบกับเขา 
เขาเป็นเพื่อนร่วมทางที่อยากไปในจุดหมายเดียวกัน

ตอนนั้นฉันเจ็บมาเยอะ ตั้งใจจะปิดตัวกับเรื่องความรัก มาจริงจังกับชีวิตดีกว่า เลยไม่ได้มองเขาไปมากกว่าเพื่อนคนนึง และเขาก็ไม่น่าจะคิดอะไรกับฉันมากกว่านั้น

เวลานั้นฉันเริ่มอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง
ชื่อว่า ‘อิคิไก ความหมายของการมีชีวิตอยู่’
หนังสือพูดถึงหลักการดำรงชีวิตของคนญี่ปุ่นที่เรียบง่ายสอดคล้องกลมกลืนไปกับบริบทของสังคม
หนึ่งในนั้นคือการมีความสุขจากสิ่งเล็กๆที่เราสร้างเองได้ทุกวัน เช่นการตื่นมาวิ่งทุกเช้า การทำงานที่ได้รับมอบหมายในแต่ละวันอย่างดีที่สุด มีความสุขกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าโดยไม่กังวล ปล่อยให้อนาคตเป็นเรื่องของอนาคต 

‘ถ้าเราตั้งใจดีในทุกๆวัน ทำสิ่งที่ต้องทำด้วยความสุข แล้วความสำเร็จจะมาเอง’
หนังสือกล่าวไว้แบบนั้น

“พอได้ลองตื่นเช้ามาวิ่งทุกวัน มันเหมือนว่าเราได้ทำอะไรสำเร็จไปอย่างหนึ่ง ในแต่ละวัน ทำให้รู้สึกภูมิใจในตัวเอง”
บทสนทนาของเขา
เมื่อพวกเราคุยกันเรื่องวิ่ง
มันเริ่มจากการที่ฉันทักเขาว่า 
“เสื้อวันนี้สวยดีมาจากงานวิ่งไหนนะ”

ฉันที่กำลังย่างหมูกะทะ คีบเข้าปาก ถึงกับเงยขึ้นมามองหน้าเขา หลักอิคิไกที่ฉันเพิ่งค้นพบ และแอบภูมิใจกับตัวเองเบาๆ ที่จริงมีคนที่ค้นพบมาตั้งนานแล้ว แถมยังปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้อย่างดีเยี่ยมอีก
ตอนนั้นฉันอยากจะถามเขาว่า 
เคยอ่านหนังสือเล่มนี้มาก่อนไหม
หรือเขาค้นพบมันด้วยตัวเอง
แต่เพื่อนคนอื่นก็เปลี่ยนเรื่องไปเสียก่อน
เลยได้แต่ก้มหน้าก้มตาปิ้งหมูกะทะต่อไป

ฉันกลับบ้านไป เสิร์จหาเฟสบุ๊คของเขา
ไม่น่าเชื่อว่าเขาคนที่วิ่งฟูลมาราธอน และเคยไปถึงเอเวอเรตต์เบสแคมป์ เพิ่งเริ่มฝึกวิ่งมาแค่ปีเดียวเท่านั้น
มันทำให้ฉันทึ่งมาก เพราะเคยนึกว่าเขาน่าจะวิ่งมานานหลายปีแล้ว
ในเฟสบุ๊คมีภาพเขากับงานวิ่งหลายงาน พร้อมคอมเม้นชื่นชมจากเพื่อนๆหลายคน ราวกับว่าเขาเป็นนอมินิของพี่ตูนเลยทีเดียว
เขาเป็นคนที่มีวินัยมาก ตื่นแต่เช้ามืดมาซ้อมตลอด
ขนาดเดียวกันการเรียนก็ยังชนะรางวัลจากการประกวดอีก
ดูเหมือนไม่ว่าเขาจะทำอะไร มันก็สำเร็จไปหมด
เขาที่ดูชิวๆ ถ่อมตัว เข้ากับคนอื่นง่าย และมีอารมณ์ขัน แต่กลับมีความพยามในการใช้ชีวิตยิ่งกว่าใครๆ

พอย้อนกลับมาดูตัวเอง มันทำให้ฉันรู้สึกช่างกลวงเปล่า ชีวิตที่ผ่านมาโคตรไร้สาระ

แต่อย่างน้อยวันนี้ฉันก็ได้พบเป้าหมายที่อยากทำ ถึงมันจะยังไม่สำเร็จ แต่ฉันเชื่อว่าการที่ตอนนี้เราอยู่ที่ฐานภูเขาแล้ว ก็แสดงว่าเราสามารถปีนขึ้นไปจนถึงยอดได้
เมื่อเราเริ่มแล้ว แสดงว่าเราก็มีโอกาสที่จะสำเร็จไม่ใช่หรือ

ฉันจะพยามต่อไป หวังว่าวันนึง จะได้ขึ้นไปถึงยอดภูเขาลูกนั้น และหวังว่าจะได้เจอเขาอยู่บนนั้นเช่นกัน

ขอบคุณที่เป็นแรงบันดาลใจให้เรานะ 
เพื่อนร่วมทางของฉัน:)
















SHARE

Comments