ความดำมืดและแสงสว่างในนวนิยายเรื่อง The Stand โดย Stephen King
      นวนิยายที่เขียนโดยเจ้าพ่อแห่งความดำมืดในโลกน้ำหมึก สตีเฟ่น คิง ผู้มีผลงานเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักอ่านทั่วโลก ผมมีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มนี้ขณะที่กำลังเดินค้นหาอะไรมาอ่านเล่นภายในห้องสมุด ณ กรุงเทพมหานคร
      หนังสือเล่มนี้ถูกเขียนมาเป็นเวลานานมากแล้วเพราะฉะนั้นเราจึงต้องเตรียมใจในระดับหนึ่งกับความล้าสมัยบางอย่างในเรื่องราว
1.  เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ไวรัสปริศนาคร่าชีวิตผู้คนไปอย่างรวดเร็ว หาทางรักษาไม่ได้ ผู้คนต่างหาหนทางเอาชีวิตรอดตามสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิตตัวละครเอกของเรื่องซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายคนต่างมีจุดเชื่อมโยงกันนั่นคือ พวกเขามีภูมิคุ้มกันของไวรัสปริศนานี้ และในบางคืนพวกเขาจะฝันเห็นหญิงชราผู้ดูเป็นมิตรผู้ซึ่งจะมาเป็นผู้ชี้นำทางแก่เหล่าผู้รอดชีวิต แต่ในบางคืนพวกเขาจะฝันเห็นชายผิวดำผู้มีนัยต์ตาร้ายกาจสีแดงก่ำผู้เป็นมัจจุราชแห่งมนุษยชาติ
        ในช่วงแรกเริ่มของเรื่องราวดูจะเป็นนวนิยายแนวdystopia การเอาตัวรอดในโลกที่อารยธรรมมนุษย์เริ่มจะล่มสลายผู้ที่เหลือรอดเริ่มคิดที่จะมองไปข้างหน้าทิ้งสิ่งเก่าไว้ด้านหลังเพื่อสร้างอารยธรรมใหม่ขึ้นซึ่งพวกเขาแทบจะไม่รู้ตัวเลยว่าความคิดของพวกเขานั้นไม่ต่างจากผู้นำในยุคอารยธรรมเดิมเลยนั่นแสดถึง ความคิด วิสัยทัศน์ของเหล่าผู้นำคณะในเรื่องราวยังคงถูกครอบงำจากความคิดในเรื่องของ ประชาธิปไตย อนาธิปไตย การแบ่งอำนาจสู่ศูนย์กลาง การเป็นผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ความคิดที่ยังถูกครอบงำจากความคิดเก่าในหมู่ผู้ที่จะเดินหน้าสู่สิ่งใหม่นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เหล่าตัวละครสับสนและบางคนในหมู่ตัวละครเอกถึงกับอ่อนแอเลยทีเดียว

     2. อีกส่วนของเรื่องราวที่นำเสนอคือ การต่อสู้กันระหว่างด้านมืดและสว่างของมนุษย์
ส่วนตัวสำหรับผู้เขียนเป็นส่วนที่ไม่ชอบเท่าไรเนื่องจากต้นเรื่องนั้นดูเป็นนิยายออกสมจริงแต่กลางเรื่องกับเปลี่ยนแปลงเป็นแนวแฟนตาซีเสียอย่างนั้นเป็นที่น่าเสียดายยิ่ง หากแต่ว่าถ้าเราลองมองข้ามจุดขัดแย้งที่ผมพยายามนำเสนอนี้ออกไปจะมีส่วนที่น่าสนใจอยู่
        สิ่งที่น่าสนใจที่ว่านั่นคือการดำดิ่งลึกลงไป ในตัวละครที่เป็นดั่งตัวแทนแห่งความดีและความชั่ว แสงสว่างและความมืด มัจจุราชและพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งการดำดิ่งที่กล่าวข้างต้นนั้นเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ สตีเฟ่น คิง ถนัดเป็นอย่างมากกับการพาเราไปทำความรู้จักถึงนิสัยจนถึงแก่นกมลสันดานของตัวละครได้เลยทีเดียว
  
  3
.
ที่น่าสนใจไม่แพ้กันนั่นก็คือตัวหนังสือเองหนังสือเล่มนี้ถูกตีพิมพ์ในปีพ.ศ.2531 จำหน่ายในราคา250บาท ในขณะที่ในปีนั้นค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณ50กว่าบาท เป็นที่น่าสงสัยว่าตราบจนกระทั่งวันนี้หนังสือก็ยังถือว่าเป็นสิ่งที่มีราคาสูงนั่นแสดงถึงสภาพเศรษฐกิจจากอดีตจนถึงปัจจุบันหรือว่าเราคนไทยจะไร้โอกาสมีกำลังซื้อที่สูงขึ้นจากเศรษฐกิจที่ดีงามเพื่อหนังสือดีสักเล่มกันเชียวหรือ? 
             
SHARE
Written in this book
อ่านอะไรมา

Comments

imonkey7
2 years ago
ไม่เคยอ่านงานคิง อยากลองอยู่

ตกบันไดวิจารณ์งานในข้อสุดท้ายที่กลายมาเป็นเรื่องค่าครองชีพ กำลังอ่านวิเคราะห์เพลิน ๆ
ฮา
Reply
Jirat3
2 years ago
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็น จะนำไปพัฒนาต่อไปนะครับ
imonkey7
2 years ago
งานดีฮะ เเต่เหมือนตัดจบเร็วไป ^^