เจ.เค.โรว์ลิง... “ชีวิตจริงที่ไม่ได้มีเวทมนต์”
  หากมักเกิ้ลอย่างเรามีเวทมนตร์ ก็คงสามารถเสกอะไรได้ดั่งในนึก...

“เสกให้มีเงินมากมาย... เสกให้มีของที่ต้องการ...เสกให้ประสบความสำเร็จในชีวิต”

   ...นี่เป็นเพียงจินตนาการ แต่ในชีวิตจริง“ความตั้งใจ ความพยายาม และทำให้ดีที่สุดเพียงเท่านั้น” คือสิ่งที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จ


แม้แต่ เจ.เค.โรว์ลิง ผู้สร้างสรรค์วรรณกรรมที่ “คุณๆก็รู้ว่าเรื่องอะไร”ซึ่งติดอันดับคนรวยที่สุดของโลกอันดับโลก แต่ชีวิตของเธอก็ไม่ได้โรงด้วยกลีบกุหลาบ


“โจแอนด์ หรือ โจ โรว์ลิง” เกิดเมื่อวันที่ 31 กรกฏาคม 1965 ที่ เยต กลูเชสเตอร์เชียร์ในอังกฤษ เธอได้เริ่มต้นเขียนนิทานแนวแฟนตาซี ขณะที่กำลังเรียนอยู่ในโรงเรียนประถมเซ็นต์ไมเคิล
   “ผู้อ่าน” คนแรกๆของเธอได้แก่น้องสาวตัวเล็กๆ ซึ่งต่างพากันโบกโบยบินไปในโลกแห่งจินตนาการอย่างมีความสุข


แล้วรอยต่อของความฝันก็ขยายสู่ชั้นมัธยมที่โรงเรียน Wyedean School and Collage
   เธอเริ่มสนใจวรรณกรรมคลาสสิค โดยเฉพาะผลงานของ “เจสสิกา มิตฟอร์ด”นักเขียนที่เธอสุดแสนประทับใจ...ที่ Wyedean ทำให้เธอได้แรงบันดาลใจในตัวสาวน้อย “เฮอร์ไมโอนี่” จากตัวเธอเอง ส่วน“รอน วิสลีย์”ถอดแบบมาจากเพื่อรัก “ฌอน แฮร์รีส”


โรว์ลิง เข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ที่ University of Exater ด้านภาษาฝรั่งเศสและวรรณกรรมคลาสสิค จากนั้นเธอได้ไปเรียนที่ฝรั่งเศสหนึ่งปีแล้วกลับมาทำงานเป็นเลขาและ นักวิจัย

...และแล้ว “ความอัศจรรย์ในโลกวรรณกรรมเยาวชน” ได้เริ่มต้นในปี 1990 ขณะที่เธอนั่งรถไฟจากแมนเชสเตอร์มายังลอนดอน คือแรงบันดาลใจสร้างชีวิตของ“เด็กชายที่ถูกส่งมาเรียนยังโรงเรียนพ่อมด”


...แต่ใช่ว่า แฮรี่ พ๊อตเตอร์ จะก้าวออกมาสู่โลกวรรณกรรมเลย


...ชีวิตในช่วงต่อไปคือการการอดทนเพื่อผลักดันความฝันให้เป็นจริง


30 ธันวาคมในปีเดียวกันกับที่เธอจินตนาการถึง “เด็กน้อยในโรงเรียนพ่อมด” ความเศร้าโศกก็ได้มาเยือน เมื่อเธอต้องสูญเสียคุณแม่อันเป็นที่รักจากโรค “เส้นโลหิตตีบ”...การจากไปของคุณแม่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ “เด็กชายที่เธอจินตนาการ” สูญเสียแม่ และพ่อ


ต่อมา โรว์ลิง ได้ย้ายไปอยู่ที่ประเทศโปรตุเกสเพื่อสอนภาษาอังกฤษ และได้แต่งงานกับ จอร์ส อาแรนเตส ในปี 1992...ทว่า “ความรักไม่ใช่สิ่งสวยงามเสมอไป” ในปีถัดมาทั้งสองได้เลิกกันแล้วทิ้งพยานรัก “เจสสิกา” (เธอตั้งชื่อลูกสาวจาก เจสสิกา มิตฟอร์ด นักเขียนในดวงใจ) ให้เธอดูแลท่ามกลาง “พายุหิมะกำลังก่อตัวเพื่อโหมกระหน่ำจิตวิญญาณและชีวิต”


ปี 1994โรว์ลิงกลับมาอาศัยอยู่กับน้องสาวใน เอดินเบอร์ก สก๊อตแลนด์ เธอต้องเผชิญสภาพที่เหมือน “คนตกงาน” เพราะเธอวางแผนที่จะสอนหนังสือแต่ต้องใช้เวลาในการอบรม 1 ปีจึงจะได้ใบประกอบวิชาชีพ


โรว์ลิงจึงต้องอาศัยเงินสวัสดิการของรัฐราวๆ 4,000 บาทต่อสัปดาห์ เพื่อเลี้ยงตัวเองและลูก แต่เธอก็ไม่ทิ้งความฝันเพราะ “ความฝันคือสิ่งเดียวที่หล่อหลอมดวงใจและจิตวิญญาณ” ในช่วงบ่ายของทุกวันเธอจะนั่งเขียนหนังสือในร้านกาแฟของน้องเขยด้วยพิมพ์ดีดเก่าๆ พร้อมๆ กับกล่อมลูกสาวให้หลับในเปลที่วางไว้ข้างๆ ตัว เพื่อหลีกหนีอากาศหนาวเหน็บในแฟลตที่พัก


   หลังจากที่เธอได้ใช้ความทุ่มเทพยายามอย่างหนักไปกับการเขียนแฮร์รี่พอตเตอร์เล่มแรกจบ ก็ได้ตระเวนส่งต้นฉบับไปยังสำนักพิมพ์ต่างๆถึง 12 แห่ง แต่ทุกแห่งล้วนแต่ปฏิเสธกลับมา 

..และเป็นเวลากว่าอีกหนึ่งปี เธอก็ได้รับการติดต่อจาก แบรี คันนิ่งแฮม บรรณาธิการสำนักพิมพ์ Bloomabury (ซึ่งเล็กมากในขณะนั้น)
โดย คันนิ่งแฮม ได้ให้ลูกสาวตัวเล็กๆของเขาช่วยอ่านเพื่อพิจารณาด้วย และจากนั้น “ปีการศึกษาแรก” ของพ่อมดน้อยจึงได้ถูกตีพิมพ์ แล้วเจ.เค.ก็เดินหน้าเขียนตอนต่อไปของแฮร์รี่ พอตเตอร์ทันที


ฤดูใบไม้ผลิของปีนั้น ได้มีการจัดประมูลการซื้อลิขสิทธิ์การตีพิมพ์หนังสือในอเมริกา ซึ่งสำนักพิมพ์ Scholastic Inc. ได้ประมูลหนังสือของโรว์ลิงและจ่ายค่าเรื่องให้กับเธอไปเป็นจำนวนเงิน 100,000 ดอลลาร์


...การเดินทางของพ่อมดน้อยสู่วงกว้างก็ได้เริ่มต้นขึ้นในวันนั้นจนถึงวันนี้ที่“ปีการศึกษาสุดท้ายในโรงเรียนได้จบลง”

สำหรับ “ชีวิตหลังแฮรี่ พ๊อตเตอร์” เธอยังคงเขียนหนังสือต่อไปเช่นเดิม 
  แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อคนทุกคนคือ “ประสบการณ์ชีวิต”ของผู้หญิงคนนี้ซึ่งความพยายาม การทุ่มเท ไม่ย้อท้อต่อความลำบาก คือสิ่งสำคัญและทำให้ดีที่สุดเท่านั้น ทำให้เธอมีวันนี้... 

  “วันที่แฮร์รี่พอตเตอร์ คือวรรณกรรมที่ครองใจผู้คนไปทั่วโลก”....ตลอดไป



SHARE
Writer
Kissda
writer
writer

Comments

sintstory
6 months ago
Nonfiction :)
Reply