ก็แค่โลกของเรา เหงาไม่เท่ากัน
ผมไม่ใช่คนที่โดดเดี่ยวที่สุดในโลกหรอก เพียงแต่ผมเป็นอีกคนหนึ่งที่รู้สึกว่าตัวเองช่างโดดเดี่ยวสิ้นดีในวันที่ควรจะมีใครสักคนเคียงข้างอย่างวันนี้ มันอาจจะเป็นเพียงวันหนึ่งในสามร้อยหกสิบห้าวัน มันมีวันนี้ทุกปีนั่นแหละ และผู้คนส่วนใหญ่ไม่ได้โดดเดี่ยวเท่าไหร่นัก ทุกคนมีเรื่องให้ฉลอง ดื่มกิน ร้องรำ และเมามาย จะมีก็แต่ผม…หรืออีกหลายคนที่อยู่ในห้วงแห่งความเหงา ที่จริงผมไม่ชอบคำว่าเหงาเท่าไหร่เลย ใครกันนะช่างบัญญัติคำนี้ขึ้นมาใช้ ใครกันนะที่เป็นคนเหงาคนแรกในโลก

แล้วความเหงาเคยทำให้ใครตายบ้างมั้ยนะ…
 
ในวันที่พลุไฟเกลื่อนกระจายอยู่ในกระดาษท้องฟ้า สีสันละลานตา และมันก็สวยงามจนรู้สึกว่าไม่มีอะไรเหมาะสมกับท้องฟ้ามากไปกว่าพลุไฟอีกแล้วในเวลานั้น, เสียงเตือนข้อความเข้าในโทรศัพท์มือถือดังติดต่อกันหลายครั้ง และส่วนใหญ่มันไม่ใช่ของผม เพราะในระหว่างที่ใครๆ ฉลองวันสุดท้ายของปี และยินดีกับวันแรกของอีกปีนั้น ผมนั่งอยู่บนรถที่กำลังมุ่งตรงกลับเข้าเมืองหลวง ชีวิตผมอาจจะสวนทางกับใครอีกหลายคน บางคนกำลังรอรถที่จะโดยสารกลับบ้านต่างจังหวัด ในขณะที่ผมกำลังโดยสารรถนั้นจากต่างจังหวัดกลับเข้ากรุง อันที่จริง ชีวิตผม…ก็มักจะสวนทางกับใครๆ อย่างนี้อยู่ทุกบ่อย และมันก็บ่อยเสียจนรู้สึกว่า

โลกของเราหมุนไม่ตรงกัน…  

ผมไม่ได้เหงาเป็นประจำซ้ำซาก เพียงแต่เป็นบางห้วงแห่งเวลา และผมชินชากับมันแล้ว แค่บางครั้งผมรู้สึกว่าความเหงามันเยี่ยวใส่ผมในบางอารมณ์ที่ผมไม่อยากถูกน้ำ เท่านั้นเอง

อยู่ๆ ก็มีเสียงโทรศัพท์ เลขหมายที่ไม่มีในเมมโมรี่ของมือถือ… ใครบางคนโทฯ มาหา – ใครบางคนที่จะว่าไปแล้ว ผมก็ยังนึกหน้าไม่ออกด้วยซ้ำ เธอเข้ามาในชีวิตผมอย่างไรและเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ผมจำไม่ได้หรืออาจจะไม่ได้จำ นั่นเพราะเธอสำคัญไม่พอที่จะจำ อืมม์ ไม่ใช่สิ, เธอไม่ใช่ผู้หญิงโดดเด่นในรูปหน้า บุคลิก นิสัยใจคอ หรือน้ำเสียง จนทำให้ต้องจดจำ…เว้นแต่อาชีพของเธอเท่านั้นที่ทำให้ผมจำได้ เธอเป็นทหาร - ทหารผู้หญิง และเธอเป็นนักเขียน - เป็นทหารและเป็นนักเขียนด้วย นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ผมพอจะปะติดปะต่อได้ถึงลักษณะท่าทาง ท่วงทีและคำพูดคำจาของเธอ แต่…

ผมก็ยังนึกหน้าเธอไม่ออกอยู่ดี  


“อยู่ตรงไหนของโลกใบนี้หรือ”

นั่นเป็นประโยคแรกที่เธอทักทายและไถ่ถาม หากเป็นคนอื่นก็คงพูดว่า “สวัสดีค่ะ สบายดีมั้ยคะ ทำอะไรอยู่คะ ฉลองปีใหม่ที่ไหนเอ่ย” แต่อาจเพราะเธอถูกสอนมาอีกแบบหนึ่ง คือตรงไปตรงมา ชัดเจน รวบรัด ได้ใจความ คำถามของเธอจึงดูประหลาดในโลกประหลาดๆ ของผม… แต่ผมก็ไม่ได้ตอบเธอไปแบบประหลาดๆ อย่างที่คิดเอาไว้หรอก….

“อยู่ใต้ฟ้าผืนเดียวกันนี่แหละ แค่ห่างออกมาอีกราวๆ ร้อยกิโลเมตรเท่านั้น”

นั่นเป็นประโยคที่คิด แต่ไม่ได้พูด เพราะหากผมพูดออกไป เธอคงแปลกใจ ดูเหมือนเธอจะเป็นผู้หญิงขี้แปลกใจคนหนึ่งในโลกของผม… โลกของผมมักจะมีผู้หญิงขี้แปลกใจอยู่หลายคน บางคนมักขึ้นต้นคำถามด้วยคำว่า ทำไม ทำไม และทำไม ซึ่งหลายครั้งผมเองก็อดแปลกใจไม่ได้ว่า ทำไมเธอต้องทำไม ด้วย - -

“ผมอยู่บนรถทัวร์ กำลังจะเข้ากรุงเทพฯ อีกไม่นานก็ถึงแล้ว”

นั่นต่างหากที่พูดออกไป

“นึกว่าอยู่กรุงเทพฯ จะชวนไปถ่ายรูปพลุไฟปีใหม่”

ผมชอบถ่ายรูป เธอคงรู้ว่าผมชอบถ่ายรูป ครั้งนั้นที่เราเจอกันซึ่งก็ดูเหมือนจะเป็นครั้งแรกที่เราได้เจอกัน ผมถือกล้องเที่ยวเดินท่อมๆ ถ่ายรูป และไม่สนใจใครเท่ากล้องถ่ายรูปและรูปที่ถ่าย เราทักทายกันนับคำ นับประโยคได้ ผมรู้สึกว่าเธอไม่เป็นตัวของตัวเองเท่าไหร่ในเวลานั้น หรือบางทีอาจจะเพราะเพิ่งรู้จักกัน เธอจึงไม่รู้จะวางตัวเองไว้ตรงไหน ปฏิบัติตัวกับคนอื่นยังไง ดูๆ ไปก็แปลกดี…

และแปลกดีที่เธอจำผมได้ ทั้งๆ ที่มีผู้คนมากมายในเวลานั้น - -

หลังจากนั้นมาเราก็ไม่ได้เจอกันอีก, เธอเจอกับเพื่อนคนอื่นๆ ในกลุ่ม ผมเองก็เจอกับเพื่อนคนอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกันนั้น เพียงแต่

เวลาของเราหมุนไม่ตรงกัน…
 
กลุ่มเพื่อนๆ ที่มาพบกันเพราะมีบางอย่างไม่ต่างกัน มีหลายอย่างเหมือนๆ กัน ในบางวาระเวลาพวกเราจึงพาตัวเองมาพบกัน เพียงเพื่อนั่งจิบกาแฟริมแม่น้ำเจ้าพระยา อ่านหนังสือเล่มที่ยังอ่านค้างอยู่ คุยกันถึงหนังเรื่องที่เพิ่งไปดูมา อวดรูปศิลปินคนโปรด หรือกระทั่งฟังเพลงจาก MP3 ในโลกส่วนตัว… แต่พวกเราจะนั่งอยู่อย่างนั้นด้วยกันนานๆ เสมอ, บางครั้ง… พวกเราก็ไม่คุยกัน พื้นที่ส่วนตัวของแต่ละคน ไม่กว้างนัก แต่ก็ไม่คับแคบจนไม่มีที่ว่างพอสำหรับคนอื่น เราเปิดประตูโลกส่วนตัวของเราเสมอ ถ้าหากมีใครบางคนเคาะมัน…

เมื่อคนเหงาสองคนมาพบกัน พวกเขาเหมือนรู้จักกันมาทั้งชีวิต

จากหนังสักเรื่อง, ผมก็ไม่แน่ใจนักว่าชื่ออะไร ผมไม่ค่อยจำชื่อหนัง ไม่ค่อยจำอะไร นอกจากถ้อยความที่บางครั้งมันสะกิดใจ บาดลึกความรู้สึกเหมือนประโยคนั้นมันถูกสร้างมาเพื่อผมโดยเฉพาะ ยังไง ยังงั้น อย่างเช่น “ไม่ใช่คนที่ใช่ก็ไม่ใช่” ผมจำไม่ได้หรอกว่ามันมาจากหนังเรื่องอะไร บางทีมันอาจจะไม่ได้มาจากหนังสักเรื่อง แต่อาจจะมาจากใครสักคน…

“โทรฯ หาคนอื่นแล้ว ไม่มีใครอยู่กรุงเทพมหานคร”

น้อยคนนักที่ผมรู้จัก หากเมื่อต้องเอ่ยประโยคคำพูดออกมาแล้วจะทำให้สะดุดหู แต่เธอเป็นอย่างนั้น เธอเรียก กรุงเทพฯ ว่ากรุงเทพมหานคร เรียกวันพฤหัสฯ ว่าวันพฤหัสบดี และเรียกเดือนกรกฎาฯ ว่าเดือนกรกฎาคม นั่นทำให้เธอไม่ค่อยเหมือนใครในกลุ่มนัก…

“ผมอาจจะกลับไปถึงดึก พลุไฟคงไม่มีแล้ว”

ผมแบ่งรับแบ่งสู้ เพราะไม่รู้ว่าเมื่อถึงกรุงเทพฯ แล้ว ผมจะพาความเหงาและความโดดเดี่ยวไปเดินเที่ยวที่ไหนต่อ, เวลาอย่างนี้ ใครๆ ก็มีเพื่อนทั้งนั้น ยกเว้นผม

ผมไม่ได้เลือกที่จะโดดเดี่ยว แต่บางครั้งความโดดเดี่ยวก็เลือกผม

“แล้ว…ทำอะไรอยู่”

เมื่อเธอเงียบไป จึงเป็นจังหวะที่ผมได้โอกาสตั้งคำถาม รถยังแล่นไปข้างหน้า พระจันทร์ข้างหน้าต่างวิ่งตามมา รถหยุด พระจันทร์ก็หยุด บางครั้งพระจันทร์ซ่อนตัวในกลุ่มเมฆแล้วโผล่หน้าออกมายิ้มให้อีกครั้งเมื่อผ่านกลุ่มเมฆไป… พระจันทร์ขี้เล่น - ผมอยากเอาก้อนหินขว้างหัวพระจันทร์

พระจันทร์หัวแตก เลือดจะไหลเป็นสีอะไรนะ…

“กำลังเขียนเรื่องสั้นสักเรื่องหนึ่ง”

เธอตอบ- เธอเป็นทหารผู้หญิง และเธอก็เป็นนักเขียน…ในตอนนี้เธอจมตัวเองลงสู่หุบเขาของการเขียน เธอไม่เป็นทหารตอนที่เธอเป็นนักเขียน และเธอจะไม่เป็นนักเขียนถ้าตอนนั้นเธอเป็นทหาร…

ก็แค่เครื่องแบบ… บางครั้งคนเราก็มักจะเป็นอะไรมากกว่าหนึ่งอย่างในเวลาเดียวกัน…

“ไม่ไปเที่ยวหรือ”

ผมไม่มีคำถามดีๆ ในเวลาแบบนี้ จะว่าไปแล้วผมก็ไม่แน่ใจหรอกว่าคำถามดีๆ ควรจะเกิดขึ้นในเวลาไหน และอย่างไรที่เรียกว่าคำถามดีๆ ผมถาม เพราะไม่รู้จะถามอะไร ก็เท่านั้น…

“ไปแล้ว-กลับมาแล้ว ไปคนเดียว…เหงาไป”

เธอบอกอย่างนั้น ผมนึกภาพคนโดดเดี่ยวเดินคนเดียวในท่ามกลางผู้คนนับร้อยพัน สำหรับคนโดดเดี่ยวแล้วนั้น

ผู้คนมากมาย - - แต่เหมือนไม่มี  

ผมเข้าใจเธอ…แต่ผมก็ยังนึกหน้าเธอไม่ออกอยู่ดี

เธอเป็นคนแรกของปีที่ทักทายผม นั่นเพราะเธอโทฯ มาในเวลาที่พลุไฟกำลังกระจายเกลื่อนอยู่บนท้องฟ้า – ผมแปลกใจ, เธอจะชวนไปถ่ายรูปพลุไฟ แล้วทำไมต้องโทฯ มาชวนตอนที่พลุไฟอยู่บนฟ้าแล้วด้วย… นั่นเป็นอีกความประหลาดของผู้หญิงประหลาดๆ คนนี้

“ถ้าผมกลับไปถึงไม่ดึกนัก แล้วผมจะโทฯ ไปหา”

ผมจบบทสนทนาเท่านั้น และผมก็ไม่รู้หรอกว่าเมื่อถึงเวลานั้นแล้วผมจะโทฯ หาเธอหรือเปล่า เพราะผมมักจะลืมในสิ่งที่ไม่คิดว่าน่าจะจำเสมอ อย่างน้อยผมก็มีข้ออ้างในการไม่โทฯ ว่า “ผมกลับไปถึงดึกมากแล้ว ไม่อยากรบกวน” บางที ไม่ใช่เพราะดึกมากแล้ว แต่เพราะความเหงาไม่อนุญาตให้ผมมีใครในเวลานั้นต่างหาก

แต่ก็นั่นแหละนะ…บางครั้งผมก็เอาชนะความเหงาได้บ้างอย่างภาคภูมิใจ ผมยิ้มเยาะให้กับความโดดเดี่ยวและความเหงาที่ยอมยกธงขาวเมื่อผมดันทุรังจะมีเพื่อน…

ตีหนึ่งของวันที่หนึ่งเดือนหนึ่ง…  

“ผมอยู่ที่ขนส่งหมอชิต ไม่แน่ใจว่าดึกหรือยัง ก็เลยโทฯ มาถาม”

“ไม่หรอก ไม่ดึกเกินกว่าที่จะฉลองปีใหม่และไม่ช้าเกินไปที่จะบอกส่งท้ายปีเก่า”

“ผมแค่อยากมีเพื่อนนั่งคุยกัน มันดึกไปสำหรับคนอื่น และอีกหลายคนก็ไม่มีพื้นที่ของเวลาสำหรับผม”

“ฉันจะอยู่เป็นเพื่อน ถ้าหากไม่ทำให้คุณลำบากใจจนเกินไป”

และอีกสามสิบนาทีต่อมาเราสองคนก็นั่งหย่อนขาลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยาโดยมีกระป๋องเครื่องดื่ม แอลกอฮอลล์สีเขียวอยู่ข้างๆ ซึ่งจนถึงเวลานี้ผมก็ยังนึกหน้าเธอก่อนหน้านี้ไม่ออกอยู่ดี เธอนั่งเคียงข้างแต่ผมก็ยังรู้สึกเหมือนเพิ่งเจอกันครั้งเป็นแรก

ผมแอบหัวเราะเยาะให้กับความเหงาและความโดดเดี่ยวที่ทำอะไรผมไม่ได้ — สมน้ำหน้า

“มันไม่ใช่ความผิดของใครเลย ที่คนเราจะเหงา”

อยู่ๆ เธอก็พูดประโยคนี้ขึ้นมา เป็นเพียงการเปรย เล่าให้ฟัง หรือตั้งคำถามก็สุดคาดเดา ผมเงียบ…

“ทำไม คุณไม่อยู่กับคนรัก” เธอถามขึ้นหลังจากวางกระป๋องลงข้างตัว

“ผมไม่มีคนรัก”

“แปลกดี ฉันไม่คิดว่าคุณไม่มีคนรัก”

“แล้วคุณล่ะ”

“ฉันเพิ่งจะไม่มี”

“เรามาเล่าเรื่องความรัก แลกกันฟังดีมั้ย”

ในเวลานั้นผมรู้ว่าความเหงาก็นั่งอยู่ข้างๆ นั่นแหละ และบางทีอาจกำลังคอยฟังเรื่องราวความรักของผมก็ได้

“เพราะคนที่ผมเจอ ไม่ใช่คนที่ใช่”  มันเป็นข้อสรุปที่ผมพอจะนึกได้พอดีในจังหวะนั้น

“รู้ได้ยังไงว่าไม่ใช่”

“เพราะเราต่างกัน ต่างกันจนเกินไป เธอเป็นคนดีมากสำหรับผม แต่ไม่มีอะไรที่เราเหมือนกัน ไม่สิ, มีบางอย่างที่เราเหมือนกัน แต่มีหลายอย่างที่เราไม่เหมือนกัน เธอไม่รู้จักผมดีนัก โลกของผมซับซ้อนเกินไป บางครั้งผมเองก็ยังไม่แน่ใจเลยว่านี่เป็นแค่ความเหงาในห้วงระยะเวลาหนึ่ง หรือที่จริงแล้วมันคือส่วนหนึ่งของชีวิตผม”

“นั่นเพราะคุณไม่ได้รักเธอ, ถ้าคุณรักใครสักคน คุณจะไม่พูดแบบนี้ ความรักจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างและข้ออ้างก็จะไม่มี”

“แล้วคุณล่ะ” ผมย้อนถามเธอบ้าง

“ฉันกับเขา- เราเหมือนกันจนเกินไป เราก็เลยไปด้วยกันไม่ได้ เรามีโลกส่วนตัวสูงเหมือนกัน เราไม่ชอบให้ใครเดินทะเล่อทะล่าเข้ามาในโลกของเราโดยที่ไม่ได้รับอนุญาตเหมือนกัน เพราะถ้าเป็นแบบนั้นเราจะมีกำแพง และระหว่างเราจึงมักจะมีกำแพงต่อกัน นั่นเพราะเราบังเอิญเดินทะเล่อทะล่าเข้าไปในโลกส่วนตัวของอีกคน และที่สำคัญดูเหมือนระหว่างเรามีช่องว่างที่ต่างก็ไม่มีใครดึงมันเข้ามาหากันแล้วเย็บช่องว่างนั้นให้เป็นพื้นที่สำหรับเดินเล่น”

“เพราะคุณรักเขาไม่มากพอ, ถ้าคุณรักเขามากพอ คุณจะเป็นคนเย็บช่องว่างนั้นด้วยตัวเอง”

แล้วความเหงาก็เข้าสิงเราทั้งคู่ เธอจมลึกลงสู่โลกส่วนตัว ผมเองก็ด้วยเช่นกัน เพียงแต่เป็นโลกของใครของมัน และเราต่างก็มีใครสักคนเป็นเพื่อนในเวลาที่ไม่คิดว่าจะมีใครสักคนเป็นเพื่อนอย่างเวลานี้ – เข็มยาวของนาฬิกาเดินวนกลับมาที่เดิมสามรอบ นั่นทำให้เข็มสั้นเคลื่อนตัวอย่างอุ้ยอ้ายไปยังตัวเลขถัดกันสามตัว…

“ทุกอย่างก็จะผ่านไป เหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น เราเพียงแต่มานั่งฆ่าเวลาให้มันตายไป ความเหงาเท่านั้นที่เป็นเพื่อนถาวร”

ประโยคก่อนที่เธอจะลุกขึ้นและเดินจากไปเมื่อดื่มกินความเงียบของกลางคืนจนพึงใจ ผมยังไม่ลุกตามเธอไป ไม่มีเหตุผลที่ผมจะลุกตามเธอไป เพราะระหว่างเรา เป็นเพียงเพราะความเหงาเท่านั้นที่พาเรามาพบกัน และเมื่อถึงเวลาหนึ่งเราก็ต้องเดินจากกันไปบนหนทางชีวิตของตัวเอง ผมไม่รู้หรอกว่าเราจะได้พบกันอีกหรือไม่ และเมื่อไหร่ ไม่มีคำมั่นสัญญาว่าจะพบกันอีก ระหว่างเราก็เพียงแค่ “เลื่อนขั้น” จากสัมพันธภาพ เป็นมิตรภาพ แต่ยังไม่ก้าวไปไกลกว่านั้น นั่นเป็นเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น

ผมไม่รู้หรอกว่าพรุ่งนี้ของชีวิตจะเป็นอย่างไร ผมอาจจะยังไปดูหนังคนเดียว กินข้าวคนเดียว เดินทอดน่องท่องไปในท่ามกลางผู้คนมากมายนับร้อยพันในวันรื่นเริงคนเดียว…ผมอาจจะต้องการใครสักคนเป็นเพื่อน อาจมีสักคนเป็นเพื่อน แต่ท้ายสุดแล้วผมก็ยังโดดเดี่ยว ให้ความเหงามันเยี่ยวใส่ผม หัวเราะเยาะผม…

ผมขว้างก้อนหินใส่หัวพระจันทร์ แต่มันไม่โดนหรอก เพราะมีใครบางคนเอาหัวมารับแทน…

“เชี่ย…มึงจะโยนหาพ่อง-เรอะ”

ความเหงาไม่ทำให้ใครตาย แต่อาจมีบางคนหัวแตก… /
SHARE
Written in this book
รักในฤดูร้อน
เรื่องสั้นธรรมดา, เรื่องราวความรักธรรมดา -- 
Writer
blue0416
etc.
"หมาขี้เหงา วิ่งไล่งับเงาในแดดบ่าย"

Comments

Matchagun
1 year ago
แล้วสรุปขว้างก้อนหินใส่ใคร?
Reply
blue0416
7 months ago
ขว้างลงน้ำ... แต่บังเอิ๊ญ ไปโดนหัวคนอื่นเข้า เค้าเลยด่าเอา