ผู้งมงายฝัน


         ท่ามกลางคืนจันทราดาราพร่างพราย เขานั่งมองท้องฟ้าด้วยสายตาเหม่อลอยเป็นเวลาเท่าไหร่ไม่รู้ที่เขากระทำเช่นนี้อยู่ในที่ตรงนี้ บุหรี่หนึ่งมวลถูกหยิบออกมาจุดสูบท่ามกลางสายลมเย็นยะเยือก สูบเข้าแล้วก็เป่าออกม่านควันลอยล่องไปตามสายลม ควันที่ลอยค่อยๆจางหายไป ผ่านไปไม่รู้นานเท่าใดควันนั้นเริ่มหมดไป เขาหยิบบุหรี่ตัวใหม่ขึ้นมาจุดสูบนั่งมองดูควันที่ลอยล่องไป ควันเอ๋ยควันใยเจ้าช่างหายไป ท่ามกลางกระแสลมหนาวและดวงดาว เขาหวนนึกย้อนถึงชีวิตในวัยเด็กของตนเอง เด็กชายผู้มีดวงตาแห่งความสดใส เปี่ยมด้วยพลังแห่งความฝัน เด็กชายที่คิดว่าสักวันหนึ่งเขาจะมีพลังพิเศษล่องลอยได้บนท้องนภาไปมาอย่างร่าเริงดังเช่นตัวการ์ตูนที่เขานั้นเคยดู เชื่อว่าวันหนึ่งตัวเองจะมีเวทย์มนต์ เชื่อว่าตนเองนั้นเป็นเทพที่หล่นลงมาจากฟากฟ้าเพื่อชดใช้กรรมในโลกมนุษย์ ผ่านชีวิตรันทดมากมายเพื่อให้กลับกลายไปเป็นเทพเช่นดังเดิม ในความจริงกลับมิเป็นดั่งความฝัน แต่กระนั้นก็ยังเชื่อมั่นในความคิดของตน

ยายครับ ผมอยากมีปีกบินไปบนฟ้าเหมือนนกจัง

หญิงวัยกลางคน จ้องมองหลานชายด้วยแววตาเอ็นดูในความไร้เดียงสาของเด็กน้อย เธอยิ้มขึ้นมาเล็กน้อยก่อนจะถามหลานชายตัวน้อยๆของเธอกลับไปว่า ทำไมถึงอยากบินขึ้นไปบนฟ้าหละหนูจะบินไปที่ไหน

เด็กชายตอบกลับออกมาด้วยความใสซื่อ ผมอยากบินไปหาพ่อกับแม่

ยายจ้องมองหลานด้วยแววตาเวทนา เด็กน้อยหนอเด็กน้อยเธอทั้งเอ็นดูและสงสารเด็กชายตัวน้อยคนนี้ที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้เพียงสามขวบปีกลับต้องห่างเหินไกลห่างจากบิดามารดาผู้ให้กำเนิด เหตุเพราะฐานะทางครอบครัวนั้นไม่เพียงพอให้สามารถดูแลเด็กได้หากต้องอยู่กับพ่อและแม่ หนุ่มสาวในชนบทนั้นต้องแบกหน้าออกไปทำงานเพื่อขายแรงงานแรกเงินมาเลี้ยงดูเจือจุนครอบครัวไม่เพียงแค่เด็กชายเท่านั้นที่พบเจอประสบการณ์เช่นนี้ หากพี่สาวของเด็กชายก็พบพานมาก่อนหน้า เด็กชายโชคดีกว่าพี่สาวนิดหน่อยตรงที่มีโอกาสได้ถือกำเนิดท่ามกลางความวุ่นวายในเมืองหลวง รหัสประจำตัวประชาชนของเด็กชายยังเป็นของชาวพระนครอยู่  หลังจากนั้นเด็กชายก็เติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ ตามอายุและการเปลี่ยนแปลงของใบโลกนี้ น่าแปลกเหมือนกันเขาจำแทบจะไม่ได้เลยว่าโลกใบนี้นั้นเปลี่ยนแปลงไปยังไงเมื่อไหร่รู้แต่เพียงว่าใช้ชีวิตมาเรื่อยๆอยู่ดีๆก็โตขึ้นมากลายเป็นผู้ใหญ่ ช่วงเวลาสมัยเด็กที่เคยอยากบินนั้นหล่นหายไปเมื่อไหร่ก็ยังไม่รู้




          
        ริมหาดทรายขาวคลื่นซัดเบาๆในความมืดมิดดวงดาวสะท้อนแสงในคลื่นมองเห็นเป็นระยิบระยับแพรวพราว เธอนอนเหม่อลอยที่ริมหาดฟังเสียงคลื่นซัดสาดด้วยความเงียบเหงา เรื่องราวต่างๆที่พัดผ่านเข้ามาในชีวิตของเธอช่างโหดร้ายเกินที่ผู้หญิงร่างบอบบางน่าถนุถนอมอย่างเธอจะรับมันไว้ได้หมด เธอเองก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้ ความรักที่ผ่านเข้ามาล้วนทำร้ายชีวิตของเธอให้จมดิ่งลงลึกสุดของห้วงมหาสมุทรแห่งความคิดอยู่ทุกครา โลกนี้ช่างโหดร้ายช่างแตกต่างจากการ์ตูนที่เธอเคยดูในสมัยที่ยังเป็นเด็ก ไม่เคยมีเจ้าชายที่แสนดีผ่านเข้ามาในชีวิตของเธอเลย คนที่ผ่านเข้ามานั้นล้วนเลวร้ายและลวงหลอก สร้างความหวังให้เธอได้ฝันเมื่อเธอยินยอมพร้อมใจไปกับฝันนั้นเขาก็เดินออกไปจากชีวิตของเธอ คนแล้วคนเล่า เข้ามาแล้วก็จากไป จิตใจของเธอเริ่มด้านชาวันเวลาก็ผ่านพ้นไป นานเท่าไหร่แล้วไม่รู้ที่เธอนอนอยู่ตรงนั้นเส้นผมดัดรอนสีดำขับแผ่สยายริมหาดทรายภายใต้ความเงียบงัน จมดิ่งอยู่ในภวังค์ของห้วงแห่งความฝันและจินตนาการ


 

: ทำไมอยู่ดีๆถึงเพิ่งมาบอกเอาตอนนี้

: ไม่รู้เหมือนกันหวะแต่รู้สึกว่าอีกไม่นานจะต้องไปแล้ว เลยต้องบอกไว้ก่อน เพราะบางทีอาจไม่มีโอกาสได้บอกอีก

: เรารู้จักกันมานานแค่ไหนแล้วนะ

: วันแรกที่เข้า ม. 1 ผ่านมากี่ปีแล้ว

: ไม่แน่ใจ สิบกว่าปีได้มั้ง โหว นี่มึงอยู่กับกูทุกเหตุการณ์เลยนะ ทำไมไม่บอกให้เร็วกว่านี้

: ไม่รู้หวะกูกลัวไม่ได้เจอมึงอีก แต่หลังจากนี้กูจะไม่อยู่แล้วเลยต้องบอกมึงไป

: ที่ผ่านมาลำบากมึงมากเลยนะ ขอบคุณนะเว้ยที่อยู่ข้างๆกูในทุกเหตุการณ์ มึงมีปัญหาอะไรรึป่าววะบอกกูได้นะ ที่ผ่านมากูไม่เคยได้ช่วยอะไรมึงเลย

: ผู้ชายเก่งๆอย่างกู มีอะไรให้ผู้หญิงทึ่มๆอย่างมึงช่วยได้วะ (แค่เวลามึงยิ้มก็ช่วยกูได้เยอะแล้ว เขาคิดในใจ......)

: ที่บอกว่าไม่อยู่แล้ว คือมึงจะไปไหน

: ไม่รู้สิ อยากจะทำที่เคยฝันไว้ ที่มึงเคยบอกกูว่าจะตามหาเจ้าชายมึงได้เจอไอเหี้ยนั้นยังวะ





        ชีวิตหลังเรียนจบของเขาก็ไม่ต่างจากคนทั่วไป ต้องทำงานหาเงินแล้วก็ใช้เงิน ชีวิตของเขาวนลูปอย่างนี้เรื่อยมาไม่รู้ว่ากี่วัน กี่เดือน เลื่อนผ่านเป็นปี ความคิดเมื่อยังเยาว์นั้นบ้านเปรียบเสมือนกรงขังปิดกั้นอิสระเสรีในชีวิตเขา เมื่อถึงเวลาต้องเลือกเรียนในมหาวิทยาลัยเขาจึงเลือกไปยังมหาวิทยาลัยที่ห่างไกลจากบ้านหลายกิโล ชีวิตมหาลัยเขามีอิสระจากทางบ้านแล้ว แต่เขาก็ยังขังตัวเองไว้ในหอพัก มหาวิทยาลัย แล้วก็ร้านเหล้า เวลาเหงาๆก็ไปนั่งที่ริมอ่างเก็บน้ำของมหาวิทยาลัย เฝ้ารอที่จะโบยบิน ขนาดอยู่ในที่ๆตัวเองเลือกไว้แล้ว เขาก็ยังรู้สึกว่าขาดอิสรภาพที่จะโบยบินจนสุดท้ายจึงเกิดคำถามกับตัวเขาเองสรุปแล้วต้องทำยังไงถึงจะได้โบยบินเป็นอิสระที่แท้จริง



 
: กูว่าครั้งนี้คงเป็นครั้งสุดท้ายแล้วนะที่จะได้ปลอบใจมึงอย่างนี้
 
: มึงว่ามันเป็นความบังเอิญปะวะ ที่เราได้รู้จักกันมานานขนาดนี้ มึงคิดดูดิเข้ามา ม.1วันแรกก็เสือกได้เจอมึงก่อนใครเลย รู้จักก่อนเพื่อนผู้หญิงในห้องอีก พอขึ้น ม.ปลายก็ยังได้อยู่ห้องเดียวกันอีก สมัยนั้นตัวติดกันจนแฟนมึงและแฟนกูเข้าใจผิดกันใหญ่เลย พอตอนเข้ามหาลัยทั้งๆที่เลือกที่นั้นแค่อันดับเดียวทั้งคู่มึงเลือกลำดับแรกแต่กูเลือกลำดับสาม แต่ก็ยังเสือกติดที่เดียวกันอีก มึงก็ยังต้องเป็นที่ปรึกษาปัญหาชีวิตให้ตั้งแต่ปี1จนถึงปี4 แต่พอมึงมีปัญหากูไม่เคยได้ช่วยอะไรมึงเลย

: มึงเชื่อเรื่องโชคชะตาป่ะ บางทีชีวิตกูอาจโดนลิขิตมาเพื่อแก้ไขปัญหาให้มึงก็ได้

: แล้วชีวิตกูไม่ได้เกิดมาเพื่อแก้ปัญหาให้มึงเหรอวะ

: อย่างมึงจะช่วยอะไรกูได้วะ

: วันนี้มึงไปปรับทุกข์กับกูมั้ยก่อนที่มึงจะไป

: เอาดิ ร้านไหนวะ

: แถวๆมอป่ะ คิดถึงบรรยากาศเก่าๆหวะ

: ได้ดิ มึงไปเอาโต๊ะนะจะชวนใครไปด้วยมั้ย

: ไม่อะ อยากอยู่กับมึงแค่สองคน







                      
"ฉันไม่ใช่บ้านหลังใหญ่ ไม่มีอะไรให้พักพิง”



.”เพียงคุ้มครองเธอจากสิ่ง ที่โหดร้าย”



“ไม่มีคำปลอบใดเอื้อนเอ่ย ไม่มีคำสัญญา”



“แต่จะเป็นหลังคา ในทุกเวลา ที่เธอเหน็บหนาว”



          ท่ามกลางเสียงเพลงและแสงไฟ โต๊ะมุมด้านในหากมองเข้าไปดีๆจะพบกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังนั่งเปลี่ยวเหงาอยู่คนเดียวด้วยสายตาเหม่อลอย เขากำลังคิดอะไรไม่มีใครรู้ ช่างเป็นภาพประกอบเพลงที่ดูเงียบเหงาซึมเซาเสียนี่กระไร ไม่นานหลังจากนั้นก็มีสาวงามเดินเข้าไปหาเขาหุ่นของเธอช่างเย้ายวนใจคาดคะเนจากสายตาคงสูงประมาณ165เซ็นติเมตร ภายใต้กางเกงยีนส์สามารถคะเนได้ถึงขาเรียวยาวได้สัดส่วน ใบหน้าแค่เพียงครึ่งหน้าก็ฉายแววเปล่งประกายภายใต้ลอนผมสีดำขับ แต่แววตาของเธอกลับดูเศร้าสร้อยไม่ต่างอะไรกับชายหนุ่มที่นั่งรออยู่ก่อนหน้า ทั้งคู่ส่งยิ้มอันสร้อยเศร้าให้แก่กันและกัน พนักงานเดินถือแก้วเข้าไปส่งให้หญิงสาวๆนั่งลงบนเก้าอี้ บทสนทนาจึงเริ่มต้นขึ้น


กูบอกให้มึงมาเอาโต๊ะไม่ใช่อ๋อ ทำไมกลายเป็นกูไปได้

หญิงสาวยิ้มให้อย่างเจื่อนๆ แล้วบอกออกไป โทษทีหวะพอดีว่ามันโทรมาอะอยู่ๆก็อยากจะมาขอคืนดี ก็เลยเคลียร์ปัญหากันยาวนิดหน่อย มึงมานานยัง

ก็มาได้สักพักแล้ว เบียร์หมดไปโปรละ

จริงดิ ทำไมมึงดูไม่เมาเลย

ชายหนุ่มจ้องหน้าหญิงสาว แล้วตอบออกไป มึงลองจับคอกูดูดิแล้วจะรู้

ไอ้บ้า เดี๋ยวแม่ก็บีบคอซะเลยหนิ พูดจบ เธอก็คีบน้ำแข็งใส่แก้ว รินเบียร์เข้าไป แล้วยกกระดกรวดเดียวหมดแก้ว

เครียดขนาดนั้นเลยเหรอวะ เขาถามออกไป

เธอยิ้มออกมาน้อยๆพร้อมกับส่งนัยน์ตาเศร้าๆให้กับเขา ทำไมกูต้องเจอแต่เรื่องราวความรักแบบนี้วะมึง

มึงยังไม่ชินอีกเหรอ มา ชน

วันนี้กูไปนอนห้องมึงได้ไหม

พรวดด!! เขาที่กำลังกระดกแก้วดื่มสำลักออกมา อารมณ์ไหนของมึงเนี่ย

ตอนกลางวันมึงบอกความรู้สึกกับกูเองไม่ใช่เหรอ ว่ามึงคิดยังไงกับกู

มึงใจเย็นๆก่อน เราเป็นเพื่อนกันมานานแล้วกูไม่อยากให้จากกันแบบมีความรู้สึกที่ไม่ดี

ไม่รู้สิ.........



         ทั้งคู่นั่งดื่มกินกันจนเริ่มตึงๆด้วยกันทั้งคู่ ชายหนุ่มหญิงสาวท่ามกลางสายตาผู้คนรอบกายเหมือนคล้ายปราสจากผู้คน ความจริงเขาแอบรักเธอตั้งแต่แรกพบเจอกัน เก็บงำความรู้สึกที่มีนั้นไว้นานแสนนาน เขาไม่เคยกล้าที่จะบอกออกไปว่าเขานั้นรักเธอมากแค่ไหน ตั้งแต่แรกจนวันนี้ สุดท้ายในวันนี้เขาก็ได้ตัดสินใจบอกความรู้สึกของเขาออกไปว่าเขาชอบเธอ แม้จะรู้ตัวว่าไม่ใช่ผู้ชายในความฝันของหญิงสาว แต่หลังจากนี้ถ้าไม่บอกก็คงไม่มีโอกาสได้บอกออกไปอีกแล้ว จะว่าไปแล้วช่วงชีวิตของเขานั้นผ่านความทุกข์ระทมมามากมาย มีเพียงเธอเท่านั้นที่ทำให้เขานั้นยังใช้ชีวิตอยู่ได้มาตลอด เธอเองคงไม่รู้ว่าเขาแอบใช้เธอเป็นแรงบันดาลใจในการมีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้โลกที่แสนโหดร้าย ชีวิตที่ผ่านมามีเรื่องราวต่างๆมากมายแต่แค่มีเธออยู่ใกล้ๆก็เป็นกำลังใจให้เขาได้ไปต่อ เขาอยากมีเธออยู่อย่างนี้ไปตลอดไม่ต้องมากไปหรือว่าน้อยไป แค่เป็นแบบนี้ก็พอแล้ว จนถึงเวลานี้ ณ ขณะนี้เขาเริ่มอยากโบยบินอยู่บนท้องฟ้าตามความฝันในวัยเยาว์ เขาเบื่องานที่ทำเบื่อสังคมที่เป็นอยู่อยากหนีออกไปให้ไกลจากที่แห่งนี้ ภายใต้การใช้ชีวิตมีหลายสิ่งหลายอย่างกดดันให้เขาต้องเลือกใช้ชีวิต ชีวิตไม่เคยได้เป็นของเขาเลยทุกสิ่งล้วนถูกกำหนดไว้ แม้เขาจะเลือกเดินบนเส้นทางของตัวเอง แต่หลังเรียนจบเขาก็ต้องเร่งหางานทำหาเงินแม้จะได้งานทำแต่ก็ไม่ใช่งานที่เขาอยากทำแต่ก็จำใจต้องทนทำไป เพราะทุกคนที่ไม่เข้าใจเขาหวังแค่ว่าเรียนจบมาแล้วมีงานทำไม่ลำบากในการใช้ชีวิต แต่กลับไม่มีใครรู้เลยว่าสิ่งนั้นทำให้จิตวิญญาณของเขาลำบากมากเพียงใด

“วอนให้ลมช่วยพัดหัวใจพี่ลอยไป จากดินแดนถิ่นเหนือที่ไกลแสนไกล”



“สุดขอบฟ้าที่ไกลแสนไกลล่องลอยไป วอนให้ลมช่วยพัดหัวใจพี่ไปให้ถึง”

 


เพลงนี้เหมาะกับมึงตอนนี้เลยหวะ เขาจ้องหน้าหญิงสาวที่กำลังสัปหงกอยู่ฝั่งตรงข้าม ใบหน้าเธอเริ่มแดงระเรื่อดวงตาโศกเศร้าขณะนี้กลับปรือลงคล้ายจะหลับแหล่มิหลับแหล่

อือ เพลงไรวะเธอตอบมาด้วยอาการงัวเงีย

“แก้มน้องนางนั้นแดงกว่าใคร ใจพี่จมแทบพสุธา”



“ดวงฤทัยหรือดวงแก้วตา ดุจดวงดาราดวงดาวดวงไหน”

 
เขาเอื้อมมือขึ้นไปลูบที่แก้มอันอ่อนนุ่มของเธอเบาๆ แล้วจ้องมองใบหน้านั้นโดยไม่กระพริบตา อยากหยุดเวลาเอาไว้ตรงนี้ให้นานแสนนานไม่อยากให้เลือนลางจางหายไปเลย

“วอนให้ชายทุกคนเดินผ่าน วอนให้ใจน้องไม่มีใคร”



“วอนให้ลมพัดพาหัวใจพี่ไปถึง”

  

ชั่วขณะนั้นเขาลุกขึ้นแล้วโน้มตัวลงไป จุมพิตลงตรงหน้าผากของเธอเบาๆ หลังจากนั้นก็เอื้อนเอ่ยคำพูดที่ไม่ได้บอกออกไปในก่อนหน้านี้ให้เธอฟัง กูรักมึงมากๆเลยหวะ รักมานานมากแล้วไม่รู้เหมือนกันว่าเริ่มตั้งแต่ตอนไหน ตั้งแต่ตอนมึงผมสั้นเท่าติ่งหูหรือทรงผมหางม้าผูกโบว์สีขาวหรือจะตอนทำผมแบบนักร้องเกาหลี หรือว่าจะผมดัดลอนแบบตอนนี้ กูบอกไม่ถูกเหมือนกันว่ารักมึงมานานขนาดไหนและมากขนาดไหน จัดเรียงความรู้สึกออกมาไม่ได้เลย


หญิงสาวนิ่งเงียบ เธออึ้งไปสักพักก่อนจะเอ่ยวาจาออกมา พอแล้ว.....กูรู้แล้ว เธอก้มหน้าแอบยิ้มอย่างขวยเขิน หลังจากนั้นจึงพูดขึ้น โต๊ะข้างๆมองกันใหญ่แล้ว

เมื่อตั้งสติได้เขาก็ย่อนก้นลงไปตรงเก้าอี้ตัวเดิม

จะบอกรักผู้หญิงมึงไม่ต้องอธิบายรายละเอียดขนาดนั้นก็ได้ ผมสั้นติ่งหู เชี้ย กูอายคน

เขายิ้มแหยๆให้เธอ ไม่รู้เหมือนกันหวะ มันพูดไปเองไม่มีสติ

กลับกันดีไหม

อยากกลับละอ๋อ

อือ เธอพยักหน้าแล้วลุกเดินไปรอที่รถ

เขาเดินตามออกมาแล้วถามขึ้น มึงมาไงวะ

แกรบอะ พาไปขับรถเล่นหน่อยดิ ไม่ได้ซ้อนมอไซค์นานแล้วอยากชมรอบเมือง

เอาดิ แต่ตอนนี้คันใหญ่กว่าสมัยเรียนนะเว้ย ไม่กลัวเหรอ แค่มอไซค์ธรรมดายังบ่นสะหูแทบแตกเลย

เธอค้อนให้เขาไปหนึ่งที พูดมากนา จะพาไปมั้ย...



 
          ภายในห้องที่มีบรรยากาศเงียบเหงาภายใต้แสงไฟสลัว ชายหนุ่มหญิงสาวนั่งคุยกันใต้แสงไฟสีส้มอ่อนๆ ดูสลัวๆ หัวข้อสนทนามีตั้งแต่วีรกรรมสมัยเด็ก เรื่องสรรพเพเหระต่างๆที่เคยได้ทำร่วมกัน แล้วแต่ว่าใครจะนึกเรื่องอะไรขึ้นมาพูดได้ บางเรื่องก็ลืมไปแล้วบางเรื่องก็ยังจำได้ดี ความรู้สึกในตอนนี้เหมือนทั้งคู่ได้ย้อนกลับไปในช่วงเวลาแห่งความสุขเหล่านั้นอีกครั้งหนึ่ง ช่วงเวลานี้เขารู้สึกได้เหมือนว่าความสุขทั้งชีวิตที่เคยตามหากำลังปรากฏอยู่ตรงหน้า เธอเองก็เช่นกันความรู้สึกสุขสันต์สนุกสนานได้คืนกลับมาอีกครั้ง เธอยังจำวันแรกได้ดีภายในห้องเรียนยามเช้าที่โล่งว่างมีเด็กชายคนหนึ่งนั่งอยู่คนเดียวที่หลังห้องภายใต้ความเงียบเหงา แววตาและสีหน้าของเขาดูเฉยชาไม่มีความสดใสของวัยเด็กเลยแม้แต่นิด เธอตัดสินใจเดินเข้าไปทักเด็กชาย

สวัสดี เราพลอยนะ

เด็กชายเงยหน้าขึ้นมองเด็กหญิงด้วยแววตาสงสัย หลังจากนั้นจึงส่งยิ้มให้อย่างเบิกบานพ้รอมด้วยการแนะนำตัว สวัสดีเรากรณ์

เด็กหญิงเมื่อเห็นรอยยิ้มที่สดใสของเขาก็ยิ้มตอบกลับไปอย่างเบิกบาน เธอรู้สึกว่าดูไม่คล้ายกับแววตาเมื่อครู่เลยสักนิด เธอถามเขาอีกครั้ง ขยันจังมาโรงเรียนก่อนใครเลย ตอนประถมเรียนอยู่ที่ไหนเหรอ

เด็กชายเงยหน้าขึ้นมองไปยังเด็กหญิง เรามาจากต่างจังหวัดอะ เพิ่งย้ายเข้ามาที่นี่ เธอหละมาจากโรงเรียนไหน

เราอยู่นี่มาตั้งแต่เกิดแล้ว โรงเรียนประถมก็อยู่ไม่ไกลจากนี่มาก

ยินดีที่รู้จักนะพลอย

เช่นกันกรณ์

เขาและเธอสนิทสนมกันตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา


        
         กรณ์เอื้อมมือไปโอบไหล่ของพลอยมาแนบไว้ที่อกความรู้สึกของเขาทั้งอบอุ่นเบิกบานใจและรู้สึกใจหายในเวลาเดียวกัน เธอเอียงหน้าไปซบไปที่ไหล่ของเขารู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยเมื่ออยู่ตรงนี้ สองแขนของเธอโอบกอดไปที่เอวของเขา ไม่ทราบเหมือนกันว่าเปลวเทียนสีส้มสว่างวาบขึ้นมาตอนไหน บรรยากาศในตอนนี้ช่างโรแมนติกเสียนี่กระไร ชั่วขณะนั้นเธอผละร่างออกมาจากเขาฉุดเขาขึ้นมานั่งบนเตียงเอียงข้างให้แก่กัน เธอแหงนหน้ามองชายที่อยู่ตรงหน้าเขาก็ก้มลงมองเธอเช่นกัน นัยน์ตาโศกเศร้าทั้งคู่จ้องมองกันอย่างไม่ลดละ สองแขนของเขาโอบกอดเธอไว้ดั่งกลัวเธอจะหล่นหายไป ความเงียบงันเข้าปกคลุมจนได้ยินเสียงถี่ยิบภายใต้ทรวงอกของกันและกัน แขนของเธอโอบไว้ที่ต้นคอของเขา ณ ขณะนั้นปากเรียวบางก็เผยอขึ้นไปประกบกับปากของชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า ความรู้สึกช่างอบอุ่นเหมือนถ้วยกาแฟยามเช้าแต่หัวใจกับร้อนผ้าวราวไฟแผดเผา สองมือของเธอลูบไล้ไปบนแผ่นหลังของเขา และมือของเขาก็ลูบไล้ไปทั่วร่างของเธอดูเป็นธรรมชาติราวกับทั้งคู่เกิดมาเพื่อเป็นของกันและกัน ลมเย็นพัดผ่านเข้ามาจากภายนอกยังไม่อาจทรอดแทรกเข้ามายังคนทั้งคู่ได้ โลกทั้งโลกหยุดหมุนไปในพริบตานาฬิกาคล้ายหยุดเดินไปชั่วขณะ เธอกลับเขาคล้ายหล่นหายไปจากโลกใบนี้ช่วงระยะหนึ่ง..........



ภายใต้ผ้าห่มสีน้ำเงินเข้ม ร่างเปลือยเปล่าของคนทั้งคู่นั่งเคียงข้างกันเขาโอบไหล่เธอเธอกอดเอวเขา มึงจะไปจริงๆเหรอ เธอถามขึ้น

เริ่มไม่อยากไปแล้วหวะ

แต่กูต้องกลับภูเก็ตแล้วนะ

ทำไมมึงไปอยู่ไกลจังวะ โรงแรมที่เชียงใหม่ก็มีเยอะแยะ

มึงไม่เบื่อบ้างเหรอ ตอนเรียนก็อยู่มาตั้ง 4-5 ปี

ไม่เห็นจะเบื่อเลย ดูกูดิอยู่มาตั้ง 8 ปีละ

ก็มึงชอบนี่นา

แล้วมึงไม่ชอบเหรอ

เธอนิ่งงันไป ภายในห้องมีเพียงความเงียบจนได้ยินเสียงหัวใจของกันและกัน เสียงเครื่องบินโฉบผ่านทำลายความเงียบงัน เธอถามเขาอีกครั้ง มึงจะไปไหน

กูจะลอยไปในที่ๆไกลแสนไกล ตรงที่ๆอิสรภาพรอกูอยู่ เขาชะงักไปชั่วครู่ถามเธอกลับไป เรื่องระหว่างเรามึงคิดไง

ความเงียบงันปกคลุมในห้องอีกครั้ง ......... เป็นเพื่อนกันแบบนี้ก็ดีแล้ว เธอหันไปมองเขาพร้อมกับรอยยิ้มที่มาพร้อมกับนัยน์ตาโศกเศร้า

มึงจะไม่เสียใจทีหลังใช่ไหม เขาถามเธอ

มีอะไรให้ต้องเสียใจ กูไม่อยากมีความรักแล้วหวะที่ผ่านมาพอได้รักเราจะไม่เป็นตัวเอง ถ้ามึงเป็นคนรักกูกูก็จะไม่เป็นแบบเดิมกับมึง มึงก็จะไม่เป็นแบบเดิมกับกู

งั้นก่อนมึงจะกลับ อีกสองวันนี้กูขอใช้ชีวิตกับมึงแบบคนรักได้ไหมวะ

ลองดูก็ได้ ...... เธอตอบกลับไป



         ท่ามกลางสายลมและแสงแดด หนุ่มสาวคู่หนึ่งขับรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ตะลอนทัวร์ไปทั่วทั้งจังหวัด เขาพาเธอไปในที่ๆอยากไปนานแล้ว คืนแรกทั้งคู่ข้ามเชียงใหม่ไปเที่ยวปาย บรรยากาศของที่นั่นช่างโรแมนติกและอบอุ่น ชายหนุ่มหญิงสาวไม่เคยได้มีความสุขมากขนาดนี้มาก่อนในชีวิต อาจเป็นเพราะเวลาที่ทั้งคู่รู้จักกันมานานแสนนานก็ได้ จึงเกิดเป็นความรู้ใจที่ยากจะบรรยาย หากใครๆเห็นก็คงต้องบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าทั้งคู่นั้นน่าจะคบหากันมานานแล้ว ความจริงก็ถูกที่เขาและเธอคบหากันมานานแต่ก็ในฐานะเพื่อนสนิทจนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นเพียงเพื่อนกันอยู่ วันที่สองของการท่องเที่ยวเขาตัดสินใจพาเธอไปกางเต้นท์นอนบนดอย บรรยากาศหนาวเหน็บใบหน้าสองดวงจ้องสบกันที่หน้ากองไฟ ให้ความรู้สึกอบอุ่นและโรแมนติก แต่แล้ววันเวลาก็ช่างเป็นศัตรูที่ร้ายกาจของความสุข สองวันสำหรับใครที่โดนกักขังอาจจะนานแสนนานราวสองเดือน แต่สำหรับเขาเวลาสองวันผ่านไปอย่างรวดเร็วเหมือนว่าผ่านไปแค่สองนาที ไม่รู้ว่าเธอจะคิดเหมือนกันกับเขาไหม แต่สุดท้ายก็ไม่อาจหนีจากความจริงไปได้ ไม่ว่ายังไงก็ต้องจากกัน



ที่ๆมึงจะไป สัญญาณโทรศัพท์เข้าถึงไหม

ไม่รู้สิ เขาตอบเธอพร้อมกับลากกระเป๋าเดินทางมาส่ง เครื่องออกกี่โมงนะ

ทุ่มครึ่งมั้ง ขอบคุณมึงมากนะ กลับมาครั้งนี้กูเข้าใจความหมายของชีวิตเยอะขึ้นเลย

กูไม่ใช่นักปราชญ์ แต่ก็ขอบใจมึงเหมือนกัน ครั้งหน้าเวลามึงมาแล้วไม่เจอกูมึงจะคิดถึงกูไหมวะ

อยากให้คิดถึงป่ะ เธอส่งยิ้มให้แล้วทำหน้ายีญวน

เขาเอื้อมมือไปแตะหน้าผากเธอแล้วขยี้ผมของเธอเบาๆ แล้วเจอกันใหม่นะ

แววตาโศกเศร้าของเธอจ้องมองเขาอย่างจดจ่อ อาจไม่ได้กลับมาอีกแล้วก็ได้......




 
         เขาหยิบบุหรี่มวลที่สามขึ้นมาจุด เธอและเขาลุกขึ้นยืนพร้อมๆกันสองแขนกางออกจนสุดซึมซาบกับลมเย็นที่พัดเข้ามาปะทะตัว เธอก้าวเดินไปอย่างนุ่มนวลลงไปในคลื่นที่กำลังซัดสาดเข้ามา ไม่รู้ว่ากี่ก้าวแล้วที่เดินไปแขนของเธอยังกางอยู่จนสุด เมื่อถึงระยะทางที่พอเหมาะเธอก็หันหน้ากลับเข้าหาชายหาดค่อยๆนอนลงไปบนพื้นทะเลที่เกลียวคลื่นซัดสาด ร่างของเธอลอยล่องอยู่อย่างนั่นภายใต้ชุดกระโปรงสีขาวนัยน์ตาโศกเศร้ายิ้มออกมาเล็กน้อยค่อยๆแหงนมองดวงดาราระยิบระยับ


“วอนดวงดาวปลอบเธอให้ที หากวันพรุ่งนี้...ฉันหายไป”



“ฝากความคิดถึงไปกับลม...พัดพา สุดขอบฟ้า...ไม่ลางเลือน”




แขนของเขายังกางออกจนสุดแขน บุหรี่ที่มือข้างซ้ายยังส่องประกายแสงไฟอ่อนๆ ควันที่อยู่ตรงปลายลอยออกไปเป็นเส้นสาย เขาชักแขนกลับมาแล้วอัดบุหรี่เข้าไปอีก1คำใหญ่ๆ


“หากเธอเป็นนก...ฉันคือนภา หากเธอเป็นฟ้า...ฉันคือเมฆลอย”



“หากเธอเป็นดาว ฉันก็เป็นเดือน” 


เท้าซ้ายของเขาก้าวออกไปช้าๆในความว่างเปล่าตามมาด้วยเท้าข้างขวา แขนที่ยังกางออกไปจนสุดลอยโต้ลมอยู่อย่างนั้นสายตาจ้องมองลงไปยังพื้นพสุธาก่อนที่จะตัดสินใจแหงนหน้ามองท้องนภาที่ยังมีดวงดาราพร่างพราย ร่างกายตอนนี้รู้สึกเบาโหวง ในที่สุดเขาก็ได้บินอย่างที่เคยใฝ่ฝัน เขายังคงคิดถึงเธอคนนั้นตั้งแต่เด็กหญิงผมสั้นนัยน์ตาสดใสจนถึงหญิงสาวที่มีนัยน์ตาโศกเศร้าแต่ก็ยังหน้ามองไม่เคยเปลี่ยน ทุกคืนทุกวันในดวงใจเขามีแต่เธอตลอดมา เธอเปรียบเสมือนทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขาและเธอก็เป็นความสุขเพียงหนึ่งเดียวในใจของเขา เขายิ้มออกมาเบาๆด้วยความเบิกบาน หยดน้ำใสๆปรากฏที่ปลายตาอยู่สองเม็ดก่อนจะหลุดลอยหายไปในห่วงอากาศ เขาอยากบอกเธอก่อนจะไป “คิดถึงนะ” ร่างของเขายังคงลอยเคว้งอยู่อย่างนั้น.....

 “ขอบคุณวันนี้ที่เราพบกัน ขอบคุณเวลาที่ให้ได้เรียนรู้”
 
เธอยังคงล่องลอยอยู่บนท้องทะเลแห่งนั้น นัยน์ตาโศกเศร้ายิ้มออกมาอย่างละมุน ยังคงมองดวงดาวและมองไปยังเขา เขาคนที่อยู่ข้างกายเธอมาตลอดเขาที่ไม่ใช่เจ้าชายที่เธอใฝ่ฝัน ไม่เคยมีอะไรที่เธอชอบเลยแต่เขากลับให้ความอบอุ่นและความรู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่ใกล้ๆ

“อยากเก็บความงามคืนนี้ให้เธอมอง มีเพียงเราสองและทองทะเล”



“มีหาดทรายขาว…ลมพัดให้เราสบาย อบอุ่นใจเราสอง...ใต้ท้องทะเลดาว”

 
ร่างบางภายใต้ชุดกระโปรงสีขาวค่อยๆดำดิ่งลึกลงไปในท้องมหาสมุทร แววตาของเธอยังคงมีประกายโศกเศร้าริมฝีปากบางคล้ายมีลูกบอลลูกเล็กๆพ่นออกมา ที่ปลายตาไม่รู้ว่ามีน้ำใสๆเหมือนกับเขาหรือไม่หากมีก็คงเลือนลางจางหายไปกับน้ำทะเลจนหมด แขนของเธอยังคงกางอยู่อย่างนั้นจนสุดแขน รอยยิ้มผุดออกมาจากปาก เธออยากพูดประโยคนี้ให้เขาเป็นครั้งสุดท้ายเป็นประโยคที่พูดจนติดปากพูดจนคำนวณไม่ได้แล้วว่าพูดประโยคนี้กับเขาไปกี่ครั้ง แต่ถึงยังไงวันนี้ก็ยังอยากที่จะพูดอยู่.... “ขอบคุณนะ” ใบหน้าของเธอยิ้มออกมาอย่างเบิกบาน

“เมื่อเธอฟังเพลงนี้...เธอจะรู้ฉันคิดถึงเธอ แค่ไหน”



“เมื่อเธอฟังเพลงนี้...เธอจะรู้ฉันคิดถึงเธอ แค่ไหน”



“สุดเส้นขอบฟ้า... ใต้ท้องทะเล...ดาว”
 


เขาและเธอหลับตาลงไปพร้อมๆกัน ร่างกายของเธอและเขาค่อยๆเลือนลางและจางหายไปกับความงามของท้องนภาและมหาสมุทรอันกว้างใหญ่.......









                                                                                                   
                                                                                                           ......ทันทัมใจ



#1 หลังคา t_047
#2 แก้มน้องนางนั้นแดงกว่าใคร เขียนไขและวานิช
#3 เมษายน กระดาษเปล่า
#4 ทะเลดาว อิสญา

SHARE
Writer
GKCN
ทันทัมใจ
ชอบอ่านเลยอยากเขียน

Comments